หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2470 ที่ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของพันตรี หลวงพลฤทธิ์ประจักษ์ และนางพลฤทธิ์ประจักษ์ (นางหอมหวล เหมะรัชตะ นามสกุลเดิม สรวงสมบูรณ์) จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ. 2479) เข้าศึกษาต่อมัธยมต้นและมัธยมปลายที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ (ปากคลองตลาด) เมื่อ พ.ศ. 2485 จบชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2489 หลังจากจบเตรียมอุดมศึกษาแล้ว เข้าศึกษาต่อสาขาเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียนเตรียมแพทยศาสตร์อยู่ 3 ปี (พ.ศ. 2490-2493) ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะจึงได้ตระหนักว่าไม่เหมาะสมกับตน เพราะมีความชอบทางดนตรีและการเกษตร จึงได้ตัดสินใจลาออกและสมัครเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU. 11) ด้วยรักในอาชีพเกษตรและต้องการมาอยู่กับอาจารย์ที่รักการดนตรี เช่น ศาสตราจารย์ระพี สาคริก และรองอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตใน พ.ศ. 2499 ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก ว่าด้วยการเรียบเรียงเสียงประสานและเทคนิคการสอนดนตรีแบบต่างๆ ที่ประเทศออสเตรเลีย

หลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2499 แล้ว ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ ได้เข้ารับราชการที่วิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499-2514 ใน พ.ศ. 2515 ได้โอนไปรับราชการที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่สอนวิชาช่างเกษตร และวิชาดนตรีพื้นฐานได้เพียง 4 ปี ได้โอนย้ายไปที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในฐานะกรรมการจัดทำโครงการและดำเนินการจัดตั้งคณะทรัพยากรธรรมชาติ (พ.ศ. 2518-2520) ต่อมาได้โอนมาสังกัดวิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำโครงการก่อตั้งคณะเทคโนโลยีการเกษตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนสุดท้ายของวิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร และเป็นคณบดีคนแรกของคณะเทคโนโลยีการเกษตร (พ.ศ. 2520-2522) ใน พ.ศ. 2522 ย้ายไปสังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังสงขลา และเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2530

ในด้านครอบครัว ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ ได้สมรสกับนางสาวขวัญใจ ไชยอัมพร เมื่อ พ.ศ. 2488 มีบุตรธิดา 2 คน คือ นางสาวอรขวัญ เหมะรัชตะ และนายพีร์ เหมะรัชตะ

ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ หรือ ครูอวบ ของชาวเกษตร หลังจากลาออกจากเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์แล้ว มาเรียนที่คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นปีการศึกษา 2494 พร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันที่เคยเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 6 และเรียนเตรียมแพทยศาสตร์ด้วยกัน และไม่จบทั้งคู่ เพื่อนคนดังกล่าวคือ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ทั้งคู่เข้ามาเป็นนิสิตเกษตรรุ่น 11 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครูอวบ ได้หอบหิ้วไวโอลินเก่าๆ มาด้วยตัวหนึ่งพร้อมประสบการณ์ทางด้านดนตรีสากล ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ โดยได้ทำหน้าที่เป่าทรัมเป็ตเคารพธงชาติทุกเช้า จนกลายเป็นนักเป่าทรัมเป็ตมืออาชีพไปโดยปริยาย ส่วนเพื่อนคู่หู (ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี) มีกีต้าเก่าๆ มาด้วยตัวหนึ่งพร้อมด้วยประสบการณ์ล้นแก้วจากวงดนตรีบ้านนอก และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้ ในขณะนั้นคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริเป็นรองอธิการบดี ท่านทรงเล่าว่า ในเกษตรมีผู้สนใจในการดนตรีอยู่หลายคนและครุ่นคิดที่จะตั้งวงดนตรีสากลขึ้น แต่ในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเล่นเครื่องเป่าได้เลย มีศาสตราจารย์ระพี สาคริก เก่งทางไวโอลิน จึงเริ่มได้ในลักณะสตริแบนด์และเรียกกันเล่นๆ ว่า วงดนตรีกระป๋อง โดยไปแสดงในงานปาร์ตี้เกษตรของพระช่วงเกษตรศิลปการ ที่สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย… ท่านทรงเล่าต่อไปว่า … ในปีการศึกษาถัดมา นายอวบ นิสิตจุฬาฯ เดินผ่านผมในเขตมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ผมถามว่า มาทำไม? นายอวบตอบว่า จะมาร่วมตั้งวงดนตรีที่เกษตร และสนใจวิชาเกษตรด้วย แต่ที่สำคัญเขาจะได้มาอยู่กับอาจารย์ที่รักการดนตรีจริงๆ และทำอะไรจริงๆ เช่น ศาสตราจารย์ระพี สาคริก และมีรองอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริที่เอาจริงเอาจัง… พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้ทรงเล่าต่อไปว่า …ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ดนตรีเป็นเรื่องชักนำให้อาจารย์อวบ ย้ายสถาบันการศึกษา เปลี่ยนแนวเป็น นักเกษตรมาตลอดชีวิต… ส่วนดนตรีสากลก็ได้เริ่มขึ้นอย่างแข็งขัน โดยศาสตราจารย์ระพี สาคริก อาจารย์อวบ เหมะรัชตะ และผู้สมัครรุ่นน้องๆ ตามมาเป็นแถว

