หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นลูกของชาวสวนผลไม้เมืองจันท์ คุณพ่อชื่อ นายชิต ชมภูโพธิ์ และคุณแม่ชื่อ นางถมยา ชมภูโพธิ์ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เกิดที่อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2465ได้รับการศึกษาในระดับประถมที่โรงเรียนประจำอำเภอขลุง และไปศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนตราดตระการคุณ ที่จังหวัดตราด ต่อจากนั้นได้ไปเรียนต่อที่เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้) จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2482 เมื่อเรียนจบที่แม่โจ้ในเวลา 2 ปี แล้ว ก็มาเข้าวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนใน พ.ศ. 2485 (ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2486) อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้รับอนุปริญญาใน พ.ศ. 2488 และได้ออกไปรับราชการในกระทรวงเกษตรเป็นเวลา 4 ปี จึงได้กลับมาเข้าเรียนเพื่อทำปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2492 สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตเมื่อ พ.ศ. 2494 หลังจากนั้นได้เป็นอาจารย์ประจำแผนกเกษตรศาสตร์เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2497 จึงได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ University of Florida สหรัฐอเมริกา เรียนจบปริญญาโททางพืชสวนใน พ.ศ. 2499 แล้วกลับมารับราชการต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนกระทั่งได้ลาออกจากราชการใน พ.ศ. 2520 ก่อนเกษียณอายุราชการเล็กน้อย เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว

เมื่อ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กลับมาจากสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น คณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตรในปัจจุบัน) ยังมีการแบ่งส่วนราชการเป็น 7 แผนก คือ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกสัตวบาล แผนกเคมี แผนกชีววิทยา แผนกกีฏวิทยาและโรคพืช แผนกวิศวกรรมเกษตร และแผนกเคหเศรษฐศาสตร์ สำหรับแผนกเกษตรศาสตร์เป็นแผนกที่ทำการสอนและวิจัยในเรื่องพืชทุกชนิด ซึ่ง อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ มีความเห็นว่าพืชสวนอันได้แก่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นพืชสำคัญของประเทศไม่แพ้พืชไร่ต่างๆ น่าจะแยกตัวออกมาเป็นแผนกต่างหาก จะได้เน้นในเรื่องการสอนและวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ความจริงอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้มีความคิดในเรื่องนี้มานานแล้ว และเมื่อได้ไปเรียนต่อที่ University of Florida ในภาควิชาพืชสวน (Department of Horticulture) ก็ยิ่งแน่ใจมากยิ่งขึ้นว่าวิชาพืชสวนนี้ ควรจะมีหน่วยงานเป็นอิสระเพื่อให้สามารถสร้างกำลังคนและทำงานวิจัยทางด้านพืชสวนเพื่อประเทศชาติต่อไป ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่ University of Florida นั้น อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ก็ได้ปรึกษากับหัวหน้าภาควิชาพืชสวน ขอคำแนะนำและช่วยคิดในการร่างหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพืชสวนเพื่อเตรียมการแยกพืชสวนออกจากแผนกเกษตรศาสตร์ต่อไป

เมื่ออาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กลับมาจากสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2499 แล้ว ก็ได้พยายามผลักดันในเรื่องการแยกพืชสวนออกไปเป็นแผนกต่างหาก ดังที่ได้ตั้งใจไว้ ในระยะแรกก็มีอุปสรรคพอสมควร เนื่องจากมีอาจารย์หลายคนมีความเห็นว่า ถ้าแยกพืชสวนออกไปแล้ว แผนกเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นมีอาจารย์อยู่ไม่มากนักก็จะอ่อนแอลง แต่ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ก็ยังคงยืนยันความคิดเดิม และหาแนวร่วมจากอาจารย์ที่มีความคิดเห็นตรงกันได้ 3-4 คน พยายามฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป โชคดีคณบดีขณะนั้น (คุณหลวงสมานวนกิจ) เห็นด้วยและให้การสนับสนุน รวมทั้งอธิการบดี (คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ) ก็เห็นด้วยเช่นกัน งานพืชสวนจึงได้แยกตัวออกมาอย่างไม่เป็นทางการจากแผนกเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2500 โดยมีชื่อเรียกกันเป็นการภายในว่า แผนกพืชกรรม อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้พยายามหาเงินมาสร้างอาคารไม้ชั้นเดียวเล็กๆ ขึ้นเป็นที่ทำการในบริเวณแปลงผักที่เรียกว่า สวนนอก และเป็นจุดกำเนิดของภาควิชาพืชสวนในเวลาต่อมา

