หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้วางรากฐานทางสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร โดยเฉพาะทางการจัดการฟาร์มให้แก่ประเทศไทยจนเป็นปึกแผ่น มีความฉลาดหลักแหลม ได้ผลิตผลงานทั้งตำราและงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเกษตรออกมามากมาย เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มีศิลปะในการพูด บรรยาย และอภิปรายอย่างน่าพิศวง เป็นนักดนตรีไทยผู้มีความรอบรู้อย่างลึกซึ้ง และสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีไทยได้หลายชนิดอย่างเชี่ยวชาญหาผู้เทียบเท่าได้ยาก เป็นผู้ตั้งวงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ได้ส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทย และความนิยมไทย จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันโดยทั่วไป

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2466 ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรของนายสังวาลย์ และนางเชย นาคสวัสดิ์ ได้เรียนชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลอำเภออัมพวา และจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย จากนั้นเข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ แล้วต่อที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2484 ได้รับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ทางสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2486 จึงออกรับราชการที่กรมสหกรณ์ท่าเตียน ต่อมาได้ลาออกแล้วเข้าเรียนปริญญาตรีสาขาสหกรณ์หลักสูตร5 ปีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเรียนจบปีที่ 4 จะขึ้นปีที่ 5 ก็เกิดมีการประกาศยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว เนื่องจากในขณะนั้นมีความเห็นว่ายังไม่มีความต้องการสาขานี้ในระดับปริญญาตรี ผู้เรียนในรุ่นนั้นจึงไม่ได้รับปริญญา เพียงแต่ได้ปรับระดับเงินเดือนเท่านั้น ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์จึงออกมารับราชการต่อ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้ขอโอนย้ายมาประจำแผนกคลังที่มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ทำงานได้ระยะหนึ่งก็สมัครเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และใช้เวลาเพียง ปีเท่านั้น ก็สามารถสอบผ่านได้รับปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตใน พ.ศ. 2495 จากนั้นสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และสามารถสอบผ่านได้หมดทุกวิชาทั้งข้อเขียนและปากเปล่าในเวลาเพียงปีเดียว จึงได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต เกียรตินิยม (ดี) ใน พ.ศ. 2496ในช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีทางสหกรณ์ขึ้นใหม่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ซึ่งได้เคยศึกษาทางนี้ครบ 4 ปีแล้ว จึงขอสอบเทียบและทำวิทยานิพนธ์ และได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์บัณฑิตใน พ.ศ.2496 นั้นเอง ใน พ.ศ.2498 ได้เดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรใน พ.ศ. 2500 จึงเดินทางกลับมารับราชการต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ผู้รู้จัก ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ มาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2483 ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปเรียนที่แม่โจ้ และ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร สอนวิชาคำนวณอยู่ที่นั่น ต่อมาได้มีความสนิทสนมกันมาและ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ นับถือ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร เสมือนพี่ชาย โดยเรียก ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ว่า ลุงเสริตามคำเรียกของลูกๆ ของท่าน ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ได้เล่าว่า

…ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นคนเรียนเก่งมาก ผมเองเป็นคนแนะนำให้เขาสอบชิงทุนไปเรียนนอก ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ยังคงเป็นพนักงานคลังอยู่ที่เกษตรศาสตร์ และได้ช่วยสอนวิชาบัญชีด้วย ลูกศิษย์ลูกหาต่างได้เลื่อนเป็นชั้นโทไปตามๆ กัน แต่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็ยังคงเป็นชั้นตรีอยู่นั่นเอง เพราะผู้ใหญ๋ในมหาวิทยาลัยในขณะนั้นเห็นว่าฝ่ายวิชาการถูกทอดทิ้งมานาน และเป็นฝ่ายสร้างผลงานให้แก่มหาวิทยาลัย จึงสนับสนุนฝ่ายวิชาการมากกว่าฝ่ายธุรการ ผมจึงเขียนจดหมายแนะนำให้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สอบไปเรียนนอก แต่ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็ไม่ยอมสอบสักที จนกระทั่งถูกคนประมาทหน้าว่า หน้าอย่างนี้ไม่มีวันสอบชิงทุนได้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จึงไปสมัครสอบชิงทุน ก.พ. ไว้สามแห่ง และสามารถสอบได้เป็นอันดับหนึ่งทั้งสามแห่งนั้น จึงได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สามารถเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ได้ภายใน 2 ปีเท่านั้นเอง นับว่าเร็วมากสำหรับนักเรียนไทย