จากบทความที่ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ได้เขียนไว้ในหนังสือ 72 ปี ครูอวบ คือ ...นอกจากครูอวบ และ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี แล้ว ยังมีอาจารย์พลทิพ โกมารกุล นคร ซึ่งหิ้วกีต้าฮาวายมาร่วมวงด้วย อีกทั้งนักร้องชาย-หญิง (ในขณะนั้นทั้งมหาวิทยาลัยมีนิสิตหญิงอยู่เพียง 4 คน) ร่วมกันซ้อมอย่างจริงจังเพื่อไปบรรเลงในชั่วโมงกิจกรรมขององค์การนิสิตซึ่งกำหนดไว้ก่อนเที่ยงวันศุกร์ทุกสัปดาห์ หลังจากวงดนตรีกระป๋อง บรรเลงได้ไม่กี่ครั้ง ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ได้มาร่วมวงด้วย จนกระทั่งใกล้จะถึงวันงานแจกประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรที่ชนะเลิศการแข่งขันไก่ไข่ดกประจำ พ.ศ. 2494 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ รองอธิการบดี ทรงรวบรวมนิสิต อาจารย์ และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป็นวงดนตรีสากลสมบูรณ์แบบขึ้น มีนิสิตหลายคนที่เคยเล่นเครื่องเป่ามาก่อน แต่ไม่มีเครื่องดนตรี ครูอวบจึงเป็นภาระไปเช่าเครื่องดนตรีมาจากเวิ้งนครเขษม ตลอดจนเป็นธุระฝึกซ้อม จนกระทั่งถึงวันงานแจกประกาศนียบัตรไก่ไข่ดก คือวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2494 ซึ่งเป็นวันที่นิสิต อาจารย์ และข้าราชการรวมตัวกันเป็นวงใหญ่แสดงในงานสำคัญนี้เป็นครั้งแรก และประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง จึงได้ถือเอาวันที่ 8 กันยายน 2494 เป็นวันก่อตั้งเคยูแบนด์ หลังจากนั้นวงดนตรีกระป๋องได้รับความนิยมมาก โด่งดังเป็นพลุ และได้ออกแสดงในงานใหญ่อีกหลายครั้ง ซึ่งแต่ละงานครูอวบต้องไปเช่าเครื่องดนตรีตั้งแต่เริ่มฝึกซ้อมจนถึงวันแสดง ต่อมาครูอวบจึงไปปรึกษาองค์การนิสิตขอนำวงดนตรีตระเวนไปแสดงทางภาคเหนือ เพื่อหารายได้ซื้อเครื่องดนตรี และก่อนที่จะเดินทางไปตระเวนภาคเหนือเพื่อหารายได้ซื้อเครื่องดนตรี จำเป็นต้องช่วยกันคิดหาชื่อที่เหมาะสมสำหรับวงดนตรีของเรา แล้วนำเสนอทางองค์การนิสิตหลายชื่อ เข้าใจว่าครูอวบเป็นคนคิดชื่อ เคยูแบนด์ แม้ว่าตอนแรกๆ รุ่นพี่ไม่ค่อยพอใจ เห็นว่าเป็นชื่อฝรั่ง แต่ในที่สุดก็ตกลงให้ใช้ชื่อเคยูแบนด์ตั้งแต่บัดนั้นมา วงดนตรีนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ชาวเกษตรอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสมัยนั้นมีวงดนตรีของมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่ง ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี เล่าว่า… เคยูแบนด์มีรายการวิทยุประจำอยู่หลายสถานี และรับงานต่างๆ มากมาย ลุยกันตั้งแต่งานสนามหลวง งานบรรเลงหน้าโรงหนัง งานโกนจุกบวชนาค งานแต่งงาน จนถึงงานในพระราชฐาน จนกระทั่งเข้าประกวดดนตรีสากลในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2497 แล้วได้ถ้วยรางวัลชนะเลิศ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ยังได้เขียนไว้อีกว่า …อวบเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่างของเคยูแบนด์ อวบเสียสละทุกอย่างทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ อวบไม่เคยขาดซ้อม ไม่เคยขาดงานแม้แต่งานเดียว เครื่องดนตรีทุกชิ้นได้มาเพราะอวบ โน้ตเพลงทุกชิ้นอวบเป็นคนแยกและทำสกอร์ทั้งหมด อวบเป็นทั้งหัวหน้าวง และคนแบกเครื่อง อวบทุ่มเททุกย่างให้กับเคยูแบนด์ เมื่ออวบจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนๆ จึงล้อเลียนว่า อวบจบวิชาเกษตรดนตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต เพราะมีชั่วโมงเล่นดนตรีมากกว่าชั่วโมงเรียน