ในเรื่องนี้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าว่า ได้สร้างอาคารไม้ขึ้นหลังหนึ่งกว้าง 12 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ใช้เป็นที่ทำงานของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ โดยความช่วยเหลือจากเงินค่าขายปลาจีนของอธิการบดี จำนวน 30,000 บาท การก่อสร้างใช้ช่างไม้และแรงงานที่มีอยู่ ทำเองทั้งหมด โดยไม่มีแบบแปลนอะไร คิดไปทำไปเป็นวัน ๆ เท่าที่แรงงานและเงินจะอำนวยให้ เมื่อสร้างเสร็จ จัดหาตู้โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องอุปกรณ์มาเป็นระยะๆ ตามกำลังเงินที่หาได้จากการขายข้าวโพดหวาน ผัก และพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ อาจารย์ที่ตกลงกันไว้ ก็มานั่งทำงานโดยพร้อมเพรียงกัน การเรียนการสอนทางวิชาการพืชสวนก็เริ่มขึ้น มีนิสิตสมัครเข้าเรียนเป็นวิชาเอกเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นแผนกใหม่ และมีหลายวิชาที่น่าสนใจ เช่น ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ สวนผัก ขยายพันธุ์พืช กล้วยไม้ ฯลฯ…

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกพืชกรรมนี้ในระหว่าง พ.ศ. 2500-2506 แผนกพืชกรรมมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์ทุกคนในแผนกได้รวมพลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อความมั่นคงและเจริญ ก้าวหน้าของแผนกที่ได้ช่วยกันสร้างมาด้วยความเหนื่อยยาก อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และคนงานทุกฝ่ายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนกระทั่งในที่สุด ภาควิชาพืชสวน ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2518 นับได้ว่าเป็นผลจากความพยายามและการมองการณ์ไกลของ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ โดยแท้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จก็คือ ความเป็นหัวหน้าที่ดีของ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ อาจารย์จะรับฟังปัญหาต่างๆ และพยายามแก้ไขให้ปัญหาหมดไปโดยเร็ว คอยส่งเสริมให้กำลังใจแก่นักวิจัย และพยายามหาเงินมาสนับนุงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง เพราะถือว่างานวิจัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า ตัวผมนี้ ที่มีคนรู้จัก มีชื่อในวงการเกษตรบ้าง ก็มาจากลูกศิษย์และลูกน้อง การที่ได้รับเกียรติมีชื่อไปด้วยก็เพราะความบังเอิญเป็นหัวหน้าของอาจารย์ที่ทำการทดลองในเรื่องต่างๆ เท่านั้น…

ใน พ.ศ. 2506 ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ขอให้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ไปช่วยพัฒนาสถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ในตำแหน่งหัวหน้าสถานี (ปัจจุบันคือสถานีวิจัยปากช่อง) โดยไปแทนอาจารย์วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ซึ่งได้รับทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้ทำการพัฒนาสถานีในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้ (พ.ศ. 2506-2508) หลายเรื่อง เช่น ก่อสร้างโรงเก็บและซ่อมเครื่องมือกล โรงคัดและเก็บผลผลิตทางการเกษตร หอพักนิสิตที่มาฝึกงาน และโรงอาหารนิสิต เป็นต้น ใน พ.ศ. 2506 ได้ควบคุมการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามลำตะคอและให้ชื่อว่า สะพานอินทรีจันทรสถิตย์ ทำให้การเดินทางไปยังสถานีฯ สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องอ้อมไปทางสถานีผลิตชีวภัณฑ์ ในการฝึกนิสิตนั้น จะมีนิสิตมาฝึกงานปีละ 2-3 รุ่น เป็นประจำ นอกจากนั้น ยังได้รับความช่วยเหลือจาก Rockefeller Foundation ในการสร้างสำนักงานเป็นอาคารผสมไม้ชั้นเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่มีที่ทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่และคนงานที่สถานีวิจัยปากช่อง ต่างสรรเสริญ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ อยู่เสมอว่า เป็นหัวหน้าที่ดี เป็นตัวอย่างแก่ลูกน้อง เวลาทำงานก็จะทำให้ดูพร้อมกับสอนงาน สอนทั้งจริยธรรม ศีลธรรมพร้อมกันไปด้วยกัน นับว่าเป็นครูที่ดี