เกี่ยวกับความสามารถของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ในทางเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ได้เล่าว่า

…ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร ได้วางรากฐานวิชาการด้านนี้ให้แก่ประเทศไทยจนเป็นปึกแผ่น ได้เขียนบทความและตำรา รวมทั้งผลงานวิจัยไว้มากมาย เป็นที่ยกย่องนับถือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเมื่อเดินทาง ผ่านเมืองไทย จะต้องแวะมาสนทนากับ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ตลอดมา ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ทุ่มเทในงานสอนและงานวิจัยมาก ได้นำนิสิตไปฝึกงานวิจัยภาคสนาม จนมีลูกศิษย์ลูกหาที่เก่ง ๆ ออกไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย และในเรื่องนี้ก็ได้ส่งเสริมมาจนกระทั่งมีการจัดตั้งภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตรขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติที่ประเทศมาเลเซียถึง 3 ปี กลับมาเป็นรองเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติฝ่ายสังคมศาสตร์ แล้วลาออกมาอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก ได้ทำคุณประโยชน์และส่งเสริมวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป โดยเฉพาะวิชาการจัดการฟาร์มได้ทำไว้มาก

ตำราเศรษฐศาสตร์ของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นตำราที่อ่านสนุกมาก อรรถาธิบายด้วยภาษาพูดที่เข้าใจง่าย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ นคร ได้กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า

…บางคนอาจจะติว่าภาษาที่ใช้เป็นภาษาปาก ไม่เป็นวิชาการ แต่พวกนิสิตนักศึกษาก็นิยมกันมาทีเดียว ใครที่ไปเรียนทางเศรษฐศาสตร์ที่เมืองนอกยังต้องเอาตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปด้วย ส่วนคนที่ไปเรียนแล้วหากยังไม่มีตำราเศรษฐศาสตร์ของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ก็ต้องขอให้ญาติพี่น้องซื้อส่งไปให้อยู่เสมอ

ลีลาการเขียนตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่จะเขียนอย่างนี้ได้ต้องมีความรู้อย่างแตกฉาน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีอารมณ์ขัน และเขียนถ่ายทอดได้อย่างแจ่มแจ้ง ตัวอย่างที่อาจารย์ยกมาประกอบจะใช้ของจริงจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้อ่านเข้าใจง่าย หลายคนใช้วิธีจำตัวอย่างแล้วย้อนกลับไปถึงทฤษฎีหรือแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น จึงจำได้นานและนำมาอธิบายให้เป็นที่เข้าใจกันได้โดยง่าย

ตำราด้านเศรษฐศาสตร์ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เขียนไว้ ได้แก่ หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั่วไป หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เศรษฐศาสตร์ภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ชั้นสูงเรื่องทฤษฎีราคาและการผลิต ทฤษฎีการเงินและการจ้างงาน เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเงินและการธนาคาร รายได้ประชาชาติและบัญชีสังคม หลักการบัญชีขั้นต้น หลักเศรษฐศาสตร์การเกษตร หลักการจัดการฟาร์ม และหลักและวิธีการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร (เล่มหลังนี้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เขียนร่วมกับศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร)

ตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการจัดพิมพ์หลายครั้ง เพราะเป็นที่นิยมมาก และได้รับการกล่าขานอ้างอิงตลอดมา

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ทำงานวิจัยกว่า 40 โครงการ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกเผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรเมื่อปี 2507 และเป็นคนแรกในบรรดาผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้เป็นศาสตราจารย์ โดยใช้เวลาเพียง 7 ปีหลังจบปริญญาเอกและเดินทางกลับมาประเทศไทย

ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็คือการบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ นคร ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า

…ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปสอนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาจะฮากันครึนและบ่อยมาก ดร. เดือน บุนนาค มาดูว่า เอ๊ะ! ทำไมนักศึกษาถึงได้ฮากันตลอดเวลา ดร. เดือน ชอบใจมาฟังการสอนอยู่ตลอดด้วย อย่างนี้เป็นต้น

เรื่องการสอนที่สนุกสนานเข้าใจง่ายของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์นี้เป็นที่เล่าลือกันมาเพราะอาจารย์ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์กับ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์จะชอบมาก อาจารย์ไม่ได้สอนที่เกษตรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสอนให้ที่ธรรมศาสตร์และสถาบันอื่นๆ ด้วย จึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ มักสอดแทรกจริยธรรมและคติธรรมในการสอนของท่าน เพื่อให้ลูกศิษย์นำไปคิดและปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ ท่านมีความเป็นครูอย่างแท้จริง และยังมีจิตวิทยาในการพูดอย่างน่าทึ่ง ด้วยความสามารถของท่านในการพูดนี้ ท่านจึงได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาในเรื่องวิชาการและอื่นๆ อยู่เป็นนิจ และชมรมฝึกพูดแบบการทูตก็ได้เรียนเชิญท่านเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของชมรม รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหลักสูตรฝึกอบรมการพูดแบบการทูตนี้ด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เขียนหนังสือเรื่อง ศิลปะการพูด ว่าด้วยทฤษฎีและหลักปฏิบัติเพื่อการพูดที่สัมฤทธิผลในที่ชุมนุมชนไว้ด้วย 1 เล่ม ตั้งแต่ปี 2519 ผู้ที่สนใจในการพูดต่อที่ชุมนุมชนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะอาจารย์ได้อรรถาธิบาย พร้อมยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และได้แนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ที่ทำให้ผู้ศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากความรู้ความสามารถทางวิชาการและการพูดแล้ว ยังเป็นที่รู้และยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยอย่างหาใครเทียบได้ยาก โดยสามารถบรรเลงเพลงไทยและอธิบายเครื่องดนตรีต่าง ๆ ได้ทุกชนิด ทั้งเครื่องสาย มโหรี และปี่พาทย์ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เรียนจะเข้และเครื่องสายกับบิดาที่อัมพวา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นายมตรี ตราโมและนายเอื้อ สุนทรสนาน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เรียนซอสามสายกับพระยาภูมีเสวิและต่อมาได้เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งแต่ปี 2488 โดยได้เรียนทั้งทฤษฎีและหลักปฏิบัติ ประวัติเพลงและครูผู้แต่งเพลง ได้เรียนเครื่องปี่พาทย์ รวมทั้งปี่ แล้วยังได้รับการต่อทางเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก จนสามารถเดี่ยวเครื่องดนตรีได้อย่างเยี่ยมยอดหลายชนิด โดยเฉพาะซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย เดี่ยวได้ถึงเพลงกราวใน (เถา) เพลงทะยอเดี่ยว และเพลงเดี่ยวชั้นสูงอื่นๆ อีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการ ครอบจากหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ให้เป็นผู้อ่านโองการและกระทำพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ได้ จึงนับเป็นครูดตรีโดยสมบูรณ์นับแต่นั้น

