หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการเกษตร เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2459 ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรชายคนโตของ พระสุวภาพวินิจฉัย (เอก นาครทรรพ) และ นางผ่อง สุวภาพวินิจฉัย มีน้อง 3 คน

เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเชนต์ปอ(แปดริ้ว) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเวลา3 ปี แล้วย้ายตามบิดา ซึ่งเข้ามารับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่ในกรุงเทพฯ เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 โดยเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียน การเรียนในช่วงมัธยมศึกษานี้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เป็นนักเรียนชั้นหนึ่ง และเคยได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีความประพฤติเรียบร้อย เป็นนักเรียนตัวอย่าง จนได้รับไม้เท้าเกียรติยศ นอกจากจะเรียนเก่งแล้ว ยังสนใจกิจกรรมด้านกีฬาด้วย โดยได้เป็นนักฟุตบอลทีมของโรงเรียน และเล่นเทนนิสได้ดีพอสมควร หลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ไปศึกษาวิชากสิกรรมที่ University of the Philippines at Los Banos ในระหว่าง พ.ศ. 2477-2481 จนสำเร็จปริญญาตรี B.S. Agr. ทางพืชไร่นา

การที่ไปเรียนวิชาทางด้านการเกษตรนั้น ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำว่า การที่ผู้เขียนไปเรียนวิชากสิกรรมที่ฟิลิปปินส์นี้ ดูเหมือนจะได้แรงดลใจจากคุณพ่อ ซึ่งมักปลุกลูกชายแต่เช้ามืด เดินออกกำลังไปตามถนนหนทางต่าง ๆ ซึ่งไม่มีรถราพลุกพล่าน สมัยนั้นอากาศยามเช้าในกรุงเทพฯยังสดชื่นอยู่ พอผ่านสวนเจ๊กทีไร คุณพ่อบอกว่า พวกเจ๊กปลูกผักนี่เขารวยกว่าเราเสียอีก ดังนั้นเมื่อจบ ม. 8 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงขอคุณแม่ไปเรียนกสิกรรมระดับปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งในขณะนั้นการเกษตรของเมืองไทยยังไม่มีการเรียนการสอนสูงถึงระดับปริญญาตรี

การเรียนในระดับปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ ถึงแม้จะเป็นหลักสูตร 4 ปี แต่ก็ต้องทำวิทยานิพนธ์ ดังจะทราบได้จากบันทึกความทรงจำของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ที่เขียนเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า

…วิทยาลัยกสิกรรมที่ลอสบันโยเป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ วิทยาลัยนี้มีเนื้อที่กว้างขวางทั้งไร่และนาซึ่งทำการปลูกพืชและสัตว์ทดลองได้จริงจัง การเรียนวิชากสิกรรมที่นี่นับว่ายากเอาการ ต้องทำงานหนักและเรียนหนัก ต้องมีชั่วโมงไถนา ตีเหล็ก ช่างไม้ ฯลฯ ให้ได้ตามกำหนดกฎเกณฑ์ แค่ทำปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ก็บรรจุวิชาและงานสารพัดให้มากและลำบากเท่าที่เขาจะมีปัญญาคิดค้นได้ ต้องทำวิทยานิพนธ์อย่างเอาจริงเอาจัง ผู้เขียนเรียนทางพืชไร่นา ต้องปลูกข้าวโพดถึงสองฤดู ใช้เนื้อที่หลายไร่ เก็บผลวิเคราะห์กว่าจะเสร็จ กว่าจะผ่านการตรวจเห็นชอบจากคณะกรรมการตั้ง 3-4 คนก็แทบคางเหลือง การเรียนแต่ละวิชาก็ลำบาก ทำเอานักศึกษาปวดหัวตัวร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะอาจารย์แต่ละคนเข้มงวดกันจริงๆ ผู้เขียนเรียน Major อยู่ภาควิชา Agronomy ซึ่งมีอาจารย์ที่มีวุฒิ Ph.D. อยู่ถึง 6-7 คน

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2481 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็เดินทางกลับประเทศไทย และสมัครเข้ารับราชการที่กรมเกษตรและการประมง ซึ่งก็ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการชั้นโท ตำแหน่งนักเกษตรผู้ช่วยโท เงินเดือน 140 บาท ทันที