ใน พ.ศ. 2509 ทาง ไร่สุวรรณ เกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงขอให้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ไปรับตำแหน่งหัวหน้าที่นั่น ไร่สุวรรณ นี้เดิมเป็นไร่ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีชื่อว่า นะฟาร์ม ต่อมาถูกยึดมาเป็นสมบัติของรัฐ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับโอนมาเป็นสถานีทดลองเรื่องข้าวโพด เมื่อ พ.ศ. 2508 ตั้งชื่อสถานีว่า ฟาร์มสุวรรณ หรือ ไร่สุวรรณ เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ภายหลังมีชื่อเป็นทางการว่า สถานีวิจัยสุวรรณวาจกกสิกิจ ใน พ.ศ. 2508 นั้นเอง Rockefeller Foundation ได้เข้ามาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งโครงการวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างขึ้นที่สถานีแห่งนี้โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ซึ่งในระยะต่อมาก็ได้มีผลงานที่มีประโยชน์ต่อวงการข้าวโพดข้าวฟ่างของประเทศไทย และนานาชาติเป็นอย่างมากตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เข้าไปรับงานเป็นหัวหน้าสถานีและเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติด้วยนั้น อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าไว้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2509 ที่เข้ามารับงานนั้น บรรดาที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ ของนะฟาร์มก็ยังไม่ได้รับมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มิหนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินด้านหลังภูเขาอีกมากมายยังตกลงกันไม่ได้ อาคารบ้านเรือน เครื่องประดับตกแต่งอาคาร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร ทรัพย์สินอื่น ฯลฯ ยังอยู่ในภาวะที่ถูกยึดโดยกระทรวงการคลังและมีการประเมินราคารัยพ์สิน เปิดประมูลขายนำเงินส่งคลังเป็นระยะๆ ตามระเบียบ กว่าจะเสร็จสิ้น และแก้ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดินได้สำเร็จ ก็เสียเวลาประมาณ 2 ปีกว่า ข้อสังเกตของอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ตอนนี้มีว่า

1. วิธีทางราชการนั้น ก็ต้องมีระเบียบแบบแผน มีขั้นตอน การปฏิบัติก็ต้องให้เป็นไปตามลำดับ ยิ่งเป็นงานเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ตลอดทั้งการอยู่ต่างจังหวัด ห่างไกลจากส่วนกลาง การติดต่อก็ย่อมต้องเสียเวลามากกว่าอยู่ส่วนกลางด้วยกัน การทำอะไรข้ามขั้นหรือรวบรัดเพื่อความรวดเร็วทันงานทันเวลา ถ้าไม่ระวังก็จะมีความผิดและเป็นอันตราแก่ผู้ปฏิบัติได้ แม้จะหวังดีและเป็นผลดีแก่งานก็ตาม

2. การที่ใครก็ตามที่จำต้องเข้าไปยึดครองรับมอบ ตรวจสอบทรัพย์สินที่ยังเป็นกรณีพิพาทกันอยู่กับเจ้าของเดิม หรือการรุกล้ำที่ดินซึ่งกันและกันที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ พึงระลึกเสมอว่า แม้เราจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถูกต้องตามกฎหมายและมีคนรักษากฎหมาย (ตำรวจ) ให้ความคุ้มครองอยู่ก็ตาม ภัยอันตรายที่ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงมิได้ลดน้อยลงไปเลย อย่าประมาทเป็นอันขาด

3. การรักษาผลประโยชน์และการขัดผลประโยชน์ของคนอื่นนี่ก็อีกอย่างหนึ่ง ที่ดินอาจจะตกลงกันได้ แต่เมื่อเรากั้นรั้วเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ ขอบเขตที่ดินของเราแต่ไปปิดทางซึ่งเขาเคยใช้ ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เรื่องผลประโยชน์นั้น มีมากทั้งภายนอกและภายใน ทั้งผู้มีอิทธิพลและชาวบ้านธรรมดา ถ้าไม่รุนแรงถึงเป็นถึงตาย ก็ต้องยกให้เป็นของธรรมดา เพราะมีประจำอยู่ในทุกประเภทของงาน สุดแต่ว่าจะมากหรือน้อยก็คิดก็แก้เพื่อบรรเทากันไปตามกรณีและตามเหตุปัจจัยเป็นเรื่องๆ ไป