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้คิดทางเดี่ยวเครื่องดนตรีต่าง ๆ ไว้ไม่น้อย ทั้งซอสามสายและเครื่องสายอื่นๆ ทางเดี่ยวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จะล้ำลึกมาก ผู้ที่จะเดี่ยวได้ดีดังที่ท่านได้แต่งไว้ ต้องมีพื้นฐานการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนั้นอย่างแน่น และมีฝีมือจัดอยู่ในขั้นสูง จึงจะเดี่ยวได้ไพเราะ และถูกต้องตามความหมายและอารมณ์ของเพลง โดยเฉพาะด้านซอนั้น ผู้สีต้องใช้คันชักได้ถูกหลักจึงจะเดี่ยวทางของ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ลึกซึ้ง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สามารถใช้คันชักซอสามสายในเพลงเดี่ยวได้ถึงคันชัก 32 ใน ขณะที่คนเดี่ยวซอสามสายโดยทั่วไปใช้คันชักซอได้เพียงคันชัก4 เท่านั้น จะมีคันชัก 8 บ้างก็น้อยมาก นอกจากนี้ยังมีคันชักพิเศษ อาทิ คันชักงูเลื้อย คันชักสายน้ำไหล คันชักสะอึก คันชักสะอื้น และการชะงักคันชัก ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จะเน้นการใช้คันชักซอมากเนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดของเสียง โดยเสียงซอจะดี กังวาน ลึก ห้าวหาญ ไหลเรื่อย หรือหยุดชะงักในที่ที่ควร (ที่เรียกว่า เชิงซอ) หรือไม่ เพียงใดนั้น ล้วนมาจากการใช้คันชักทั้งสิ้น ส่วนการลงนิ้วบนสายซอนั้น นอกจากการลงนิ้วอย่างธรรมดาแล้ว ยังมีการลงนิ้วชุน นิ้วแอ้ นิ้วครั่น นิ้วนาคสะดุ้ง นิ้วกระทบเสียง และอื่นๆ อีก ดังนี้เป็นต้น เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดที่มีความ สามารถถึงระดับ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์อีกแล้ว

ศาสตราจารย์ ดร. อังศุมาลย์ จันราปัตย์ บุตรสาวคนโตของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า

…คุณพ่อพิถีพิถันในการเดี่ยวให้ได้เสียงชัดเจนและได้อารมณ์ถูกต้องตามความหมายและอารมณ์ของเพลงมาก ปกติท่านทำทางเดี่ยวให้เหมาะกับความสามารถของลูกศิษย์แต่ละคน ดังนั้น จึงมีทางเดี่ยวอยู่หลายทาง ดิฉันได้ทางเดี่ยวระนาดเอก 3 ราง เพลงอาหนู เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ไปเดี่ยวในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาที่ ศว. ประสานมิตรด้วย ส่วนศิษย์คนอื่นๆ นั้น ดร. สุรพล จันราปัตย์ ได้รับการถ่ายทอดไว้มากที่สุด มากกว่าบรรดาลูกๆ อีก เขาเป็นคนมาถ่ายทอดให้ลูกๆ อีกต่อหนึ่ง เขาได้ทางเดี่ยวขิมชั้นสูง ส่วนซอสามสายนั้นก็ได้ไว้บ้าง ยังไม่ทันครบถ้วนก็เดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาเสียก่อน เรียนยังไม่ทันจบ คุณพ่อก็เสียชีวิตแล้ว จึงน่าเสียดายมาก อย่างไรก็ตาม คุณพ่อได้บันทึกทางเดี่ยวไว้หลายเพลง ทั้งซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย และขิม บางเครื่องก็เดี่ยวเพลงชั้นสูงไว้ด้วย ทางเดี่ยวซอที่ท่านบันทึกเทไว้ ท่านไม่ได้เดี่ยวเต็มฝีมือ เพราะปรับทางให้คนนำไปลอกเลียนทำตาได้โดยไม่ยากนัก คนใกล้ชิดคุณพ่อถึงจะรู้ว่าทางเดี่ยวจริงๆ ที่คุณพ่อเดี่ยวนั้นลึกซึ้ง และทำดังนั้นได้ยากมาก

นอกจากความสามารถเป็นยอดในการบรรเลงและเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ยังแต่งเพลงไทยไว้มากมาย ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงตับ นอกจากนี้ได้ทำเพลงชุดหางเครื่อง มีทั้งทางบรรเลง และทางร้องทางรับ รวมทั้งแต่งเพลงไทยเนื้อเต็ม (เพลงที่มีการบรรจุคำร้องลงแทนการเอื้อน) เพลงไทยประสานเสียง เพลงสอนคติธรรม และเพลงปลุกใจไว้มากมาย