การเข้ารับราชการครั้งแรก ประจำอยู่ที่กองสถานีทดลองกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้น มีคุณหลวงอิงคศรีกสิการ เป็นหัวหน้ากอง ต่อมา ได้ย้ายจากประจำกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมเกษตรและการประมง ไปเป็นประจำแผนกสถานีทดลองภาค 4 (สวรรคโลก) กองสถานีทดลอง รวมเวลาที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯไม่ถึง 2 เดือน ในระหว่างเดือนธันวาคม 2485-มิถุนายน 2486 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงเกษตราธิการ ให้เป็นกรรมการสงเคราะห์พันธุ์ข้าวปลูกแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งได้เป็นกรรมการช่วยซื้อพันธุ์ข้าวปลูก แจกจ่ายแก่ราษฎรในจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร จนเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย และในเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2487 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้แทนกรมเกษตร ให้ไปปฏิบัติการควบคุมการซื้อฝ้าย ร่วมกับบริษัทส่งเสริมฝ้ายไทย ที่จังหวัดอุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น เป็นผลสำเร็จได้ดี ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ รับราชการอยู่ที่สถานีทดลองฝ้ายที่จังหวัดสุโขทัย จนถึง พ.ศ. 2486 รวมระยะเวลา 5 ปี

ใน พ.ศ. 2486 เป็นปีที่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงย้ายมารับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2487 พอสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลเริ่มตื่นตัวในการพัฒนาตัวบุคคล จึงจัดให้มีการสอบแข่งขันไปศึกษาวิชาการที่สูงขึ้นในต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สอบแข่งขันได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อเพื่อทำปริญญาโท และปริญญาเอก ใน พ.ศ. 2492 ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรียนในระดับปริญญาโทที่ Cornell University ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับข้าวโพด ได้ปริญญา Master of Science in Agriculture ใน พ.ศ. 2494 แล้วย้ายไปทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Texas A & M ได้ Ph.D. in Plant Breeding ใน พ.ศ.2497 จึงกลับมาเมืองไทยเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามเดิม นับเป็นอาจารย์คนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับปริญญาเอก

ใน พ.ศ. 2498 ถึง พ.ศ. 2502 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ (ซึ่งต่อมาภาหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล ในปี 2497) ได้จัดระเบียบการสอนวิชาต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับต่างประเทศ และได้เขียนตำราคู่มือปฏิบัติการวิชาหลักการกสิกรรม สำหรับนักศึกษาที่เรียนวิชาดังกล่าว ใน พ.ศ. 2498 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้เป็นผู้ร่างระเบียบข้อบังคับการศึกษาปริญญาโท ให้แก่มหาวิทยาลัย และเปิดหลักสูตรสอนวิชาปริญญาโท ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ใน พ.ศ. 2500 ได้มีวิชาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นโดยเฉพาะวิชาที่เป็นที่สนใจกันไปทั่วโลก คือ การใช้ประโยชน์ของพลังงานปรมาณูในกิจการด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การเกษตร ฯลฯ ทางสหรัฐอเมริกาโดยหน่วยงาน USOM ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทย โดยให้ทุนไปศึกษา ดูงาน และฝึกงาน แก่ผู้ที่มีวุฒิสูงพอที่จะไปรับความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ได้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับการคัดเลือกในสายเกษตร ให้ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อไปดูงานค้นคว้าวิจัยและศึกษาทางการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในด้านการเกษตร ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ไปในฐานะ guest scientist ของ Brookhaven National Laboratory โดยทำอยู่ใน Biology Department

หลังจากฝึกงานอยู่ที่ Brookhaven National Laboratory ครบ 6 เดือนแล้ว ก็ไปดูงานต่อที่ University of Minnesota อีก 1 เดือน จากนั้นก็ไปศึกษาต่อที่ Oak Ridge Institute of Nuclear Studies, Tennessee เป็นเวลา 1 เดือน ได้ประกาศนียบัตร และเดินทางกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2501