เมื่อรับงานแล้ว ก็มาถึงการทำงานหรือดำเนินงาน เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมาย เป็นศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างตามแผน งานระยะแรกประกอบด้วย 3 ฝ่ายร่วมมือกัน คือฝ่ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีไร่สุวรรณฯ เป็นตัวกลาง ถัดมาก็ฝ่าย Rockefeller Foundation และกรมวิชาการเกษตร (กระทรวงเกษตรฯ) ร่วมกันทั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายและวิชาการ มีการตั้งคณะกรรมการประชุมปรึกษาหารือกันวางแผนงานเป็นระยะๆ ตามความจำเป็น

การทำงานประจำวันในไร่นั้น เมื่อไร่สุวรรณฯเป็นเจ้าของสถานที่แล้ว ทุกอย่างก็จะมาตกอยู่ที่ไร่สุวรรณฯทั้งหมด ไม่ว่าจะมีการคิดค้นกรรมวิธี การปรับปรุง หรือถกเถียงกันอย่างไร หรือจะไปสัมมนากันที่ไหน ผลสุดท้ายก็มาลงเอยที่ไร่สุวรรณฯ ซึ่งต้องทำให้ได้ตามนั้น ในเรื่องนี้อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ได้ให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้

1. การทำงานหลายฝ่าย หลายคน และในหลายโครงการ ทั้งฝรั่ง (เจ้าหน้าที่ของ Rockefeller Foundation) ทั้งไทย หรือระดับมันสมอง (นักวิชาการ) และแรงงาน (คนงาน) มากด้วยกัน แม้จะมีหรือเตรียมการประสานงากันไว้เป็นอย่างดี ซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติ กะการณ์เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อย่างเรียบร้อย ก็ไม่วายจะมีเรื่องขัดกันจนได้ เรื่องเหล่านี้อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ได้พบความจริงว่า การสัมมนากันในห้องแอร์นั้นแตกต่างกับการลงไปทำกันในแปลงดินท่ามกลางแดดฝน ซึ่งตอนนี้แหละมักจะเกิดกรณีที่มิได้ว่ากันไว้ในห้องสัมมนาบ่อยๆ

2. การทำงานกับฝรั่ง อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์เห็นว่าเขาทำงานได้เร็วรวบรัดกว่าเรา กำหนดนัดหมาย หรือแผนงานต่างๆ ตรงไม่คลาดเคลื่อนล่าช้ามากนัก อาจจะมีบ้างก็เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เช่น ของที่สั่งมาจากนอกไม่สามารถส่งตามกำหนด เพราะคนงานท่าเรือไตรค์ เป็นต้น

วิธีการทำงานจะสวนทางกับเรา คือฝรั่งเขาต้องการอะไรหรือมีปัญหาขัดข้องอย่างไรเขามักพูด (รายงาน) กับเจ้านายของเราโดยตรง ส่วนทางฝ่ายเรามีอะไรก็เป็นไปตามลำดับขั้น เสนอเรื่องตามระเบียบ บางเรื่องกว่าจะถึงคณบดี หรืออธิการบดี อนุมัติก็กินเวลาหลายวัน น่าขำที่งานบางอย่างทำสำเร็จไปแล้ว แต่งานด้านหนังสือยังไม่ได้เริ่มต้องรายงานชี้แจงกันภายหลังก็มี