ศาตราจารย์ ดร. อังศุมาลย์ จันราปัตย์เล่าว่า

…คุณพ่อแต่งเพลงไว้มากเป็นร้อย และแต่งโดยใช้เวลาไม่นาน แต่ละครั้งจะพรั่งพรู ยกตัวอย่าง ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา พ.ศ.2517 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นเจ้าภาพ ที่ประชุมตกลงให้แต่ละสถาบันบรรเลงเพลงโหมโรงประจำสถาบัน แทนการบรรเลงเพลงโหมโรงที่โบราณอาจารย์ท่านได้แต่งไว้เดิม ทางเกษตรศาสตร์ยังไม่มีเพลงโหมโรงประจำสถาบัน ดิฉันจึงบอกคุณพ่อ คุณพ่อก็บอกว่า เออ! เดี๋ยวแต่ง แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีเวลาแต่งให้สักที จนวันพรุ่งนี้จะมีงานแล้ว กลางคืนสองทุ่มจึงเรียกนักดนตรีมาที่เรือนดนตรีไทย คุณพ่อมาต่อเพลงให้ แต่งเดี๋ยวนั้น ต่อเดี๋ยวนั้นเลย ปีนั้นดิฉันเป็นคนตีระนาดเอกของชมรมดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงมาขอยืมซอด้วงงาเพื่อถวายเป็นซอทรงของสมเด็จพระเทพฯ ในงาน เขามาถึงก็งงมาก ถามทำอะไรกันนี่ ก็ตอบไปว่ากำลังต่อเพลงโหมโรงอยู่นี่ไง เขางง ถามว่าจะเล่นได้หรือ บอกได้ คุณพ่อแต่งมีลูกล้อลูกขัดเพราะมาก ให้ชื่อว่า โหมโรงศรีเกตรา มี 2 ท่อน โดยท่อน 1 มีเที่ยวกลับในตัว กลองใช้หน้าทับปรบไก่ 6 ชั้นที่ท่านได้แต่งขึ้นเช่นกันตีกำกับจังหวะ เราท่องเพลงด้วยปากตลอดที่นั่งรถไปที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วก็บรรเลงได้เรียบร้อย หลังจากนั้นมาอีกสักเดือนหนึ่ง เรากำลังซ้อมเพลงนี้อยู่ที่ชมรมฯ คุณพ่อมาและเข้านั่งซ้อมด้วย แต่จำไม่ได้ พอเพลงจบก็พูดว่า เออ! เพลงนี้ใครแต่งไว้นี่เพราะดี แต่ตามยาก ดิฉันก็ตอบว่าเพลงที่คุณพ่อแต่งให้ไปบรรเลงที่ ม.รามคำแหงไงคะ ก็เลยได้หัวเราะกันใหญ่ ความที่ท่านแต่งเดี๋ยวนั้นต่อให้เดี๋ยวนั้นเลยจำไม่ได้ เพลงนี้ท่านแต่งขึ้นจากเพลงเหาะอัตรา2 ชั้น โดยขยายขึ้นเป็น 6 ชั้นทั้งทำนองเพลงและหน้าทับกำกับจังหวะ มีความพิสดารและไพเราะมาก ต่อมาท่านได้แต่งคำร้องขึ้นด้วย แต่ไม่ได้ทำทางร้องไว้ จนท่านจากไป จึงไม่มีใครร้องได้

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้จัดตั้งวงดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ขึ้น โดยศาสตราจารย์ พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ อธิการบดีสมัยนั้นได้สนับสนุนอย่างมาก ในปี 2501 ได้สร้างเครื่องมโหรีชุดใหญ่ลงรักปิดทอง มีโต๊ะวางรองเครื่อง และมีเก้าอี้สำหรับผู้บรรเลงนั่งอีกด้วย เครื่องสายก็ทำด้วยงาและประกอบงา ถือเป็นชุดที่มีมาตรฐานและมีความไพเราะมากทีเดียว ใช้เวลาในการสร้างเครื่อง 8 เดือน โดยมีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ช่วยติดต่อหานายช่างจัดทำเครื่องดนตรีให้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องสายผสมขิม แคนวง และอังกะลุงด้วยอีกอย่างละ 1ชุด จากนั้นสร้างเรือนดนตรีไทยขึ้นหลังหนึ่ง ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จนถึง พ.ศ. 2545 จึงได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนใหม่ข้างสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร

วงดนตรีไทยเกษตรศาสตร์แต่ก่อนนี้มีชื่อเสียงมาก สามารถบรรเลงและขับร้องได้ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงเนื้อเต็มที่มีท่วงทำนองลีลาที่ถูกใจคนฟังโดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ขอให้ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร แต่งเพลงเนื้อเต็มสำหรับวงเกษตรไว้เป็นจำนวนมาก หลายเพลงท่านได้แต่งเนื้อร้องร่วมกัน และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้แต่งเองทั้งทำนองและเนื้อร้อง รวมกันแล้วกว่า 100 เพลง ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นครได้เล่าประสบการณ์ที่ไม่เคยลืมในเรื่องนี้ว่า

…วันหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปตามผมในชั้นที่สอน ให้ออกมาแต่งเนื้อเพลงให้กระทรวงศึกษาธิการสำหรับใช้ในโรงเรียนประถมโดยรีบด่วน เราช่วยกันแต่งเพลง 3 เพลงจบในสิบนาที แล้วผมก็เข้าไปสอนนิสิตต่อไป ใน 3เพลงนี้ มีเพลงหนึ่งชื่อ แร้งกระพือปีก ซึ่งเมื่อบรรจุเนื้อเต็มแล้ว เราตั้งชื่อใหม่ว่า แรงสามัคคี ให้เด็กนักเรียนประถมใช้ขับร้อง ในขณะเดียวกันก็ให้วงเกษตรใช้บรรเลงและขับร้องด้วย ปรากฏว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากเพลงหนึ่ง

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นผู้ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถทุกด้าน รวมทั้งกำลังทรัพย์มากมาย ในการส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทยให้กลับฟื้นยืนยงขึ้นมา ได้ออกรายการวิทยุและโทรทัศน์ ไปบรรยายดนตรีไทยตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ด้วย โดยอธิบายให้รู้จักดนตรีไทยและแนะนำวิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ทั้งดีด สี ตี เป่า ให้ผู้ฟังเข้าใจ ให้รู้หน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด การขับร้องเพลงไทย และการฟังเพลงไทยให้เป็น ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้นำวงดนตรีไทยวงใหญ่ไปบรรเลงประกอบการบรรยายด้วยโดยใช้ทุนส่วนตัว ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ได้เล่าให้ฟังว่า

…ผมได้ร่วมไปขับร้องประกอบการบรรยายของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์อยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เยาวชนเห็นว่า ผู้ที่ไปเล่าเรียนจนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศอย่างเราสองคนนี้ก็ยังนิยมเพลงไทยอยู่ปรากฏว่านักเรียนทั้งหลายพอใจการบรรยายมาก ปรบมือและหัวเราะเฮฮากันตลอดเวลา เพราะ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีลีลาในการบรรยายที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและสนุกสนาน ทางโรงเรียนใหญ่น้อยทั้งหลายเริ่มตั้งวงดนตรีไทยขึ้น และต่อมามหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ได้ตั้งวงขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งคงเนื่องมาจากเห็นตัวอย่าง และนิยมชมชอบวงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้ควบคุมอยู่ขณะนั้น งานดนตรีไทยอุดมศึกษาก็ได้เริ่มที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแห่งแรกใน พ.ศ. 2509 ครั้งนั้นใช้ชื่อว่า งานชุมนุมสังสรรค์ดนตรีไทยระหว่างมหาวิทยาลัย โดยมีสถาบันร่วมในงาน 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิปากงานได้งอกงามมาจนถึงปัจจุบัน และมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมกว่า 70 แห่ง นอกจากงานดนตรีไทยระดับอุดมศึกษาแล้ว ทางโรงเรียนต่างๆ ก็ได้จัดงานชุมนุมขึ้นด้วยเช่นกัน

ความสามารถของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ในด้านดนตรีไทย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าท่านจบดอกเตอร์มาทางดนตรี รายการ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์แนะดนตรีไทย ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ในช่วง พ.ศ. 2504 - 2525 ได้รับความนิยมอย่างสูง ส่วนรายการทางสถานีวิทยุนั้นก็ได้รับความนิยมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งรายการ สังคีตนิยม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการ เพลงไทยระบบเตริโอ 4 ทิศทางรอบตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ทางสถานีวิทยุ รด. ภาคเอเอ็รายการ กล่อมนิทรา ทางสถานีวิทยุ ม.ก. และรายการอื่นๆ ผลงานส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทยของ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่ได้กระทำอย่างต่อเนื่องและยาวนานนี้ ได้รับความสนใจและยอมรับจากสื่อมวลชนมาก ดังจะเห็นได้จากรางวัลที่ท่านได้รับ อาทิ รางวัล รายการดีและเด่นจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 5 ใน พ.ศ. 2515 โล่และประกาศนียบัตรจากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. 2518 ในฐานะที่เป็นผู้เผยแพร่ดนตรีไทย อันเป็นการดำรงไว้ซี่วัฒนธรรมอันดีงามของชาติตลอดมา (รางวัลเกียรติคุณนี้ สมาคมฯได้เปลี่ยนเป็นมอบสังข์เงินให้แก่ผู้ได้รับรางวัลในระยะต่อมา) รางวัลตุ๊กตาทองจาก ทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะผู้จัดรายการรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยดีที่สุด ใน พ.ศ. 2523 และรางวัล เมขลา จากสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งเสริมดนตรีไทยดีเด่นจากรายการ ดร. อุทิศแนะดนตรีไทย ใน พ.ศ. 2523

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ผลิตตำราและคู่มือฝึกดนตรีไทยขึ้นด้วยหลายเล่ม อาทิ ทฤษฎีและหลักปฏิบัติดนตรีไทย ภาค 1 (ภาคทฤษฎี) และภาค 2 (ภาคปฏิบัติ) ประมวลบทเพลงไทย (สำหรับบทปี่พาทย์) เพลงตับ และเพลงเนื้อเต็มต่าง ๆ คู่มือฝึกอังกะลุง คู่มือฝึกซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย จะเข้ และยังมีบทความเกี่ยวกับดนตรีไทยอีกมาก รวมทั้งโน้ตเพลงไทยอีกกว่า 100 เพลง ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์แก่วงการดนตรีไทยทั้งสิ้น

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้คิดและปรับปรุงเครื่องดนตรีขึ้นด้วยหลายชนิด ได้แก่ อังกะลุงราวสำหรับบรรเลงคนเดียว ระนาดเอกอะลูมิเนียมในระบบครึ่งเสียง (มี 14 เสียงในหนึ่งคู่แปด) ระนาดทุ้มเหล็กที่ปรับปรุงให้มีเสียงกังวานมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนลูกระนาดเป็นอะลูมิเนียมแข็ง และเพิ่มหลอดดูดเสียงแทนรางอย่างแต่ก่อน ระฆัง 9 เสียงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับวงดนตรีไทยประสานเสียง ฆ้องโหม่งราวที่ปรับปรุงให้เคลื่อนย้ายง่ายและสะดวกในการนั่งบรรเลง ดังนี้เป็นต้น

มีอีกเรื่องหนึ่งที่สมควรบันทึกไว้ ที่นี้ คือ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้สนับสนุนให้มีการเรียนการสอนวิชาดนตรีไทยขึ้นใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิชาเลือก 1 หน่วย ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 แต่ขณะนั้นไม่มีสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยจึงจัดวิชาดนตรีไทย (กับวิชานาฏศิลป์) เป็นวิชาพลศึกษา สำหรับนิสิตได้เลือกลงทะเบียนด้วย (สมัยนั้น นิสิตเกษตรศาสตร์ทุกคณะและสาขาวิชา ต้องเรียนวิชาพลศึกษา 4 ภาคการศึกษา) ดร. สุรพล จันราปัตย์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปีที่ 4 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยสอน ในครั้งกระนั้น ผู้ที่เป็นนักดนตรีหรือขับร้องเพลงไทย และเป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ โดยมีอาจารย์ผู้ควบคุมวงรับรองแล้ว จะได้สิทธิได้รับเกรดเอในวิชาพลศึกษา เช่นเดียวกับนักกีฬาของมหาวิทยาลัยด้วย