อาจารย์พลทิพ โกมารกุล นคร ผู้ร่วมก่อตั้งเคยูแบนด์อีกท่านหนึ่งได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ 72 ปี ครูอวบ เหมะรัชตะ อย่างน่าภาคภูมิใจให้ครูอวบ คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ใครๆ ในบางเขนที่ไม่รู้จักครูอวบเห็นจะไม่มี ครูอวบเป็นหัวแรงสำคัญในการก่อตั้งเคยูแบนด์ ในสมัยเริ่มแรกครูอวบไม่ได้เป็นนักเป่าทรัมเป็ต ครูอวบแสดงฉากแรกให้แก่เคยูแบนด์ด้วยการสีไวโอลินสลับกับการตีคอร์ดแปนิกีต้าร์ ตอนนั้นเคยูแบนด์ไม่ได้เป็นออเคสตร้าเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่มีลักษณะเป็นสตริแบนด์มากกว่า บทบาทของครูอวบที่แสดงสลับฉากกับการแสดงฉากแรกคือ การทำหน้าที่เป็นผู้จัดการวง ครูอวบต้องนั่งอดตาหลับขับตานอนเขียนโน้ตเพลง แยกเสียงเพลง และฝึกสอนลูกศิษย์ที่มีทั้งนักดนตรี และนักร้อง ซึ่งเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า ครูอวบ บางคราวเมื่อนิสิตนักดนตรีและนักร้องจะต้องไปบรรเลงในรายการวิทยุกระจายเสียงหรืองานสำคัญๆ ในเวลากลางวัน ครูอวบมีหน้าที่ต้องขอยกเว้นชั่วโมงเรียนจากอาจารย์ประจำวิชาให้แก่นักร้อง นักดนตรี ถ้าเป็นนิสิตหญิง ครูอวบจะต้องขอตัวออกจากหอหญิง และส่งกลับหอหญิงด้วยทุกครั้ง นอกจากนั้นนักดนตรียังอยู่กันกระจัดกระจายหลายแห่ง เช่น ปากเกร็ด ธัญบุรี ครูอวบมีหน้าที่ทั้งรับและส่ง ถ้าดนตรีเลิก 2 ยาม กว่าจะส่งนักร้อง นักดนตรีเสร็จ เวลาตีสอง ตีสาม ครูอวบจึงจะได้พักผ่อน ด้วยภาระที่จะต้องรับ-ส่งนักดนตรี และนักร้อง ครูอวบจึงต้องลงทุนซื้อรถยนต์ไว้ใช้รับส่ง และใช้ในงานแบนด์คันหนึ่งด้วยเงินส่วนตัว รถโกด้าคูเป้ของครูอวบถูกเจ๊กลากไป ไทยลากมาอย่างชนิดที่ถ้าเป็นม้าก็คงต้องตาเพราะไม่มีเวลากินหญ้า มีคนขับหลายคน แต่คนออกสตางค์เติมน้ำมันและค่าซ่อมคือครูอวบแต่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งรถโกด้าคูเป้หมดอายุไป ครูอวบก็ต้องเข็นรถฟอร์ใหม่เอี่ยมจากอู่มาอีกหนึ่งคัน เพื่อมารองมือรองเท้าชาวเคยูแบนด์ต่อไป