จากการที่ได้ไปฝึกงานและศึกษาทางด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในด้านการเกษตรมานี่เองทำให้ได้เห็นประโยชน์อันมหาศาลของพลังงานปรมาณูในการนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการเกษตร ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงได้ริเริ่มสร้างงานปรมาณูขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้ทำเรื่องของประมาณซื้อเครื่อง X-rays แรงสูง เพราะใช้สะดวกและป้องกันอันตรายได้ง่าย แต่ไม่ได้รับงบประมาณเพื่อทำการจัดซื้อ

ต่อมาใน พ.ศ. 2503 ด้วยการเริ่มต้นของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งหน่วยพลังงานปรมาณูขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยเกี่ยวกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในทางเกษตรและชีววิทยา พร้อมทั้งให้การศึกษา อบรมแก่อาจารย์ ข้าราชการ และนิสิตในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ รวมทั้งบุคลากรผู้สนใจงานทางด้านนี้ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย ในครั้งนั้นมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นหัวหน้าหน่วย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงพยายามขอจัดสร้าง เรือนรุกรังสี เพื่อใช้ในการวิจัย และเป็นอุปกรณ์ศึกษาวิจัยและฝึกอบรมแก่ นิสิต อาจารย์ และข้าราชการ ผู้สนใจงานในสาขาวิชานี้ต่อไป

ถึงแม้ว่าการของประมาณในครั้งแรกจะไม่ได้รับอนุมัติ แต่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็มิได้ย่อท้อที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการเรียนการสอน และการวิจัยด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในทางการเกษตร เพื่อที่จะก้าวให้ทันนานาประเทศในด้านนี้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้มีการนำเอาความรู้ทางด้านพลังงานปรมาณูมาใช้ทางการเกษตรในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยนั้นและ ความฝันของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็เป็นจริง คือได้รับอนุมัติให้จัดสร้าง เรือนรุกรังสี และติดตั้งโคบอลต์-60 ซึ่งเป็นแหล่งรังสีแกมมาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเวลาต่อมา

การได้มาของ เรือนรุกรังสี พร้อมต้นกำเนิดรังสีแกมมา โคบอลต์-60 นั้นเริ่มจากการที่อธิการบดี (นายอินทรี จันทรสถิตย์) ได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือในด้านพลังงานปรมาณูเพื่อสันติไปถึงเลขาธิการคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับงบประมาณ และความช่วยเหลือในการจัดสร้าง เรือนรุกรังสี (Gamma-Radiation Greenhouse) และจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ที่จำเป็นเกี่ยวกับงานรังสีไอโซโทป และยังได้ Dr. Kjell Steenberg จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency, IAEA) ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ราดิโอไอโซโทปทางการเกษตรมาประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ก็มาช่วยให้คำแนะนำและอบรมวิชาการด้านพลังงานปรมาณูในกิจการเกษตร ให้แก่อาจารย์ ข้าราชการ และนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งข้าราชการจากกรมต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การจัดสร้างเรือนรุกรังสี ได้เริ่มดำเนินการใน พ.ศ. 2504 บริเวณด้านหลังตึกรังสี โดยใช้เงิน อ.อ.ของมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างรวมทั้งต้นกำเนิดรังสีมีมูลค่า 303,300 บาท ภายในเรือนรุกรังสีมีธาตุโคบอลต์ 60 กำลังแรง 20 คูรี เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมา เริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2505 นับว่าเรือนรุกรังสีนี้เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งที่ใช้ในการค้นคว้าวิจัยด้านการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกรรมพันธุ์ (mutations) ในด้านการใช้รังสีกับเมล็ดพืช ผลไม้ ต้นไม้ และในด้านอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากเปิดใช้งาน เรือนรุกรังสี ได้มีนักศึกษา ครู อาจารย์ และข้าราชการจากสถาบันต่างๆ ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างประเทศที่ผ่านมาประเทศไทย และนักหนังสือพิมพ์ได้มาเยี่ยมดูงาน เรือนรุกรังสีนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับการที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ทำงานวิจัยด้านนี้ได้รวดเร็ว เช่น สามารถใช้รังสีเปลี่ยนกรรมพันธุ์ให้ดอกไม้มีสีสันและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้ผู้มาชมกิจการได้เห็นผลงานปรากฏแก่สายตา ซึ่งนับว่าได้ช่วยเชิดชูงานวิทยาการก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปด้วยอีกทางหนึ่ง