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าถึงเรื่องป้ายศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติว่า ป้าย ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ซึ่งมีภาษาอังกฤษข้างล่างว่า National Corn and Sorghum Research Center นั้นเดิมไม่มี ไร่แห่งนี้ถ้าไม่เรียก นะฟาร์มของเดิม ก็เรียกว่า ไร่สุวรรณฯ (สุวรรณวาจกกสิกิจ) เมื่อมีโครงการวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างเกิดขึ้น ท่านเห็นว่าการที่จะไปปักป้ายทดลองแผ่นเล็กๆ ตามแปลงข้าวโพดนั้น ก็ดูจะไม่โอ่อ่าสมศักดิ์ศรี โครงงานแผนงานก็ใหญ่ไร่ทดลองก็โต ฝรั่งและนักวิชาการก็มีมาก อย่างนี้น่าจะเข้าระดับชาติกับเขาได้ก็เลยลองปรึกษากับฝรั่ง ทุกคนก็เห็นว่าเข้าทีดีแน่ จะได้เป็นที่รู้จักและสะดุดตาแก่ผู้ผ่านไปมาบถนนมิตรภาพ เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัว จากนั้นก็หาไม้ให้ช่างไม้แกะสลักตัวอักษร แล้วยกขึ้นตั้งไว้คนละด้านกับป้ายไร่สุวรรณฯ ผลที่ได้จากการขึ้นป้ายใหม่ก็มีมากพอสมควร เพราะแม้แต่คนงานประจำศูนย์วิจัยฯ ก็ดูจะภูมิใจและใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็นนะฟาร์ม มาแต่เก่าก่อน

ตั้งแต่ปี 2509 ถึงปี 2513 ประมาณ 5 ปี ที่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ทำงานอยู่ในศูนย์ฯ นี้ กิจการต่างๆ เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี จำนวนเจ้าหน้าที่ คนงาน เครื่องมือเครื่องใช้เพื่องานวิจัยและงานบุกเบิกไร่ เริ่มทยอยส่งเข้ามาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ Rockefeller Foundation ว่าไว้ ในด้านการก่อสร้างก็เช่นกัน ความขาดแคลนบ้านพัก หอพักบรรเทาลงมาก ที่ทำการตลอดจนยานพาหนะ รถยนต์ รถบรรทุก ก็จัดสร้างจัดหาโดยงบประมาณและเงินช่วยเหลือ เพิ่มปริมาณและคุณภาพขึ้นโดยลำดับ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายวิชาการ ฝ่ายธุรการ และคนงานเป็นไปอย่างเข้มแข็งคึกคัก พร้อมเพรียงอย่างได้ผล ข้อที่น่าสังเกตของการทำงานในยุคนั้นก็คือ

1. เมื่อแต่ละคนเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในถิ่นบุกเบิกใหม่ ต่างคนต่างช่วยกันแก้ปัญหา สร้างสรรค์สิ่งจำเป็นแก่การครองชีพให้เกิดขึ้น โดยไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนทำงานหนักด้วยความขยันขันแข็ง และเสียสละ ก็ด้วยคิดตรงกันว่า เราเหนื่อยวันนี้ วันข้างหน้าเราก็จะสบาย ถนนหนทางไม่มี ไปมาติดต่อกันไม่สะดวก ก็ทำขึ้น ตัดขึ้น อยู่ใกล้ภูเขา มีหิน มีฆ้อน มีระเบิด ก็ทุบย่อยกันไป นำไปถมเป็นฐาน บดทับด้วยลูกกลิ้งที่ทำเอง นำฟืนจากไร่ที่เพิ่งเบิกป่าใหม่ มาเผายางมะตอยลาดยางถนนด้วยมือ เกิดมาไม่เคยรู้ไม่เคยทำก็ฝึกกันไปสอนแนะนำกันไป หลายวันเข้าก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปได้ ทุกอย่างทำด้วยแรงงานทั้งสิ้น แต่เช้ายันค่ำ ถนนหนทางก็เกิดขึ้นมีขึ้นได้ใช้สอยกันทั่วไร่

อย่างอื่นก็เช่นเดียวกัน ระยะแรกน้ำไม่พอใช้เพราะมีถังเก็บขนาดเล็ก เดือดร้อนกันมาจะรองประมาณก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้ ลงมือสร้างไปหาเงินบริจาคซื้อวัสดุ เช่น ปูนทรายไปเป็นระยะๆ ซึ่งก็ได้รับความสงสาร และเห็นใจเสมอจากเจ้าของโครงการวิจัยต่างๆ ซึ่งมักมีเงินเหลือพอจะเจียดแบ่งให้ได้ เพราะทุกคนก็ทราบอยู่ว่าไม่มีน้ำอาบหลังเลิกงานแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