เครื่องดนตรีที่ครูอวบถนัดที่สุดคือทรัมเป็ต รองลงไปคือไวโอลิน และยังสามารถเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง อาจารย์พลทิพ โกมากุล นคร เขียนเล่าไว้ว่า แฮรี่เจมส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางเป่าทรัมเป็ต แต่สู้ครูอวบไม่ได้ เพราะแฮรี่เจมส์ได้แต่เป่าเพลงรักๆ หวานๆ ให้คนเต้นรำและร้องเพลงเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป่าเพลงเชิดให้คนต่อยกันได้ หรือเป่าแทนพิณพาทให้ลิเกเล่นได้ เสียงแตรที่เคยสะกดบางเขนให้เงียบสงัด และบางคนถึงกับร้องให้ ก็เป็นฝีปากของครูอวบที่ยืนเป่าแตรนอนกลางสนามรักบี้ ท่ามกลางการยืนไว้อาลัยของลูกสีเขียว เพื่อส่งดวงวิญญาณของชาวเกษตรที่จากไปสู่สรวงสวรรค์

นอกจากครูอวบจะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการดนตรีอย่างหาตัวจับยากแล้ว ที่สำคัญยิ่งคือ ครูอวบเป็นผู้อุทิศเวลาและความรักให้แก่การดนตรีอย่างหมดหัวใจ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ตั้งแต่ครูอวบได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับเคยูแบนด์ ครูอวบเป็นสมาชิกเคยูแบนด์เพียงคนเดียวที่ได้ติดตามเรื่องราวของเคยูแบนด์อย่างต่อเนื่องตลอดมา ครูอวบเคยมาควบคุมการซ้อมให้วงอย่างไร ก็มาอย่างสม่ำเสมอ เคยมาสอนอย่างไร ก็ไม่เคยเหลวไหล ไม่ว่าใครจะเชิญหรือไม่ ครูอวบจะต้องมากำกับรายการให้อยู่เสมอ ครูอวบไม่เคยนึกถึงค่าสอนหรือค่าน้ำมันรถยนต์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจ่ายทดแทนให้ มีคนเบิกให้ก็รับ แต่ถ้ายุคไหน สมัยไหน ไม่มีคนเบิกให้ ครูอวบก็ไม่เรียกร้อง คงมาสอนมาคุมซ้อมเป็นปกติตามเดิม อาจารย์พลทิพ โกมารกุล นคร เขียนไว้ว่า ถ้าการดนตรีเหมือนกีฬาโอลิปิ ครูอวบก็ต้องได้เป็นนักดนตรีโอลิปิด้วยคนหนึ่ง เพราะการเล่นดนตรีของครูอวบ เป็นการเล่นจากใจรัก สมัครเล่น มิได้เล่นเพื่อหวังสินจ้างรางวัลตอบแทนแต่อย่างใด

ด้วยความรู้ ความสามารถทางด้านการดนตรีของว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ตลอดจนผลงานทางด้านดนตรีสากล เป็นที่ยอมรับนับถือจากวงการดนตรีอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญยิ่งคือ คุณูปการในด้านดนตรีสากลที่ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แก่สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งวงดนตรีเคยูแบนด์ จากวงดนตรีกระป๋อง ใน พ.ศ. 2494 จนกลายเป็นวงขนาดใหญ่ และได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดดนตรีสากลในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ใน พ.ศ. 2497 จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุ ทำชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี ได้จัดคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 50 ปี จวบฟ้าดิน 50 ปี เคยูแบนด์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2544 ที่ผ่านมานี้เอง

รางวัลชีวิตที่ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ หรือครูอวบของชาวเกษตรภาคภูมิใจที่สุดคือ อาคารอวบ เหมะรัชตะ บ้านหลังใหม่ของวงดนตรีเคยูแบนด์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยอธิการบดี ศาสตราจารย์ ธีระ สูตะบุตร มอบให้แก่ชาวเคยูแบนด์ เมื่อ พ.ศ. 2544 ใช้เป็นที่คุ้มแดดคุ้มฝนและฝึกซ้อมดนตรีเป็นการถาวรสืบไป และเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของครูอวบ

เหนือสิ่งอื่นใดคือ สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2545 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ได้รับปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรี นำความภาคภูมิใจให้ครอบครัวเหมะรัชตะ และลูกศิษย์ของว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ เป็นอย่างยิ่ง

แหล่งข้อมูล

อวบ เหมะรัชตะ. สัมภาษณ์, 19 สิงหาคม 2545.

งานคอนเสิร์ต 72 ปี ครูอวบ เหมะรัชตะ. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2542.