ต่อมาใน พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความช่วยเหลือจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ โดยส่ง Dr. W. Ralph Singleton มาช่วยงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่หน่วยพลังงานปรมาณูเป็นเวลา 1 ปี โดยช่วยสอนวิชาในด้านรังสี และจัดหาแหล่งทุนซื้อธาตุซีเซียม 137 (Cs-137) กำลังแรง 100 คูรี ซึ่งมี Half-Life 33 ปี มาเปลี่ยนแทนโคบอลต์-60 ซึ่งมี Half-Life เพียง 5.3 ปี และเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2508 การเปลี่ยนแปลงต้นกำเนิดรังสีจากโคบอลต์-60 มาเป็นซีเซียม-137 นี้นับเป็นความฉลาดและมองการณ์ไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้บุคลากรรุ่นหลัง ไม่ต้องประสบปัญหาในการหางประมาณ มาเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีอยู่บ่อย ๆ เพราะหากยังคงใช้โคบอลต์-60 อยู่เช่นเดิม ความแรงของรังสีก็จะลดลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมี Half-Life สั้นกว่า ซีเซียม-137 เมื่อกำลังแรงของรังสีลดลงไป ก็จะมีประสิทธิภาพไม่ดีพอที่จะใช้งานในด้านการกลายพันธุ์ต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากทั้งในด้านการหางประมาณและการจัดการ หลังจากเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีมาเป็นซีเซียม-137 แล้ว ก็ยังคงใช้ต้นกำเนิดรังสีนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดใช้งานใน พ.ศ. 2526 เนื่องจากศูนย์วางแผนพัฒนาการเกษตรแห่งอาเซียน (ASEAN Agricultural Development Planning Center) ได้จัดสร้างหอพักอาเซียน (ASEAN ADPC Dormitory) ซึ่งเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ขึ้นใกล้ๆ กับเรือนรุกรังสี เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในหอพักอาเซียน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องหยุดการใช้งานของเรือนรุกรังสีตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม งานด้านนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการสำหรับการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ในสาขาเกษตรและชีววิทยาอยู่ ทางภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้วางแผนจัดสร้างห้องฉายรังสีแกมมา เพื่อทดแทนเรือนรุกรังสี ที่เลิกใช้งานแล้วในเวลาต่อมา

นอกจากจัดสร้างเรือนรุกรังสีไว้ใช้งานแล้ว ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็พยายามจัดหาอุปกรณ์และครุภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานรังสีไอโซโทปเพิ่มเติมมา เช่น เครื่องฉายรังสีแกมมาแบบปิด (self-shield irradiator) หรือ gamma cell ซึ่งเป็นเครื่องฉายรังสี ที่มีความแรงรังสีสูงกว่าที่ใช้ในเรือนรุกรังสี มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ฉายรังสีแบบ acute irradiation แทนที่จะเป็นแบบ chronic irradiation เหมือนการฉายในห้องฉายรังสีของเรือนรุกรังสี เครื่องฉายรังสีแบบปิด หรือ gamma cell นี้มีธาตุซีเซียม-137 กำลังแรง 1600 คูรี เป็นต้นกำเนิดรังสี เริ่มใช้งานมาตั้งแต่พ.ศ. 2515 นอกจากนี้ก็มีเครื่องมือวัดรังสี (Radiation counter) ชนิดต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน และการวิจัยในด้านพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ได้ใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอน และการวิจัยของภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทปจนถึงปัจจุบัน การจัดหาอุปกรณ์และการมองการณ์ไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นแบบอย่างที่ดีที่บุคลากรรุ่นหลัง ได้จดจำนำมาปฏิบัติ จึงทำให้หน่วยพลังงานปรมาณูพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป ใน พ.ศ. 2524 ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท มาตาลำดับ