2. การทำงานในยุคนั้น ทำกันอย่างวันหยุดจริงๆ ก็มีเพียงวันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้นในหนึ่งสัปดาห์ วันเสาร์เป็นวันทำงานปกติ ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้ามีงานติดพันเร่งรีบจำเป็นต้องทำให้เสร็จ มิฉะนั้นจะเสียหายได้ เช่นฝนตก ก็จะทำกันถึงกลางคืน หรือในวันอาทิตย์ก็มิได้หยุดก็มีอยู่บ่อยๆ

อีกประการหนึ่งที่น่าคิดก็คือ แม้ว่าจะมีหมวดงานต่างๆ อยู่หลายหมวดเช่นเดียวกับที่อื่นๆ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ขอร้องว่าอย่าแบ่งแยกกันเลย ว่านั่นคนขับรถยนต์ นี่คนขับรถแทรกเตอร์ อะไรทำนองนั้น ใครว่างจากงานประจำ หรือหมดหน้าที่แล้ว ถ้ามีน้ำใจจะช่วยเหลือก็มาช่วยกันได้ทุกงานที่ค้างอยู่ ก็ปรากฏว่าเขาเหล่านั้นเสร็จจากหน้าที่ประจำแล้ว มีเวลาเหลืออยู่ก็จะไปช่วยสมทบกันทำงานอื่นๆ เสมอโดยไม่รังเกียจ

จากผลงานสำคัญทั้งสามเรื่องดังที่กล่าวมานี้ รวมทั้งงานอื่นๆ อีกหลายประการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ใน พ.ศ. 2529 และมีคำประกาศเกียรติคุณอันเป็นการสรุปผลงานของอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ไว้ดังนี้

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ปัจจุบันประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นเจ้าของสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาตรี และได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยลอริดา สาขาพืชสวน ในอดีตเคยรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี โท และเอก ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถยิ่งในการนำวิทยาการไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพ และได้อำนวยประโยชน์อย่างไพศาลต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้อุทิศตนเป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพแก่ทุกคนในชาติโดยได้พิสูจน์ด้วยตนเองให้เป็นประจักษ์อย่างชัดแจ้งว่าอาชีพทางพืชสวนนั้น สร้างความอยู่ดีมีสุขและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่บุคคลและประเทศชาติได้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ประกอบอาชีพส่วนตัว ได้สร้างสวนมะม่วงขนาดใหญ่ขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยความวิริยะ อุตสาหะอย่างไม่ลดละ และศึกษาค้นคว้าวิทยาการด้วยตนเองเป็นอาจิณ จึงมีผลงานทางวิชาการที่ดีเด่นเป็นอเนกประการ เช่น เป็นผู้พัฒนาการทำสวนผลไม้และเผยแพร่แก่เกษตรกรโดยสม่ำเสมอ ได้เป็นผู้นำเอาอะโวกาโด้ปลูกในประเทศเป็นคนแรก และเป็นผู้ริเริ่มตั้งกลุ่มนิสิตพืชสวน และจัดทำวารสารพืชสวน และก็ยังเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติด้วย

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้หนึ่งที่มุ่งมั่น เสริมสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม จึงมิได้หวงแหนความรู้และกรรมวิธีทางการเกษตรต่างๆ ที่ค้นพบแม้แต่น้อย แต่ได้ถือปฏิบัติที่จะเผยแพร่ออกสู่บุคลากรของทางราชการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมมืออย่างดียิ่งแก่ทางราชการและเอกชนในรูปแบบต่างๆ มิได้ขาดและยังเปิดให้เกษตรกรทั่วโลกมาเยี่ยมชมกิจการเป็นประจำอีกด้วย

โดยเหตุที่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีคุณธรรมอันสูงส่งเป็นที่ยกย่องนับถืออย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้อุทิศตนเพื่อความอยู่ดีมีสุขของสังคมและคงความเจริญก้าวหน้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่ดีเด่น และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงวิชาการและการศึกษาทางด้านพืชสวน สมควรได้รับการยกย่องในวงวิชาการเพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเจริญรอยตาม สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติสืบไป

แหล่งข้อมูล

อัญเชิญ ชมภูโพธิ์. สัมภาษณ์, 12 มกราคม 2544.

อัญเชิญ ชมภูโพธิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.