ในส่วนของการสนับสนุนนักดนตรีและนาฏศิลป์โดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ก่อตั้งสมาคมสงเคราะห์สหายศิลปินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสงเคราะห์สมาชิกที่เป็นศิลปินทั้งฝ่ายดนตรีและนาฏศิลป์ทั่วประเทศ และช่วยยกมาตรฐานการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ให้สูงขึ้น ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นนายกสมาคมนี้เป็นคนแรกและดำรงตำแหน่งอยู่ 9 ปีจึงลาออก ได้มีการจัดงานไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ขึ้นทุกปี มีการแสดงนาฏศิลป์ และมีการบรรเลงดนตรีถวายมือ รวมทั้งประกวดด้วย นอกจากนี้สมาคมยังได้ดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปกรรมอีกหลายอย่าง ขณะนี้สมาคมยังคงอยู่และมีสำนักงานที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพมหานคร

เกียรติคุณอีกอย่างหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่เป็นที่กล่าวขานกันมาคือความเป็นผู้เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสูงยิ่ง มีความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมไทย และไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำเป็นอันขาด ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมความนิยมไทย ให้ใช้สินค้าของไทย และได้เข้าร่วมกับท่านผู้อื่นจัดตั้ง ชมรมผู้นิยมใช้ของไทย ขึ้นในปี 2513 และจดทะเบียนเป็น สมาคมนิยมไทย ในปี 2516 โดย หม่อมหลวงนวลผ่อง เสนาณรงค์ เป็นนายกสมาคม ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นอุนายกสมาคมและประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย ได้มีการรณรงค์อย่างแข็งขันทั้งในหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ การบรรยายและอภิปรายตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการเขียนบทความและคำขวัญด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้แต่งเพลงปลุกใจให้นิยมไทยขึ้นหลายเพลง และได้นำออกแสดงในรายการโทรทัศน์เป็นประจำ ทั้งยังบันทึกเทและแผ่นเสียงโดยใช้ทุนส่วนตัว แล้วแจกจ่ายให้โรงเรียนต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตลอดจนสติปัญญา เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์นิยมไทย ให้เป็นที่รู้จักและแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเยาวชนและประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัย จนทำให้เกิดการตื่นตัวนิยมไทยมากขึ้นในครั้งนั้น ทั้งรัฐบาล เอกชน และคนทั่วไป

ในส่วนของคุณสมบัติส่วนตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์นั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต รักษาสัจจะยิ่งชีวิต และกตัญญูเป็นที่สุด คุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการกล่าขวัญถึงอย่างมากโดยบุคคลต่าง ๆ ที่ได้เขียนระลึกถึงท่าน ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านว่า ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีสมาธิแน่แน่ว ทำอะไรทำจริง มีจิตใจใฝ่ธรรมะและประพฤติธรรมมาโดยตลอด ได้รับใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเต็มกำลังความสามารถ และได้รับใช้ชาติอย่างทุ่มเท เป็นผู้มีจิตใจเป็นไทยอย่างสมบูรณ์ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ได้กล่าวถึง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เมื่อถึงส่วนท้ายนี้ว่า

…ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้รักชาติ อุทิศตนเพื่อวิชาการ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย นิยมไทย อย่างหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก ท่านควรได้รับการยกย่องเชิดชู ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรและด้านดนตรีไทย

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ.2517)

ในส่วนของชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้สมรสกับนางวิไล นาคสวัสดิ์ และมีบุตรรวม 5 คน เป็นชาย 1 หญิง 4 ท่านได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2519 รวมเวลารับราชการ 36 ปี 2เดือน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2525 สิริอายุได้ 59 ปี 4 เดือน 20 วัน

แหล่งข้อมูล

ประเสริฐ นคร และอังศุมาลย์ จันราปัตย์. สัมภาษณ์, ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๔.

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์. กรุงเทพมหานคร : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2526.

อุทิศ นาคสวัสดิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2487.