จะเห็นได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นผู้ริเริ่มนำเอาความรู้ด้านพลังงานปรมาณูหรือพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้รับจากการไปศึกษา ดูงาน ตลอดจนฝึกงานมาประยุกต์จนทำให้เกิดศาสตร์ที่เรียกได้ว่าเป็น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการเกษตร ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

เมื่อเริ่มงานด้านนิวเคลียร์เทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้เขียนหนังสือเรื่อง พลังงานปรมาณู ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 หนังสือนี้ใช้เป็นแนวในการสอนวิชา Radiation in Agriculture and Biology ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำหนังสือเล่มนี้ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และมอบให้รัฐมนตรี และบุคคลสำคัญ ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นจำนวนมาก สำนักพระราชวังได้เชิญพระราชกระแสขอบใจมายังท่านอธิการบดี และแจ้งว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยที่ได้มีการเรียบเรียงหนังสือขึ้นเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาเช่นนี้

ในระหว่างรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากทำหน้าที่ด้านการเรียนการสอน และการวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ยังทำงานด้านบริหารอีกหลายอย่าง เช่น ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ในคณะเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์

ในระหว่าง พ.ศ. 2518 ได้มีการวิ่งเต้นขอให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากบุคคลกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลนานัปการ ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการแถลงข่าวโจมตีซึ่งกันและกัน ระหว่างฝ่ายที่อยากให้เปลี่ยนชื่อและไม่ประสงค์ให้เปลี่ยนชื่อ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้นิสิตหยุดเรียนครึ่งวันเพื่อจัดทำประชามติในเรื่องนี้ด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ด้วยความรักและห่วงใยในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้เขียนบทความลงในวารสารเกษตรสัมพันธ์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2519 เพื่อเตือนสติอาจารย์และนิสิตพร้อมกับการแสดงเหตุผลโต้แย้งใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าสมควรจะมีการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยหรือไม่ ? บทความที่มีคุณค่ายิ่งดังกล่าว ได้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รอดพ้นจากความเห็นผิดของบุคคลกลุ่มนั้น และยังคงชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้อย่างเต็มภาคภูมิตราบถึงทุกวันนี้ จึงนับเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ฝากไว้ให้ลูกหลานชาวเกษตร ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ ผู้เป็นลูกศิษย์และซาบซึ้งในวีรกรรมครั้งนี้ ขอสดุดีอาจารย์โดยการนำบทความดังกล่าวมาแสดงไว้ ที่นี้ เพื่อรักษาอรรถรสและเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สืบไป… ดวงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เราขณะนี้จะตกที่นั่งอับหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะอยู่ดีดีก็เกิดมีคนไม่ชอบขึ้นมาเฉยๆ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่นว่าชื่อเสียงไม่มีใครรู้จักบ้าง จบแล้วหางานทำไม่ได้บ้าง ต่างประเทศไม่รู้จักบ้าง ชื่อคับแคบไม่เป็นกลางบ้าง เพราะแปลได้ความเพียง Agriculture University เท่านั้น และอื่นๆ อีกมากพอควร

ที่ว่าไม่มีใครรู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่จริง ที่ว่าจบจากเกษตรแล้วหางานทำไม่ได้นั้น ก็อีกนั่นแหละ พูดไปก็สองไพเบี้ย ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน การหางานก็ดี การจะได้งานทำก็ดี ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา อย่างไรก็ดี พอสรุปได้ว่า ถ้าเราเป็นคนดีมีฝีมือละก็ ไม่ต้องกลัวว่าจะไร้งาน (ถ้ารักจะทำงาน) ลูกเกษตรถมเถไปที่ทำชื่อเสียงอยู่ในวงการต่างๆ

สำหรับกรณีที่ว่าต่างประเทศไม่รู้จักนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กมาก อย่าว่าแต่เกษตรศาสตร์เลย แม้แต่ Thailand เขาก็ไม่รู้จัก ในวงการที่ทำงานวิชาการติดต่อกันเขาย่อมรู้จัก และรู้จักในนามของ Kasetsart University เรื่องวิชาการต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเขียนส่งไปลงในวารสารในต่างประเทศก็ใช้นาม Kasetsart เรื่องวิชาการที่ไปเสนอในที่ประชุมนานาชาติก็ใช้นาม Kasetsart รูปภาพที่เขาขอไปลงพิมพ์ในหนังสือตำรา (Elementary Genetics by Singleton) มีขายไปทั่วโลกก็ลงว่าได้รูปมาจาก Kasetsart

ส่วนที่ว่าชื่อแคบมากเพราะแปล ได้เพียง Argriculture เท่านั้น ก็อยากจะถามว่าใครใช้ให้คุณแปล อันชื่อไทยเรานั้นไม่เหมือนชื่อฝรั่ง เช่น Tom, Dick, Harry ซึ่งแปลไม่ได้ ชื่อไทยเราส่วนมากแปลได้เกือบทั้งสิ้น ที่แปลได้พอนึกออกก็มี เช่น นายลำ ตาลา ซึ่งพอจะเปรียบเทียบกันได้กับ Tom, Dick, Harry นอกจากนี้ก็เห็นจะแปลกันออกทั้งนั้น คนชื่อช้างก็ต้องเรียกว่า Mr. Elephant นายใหญ่ก็เรียกว่า Mr. Big คุณบัวคลี่ก็ต้องเรียกว่า Lady Blooming Lotus อะไรเหล่านี้ เป็นอันไม่ต้องทำมาหากินกันละ กว่าจะแปลชื่อกันหมดก็พอดีงอมพระราม ฉะนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ถ้าเราไม่ยอมแปลชื่อของเราแล้ว เหตุไฉนจึงจะไปแปลชื่อเกษตรศาสตร์ อันเป็นชื่อที่จดทะเบียนในทำเนียบราชการ เช่นเดียวกับชื่อของเราที่จดทะเบียนอยู่ที่อำเภอ

การเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องใคร่ครวญ คิดดูเสียให้ดีๆ ชื่อเรา สกุลเรา เป็นสิ่งที่มีศักดิ์ มีศรี ควรแก่การยกย่องหวงแหน สมัยนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบเห็นเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสกุลเป็นว่าเล่น คนเดียวเปลี่ยนชื่อและสกุลตั้ง 3 ครั้งก็มี บางคนมีสกุลเก่าที่ได้รับพระราชทาน แต่พี่น้องทำงานในกรมเดียวกัน พี่เป็นใหญ่จะอุปการะยกน้องให้สูงส่งก็กลัวครหาว่าสกุลเดียวกัน ถึงกับให้น้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นอื่นไปก็มี

สำหรับชื่อมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนกันเห็นมีในต่างประเทศ พอจะยกเป็นตัวอย่างได้ เช่น A & M College of Texas (A & M ย่อมาจาก Agricultural & Mechanical) ซึ่งก็เป็นวิทยาลัยเกษตรเป็นพื้นๆ อย่างเกษตรศาสตร์เรานี่แหละ ต่อมาเขาร่ำรวยและรุ่งเรืองขึ้น มีการตั้งคณะต่างๆ เพิ่มขึ้นมาก เช่น คณะบริหารธุรกิจ และคณะอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเกษตร รวมทั้งสร้างปฏิกรณ์ปรมาณูขึ้นในมหาวิทยาลัยด้วย เขาก็เพียงเปลี่ยนชื่อเป็น Texas A & M University ซึ่งก็ยังคงรักษาสัญลักษณ์ชื่อ A & M ไว้

ฉะนั้น การที่เกษตรศาสตร์ได้ก้าวหน้ารุ่งเรืองมาจนมีคณะ สาขาวิชามากแขนงต่างๆ กัน ก็น่าจะเป็นที่ภาคภูมิใจยิ่งกว่าที่จะรังเกียจชื่อเก่า เพราะวิชาการส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยนี้ยังคงมีเรื่องการเกษตรเป็นสัดส่วนมากกว่าแขนงวิชาอื่นๆ

ข้าพเจ้าใคร่จะเตือนนิสิตนักศึกษาว่า เรามาศึกษาเล่าเรียน เราได้อาศัยชื่อเกษตรศาสตร์นี้เป็นแหล่งประสาทความรู้ให้แก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนดียิ่งขึ้นต่อไป ชื่อนี้ก่อความเดือดร้อนให้นักหรือ หรือว่าใจเราเดือดไปเอง

สำหรับท่านอาจารย์ที่จะเป็นลูกเกษตรหรือไม่ใช่ก็ตาม เราต่างก็อาศัยสถาบันชื่อนี้เลี้ยงชีพตลอดมา และตราบใดที่ยังมีคนส่วนหนึ่งหวงแหนชื่อนี้อยู่ เราก็น่าจะมีใจกว้างและมีขันติธรรมไว้บ้าง

ข้าพเจ้าไม่ใช่ลูกเกษตรศาสตร์อย่างที่เรียกกันเป็นรุ่นๆ แต่รู้จักกับลูกเกษตรมาตั้งแต่รุ่น 1 ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่จะว่าใครดี ใครไม่ดี เพียงแต่เขียนให้อ่านว่าเป็นความเห็นของคนเก่าแก่คนหนึ่ง"

ก่อนจบก็อยากจะฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งว่า

วันนี้เราหลู่
ว่าครูเราเขลา
วันหน้าศิษย์เรา คงเห็นเช่นกัน
ฉุกใจได้คิด ชีวิตนี้สั้น
กลับตัวไม่ทัน โลกหยันไยไพ

ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สมรสกับ นางสาวประยงค์ สุวรรณทัต มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ พิมลศักดิ์ สุวรรณทัต ภายหลังหย่ากับคุณประยงค์แล้วได้สมรสกับ นางสาวฐะปะนีย์ ถลาง (ปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ) และได้รับประกาศเกียรติคุณเป็น บุคคลดีเด่นของชาติด้านเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย (ด้านภาษาไทย) ประจำปี 2544 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ มีบุตรธิดา รวม 4 คน คือ 1) ดร. คุรุจิต นาครทรรพ Ph.D. (ทุนรัฐบาลไทย) รับราชการที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการที่องค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในตำแหน่ง Chief Executive Officer สมรสกับ มล. ประทิ่นทิพย์ เทวกุล มีบุตรธิดา 2 คน 2) นางสาวญีนาครทรรพ ศศ.บ. รับราชการที่วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่ง บรรณารักษ์ (ชำนาญการ) ระดับ 8 3) ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ร.บ., M.A. Education สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทย), Ph.D ทำงานที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชน สมรสกับนายแพทย์ สุกร บัวสาย มีบุตร 2 คน 4) อาจารย์ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ค.บ., M.S. Education, Ph.D รับราชการเป็นอาจารย์ ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมรสกับ กรรณาภรณ์ ทวีศรี มีบุตร 2 คน

ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2519 ก่อนเกษียณอายุราชการ 1 ปี สาเหตุที่ลาออกจากราชการเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง เนื่องจากเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก จึงออกไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

หลังจากลาออกไปแล้วประมาณ 1 ปี ทางสมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบประกาศนียบัตรรางวัลดีเด่นประจำปีให้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ

ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2528 สิริอายุได้ 68 ปี 2 เดือน

แหล่งข้อมูล

อรรถ นาครทรรพ. บันทึกความทรงจำ. หน้า 129-151. ใน อนุสรณ์ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ. เอกสารที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ วัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพมหานคร วันที่ 29 มิถุนายน 2528.

Nakornthap, A. Radiation-induced somatic mutations in the ornamental Canna. pp. 707-712. In the Use of Induced Mutations in Plant Breeding. Pergamon Press, 1965.

Nakornthap, A. Radiation sources for Semi-Acute Irradiation of Growing Plants. The Kasetsart Journal 6(1966) : 16-22.

Nakornthap, A. Radiation-induced somatic mutations in Kalanchoe (Kalanchoe lanciniata). The Kasetsart Journal 7(1973) : 13-18.

Vilawan, S. and A. Nakornthap. A Study of Pollen Fertility in Canna (Canna sp.) ในเอกสารเสนอต่อที่ประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2512. ม.ป.ท., ม.ป.ป.

อรรถ นาครทรรพ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2481.