หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ชีวิตวัยเยาว์ ของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เริ่มต้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นบ้าเกิด จากนั้นได้ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดธนบุรี เรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากโรงเรียนมัธยมวัดนวลนรดิธนบุรี ประมาณ พ.ศ. 2480 ได้ไปพักกับญาติผู้ใหญ่ซึ่งท่านเป็นผู้บัญชาการกองพันทหารราบที่ 31 จังหวัดเชียงใหม่ เรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่ และได้รับคำแนะนำจากท่านผู้ใหญ่เกี่ยวกับการศึกษาต่อ ซึ่งท่านเน้นเรื่องการเกษตรเพราะเป็นอาชีพสำคัญของประเทศไทย อีกทั้งท่านยังเคยเข้ารับการอบรมวิชากสิกรรมทหารที่โรงเรียนแม่โจ้ โดยมีคุณพระช่วงเกษตรศิลปการเป็นผู้ให้การอบรม ศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณ เกษตรสุวรรณ จึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ ขณะที่เข้าเรียนนับเป็นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตรที่ใช้ขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้มีการปรับหลักสูตรให้เป็นโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ หลักสูตร 2 ปี จนจบเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากแม่โจ้ แล้วย้ายมาเรียนที่เกษตรกลาง บางเขน ในปี 2485 ตามหลักสูตร อนุปริญญาเกษตรศาสตร์ 3 ปี พอเรียนปีที่ 2 กลางปี ก็มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 ปรับหลักสูตรเป็น 5 ปี ระดับปริญญาตรี จึงเป็นโชคดีที่ได้เป็นนิสิตรุ่นที่ 1 ของหลักสูตรนี้ และได้สำเร็จปริญญาตรีในวิชากสิกรรมและสัตวบาล เกียรตินิยม เมื่อ พ.ศ. 2489 นับเป็นบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (หมายเหตุ : คำว่า สัตวบาล เดิมสะกดว่า สัตวบาลน์ และมาเปลี่ยนเป็น สัตวบาล ในภายหลัง) จากคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะแรกที่ได้แบ่งการศึกษาไว้เมื่อมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 ซึ่งขณะนั้นสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ต่อมาอีก 3 ปี ประมาณ พ.ศ. 2489 คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมเกษตรและการประมงขณะนั้น จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นผู้ที่ริเริ่มเรื่องการเลี้ยงไก่และส่งเสริมประชาชนให้เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ และศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ คือผู้สืบทอดเจตนารมณ์นั้นมาตั้งแต่ขณะกำลังศึกษาอยู่ จวบจนรับราชการและเกษียณอายุราชการตามลำดับ

แผนกไก่ ในเสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำในอดีตของศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไก่ไว้สำหรับศึกษาทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ ศึกษาอัตราการไข่กับการเจริญเติบโต และยังส่งเสริมให้ประชาชนส่งไก่เข้าแข่งขันไข่ดก ระหว่างที่งานกำลังเจริญก้าวหน้าก็พอดีกับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2485-2488 ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย พ.ศ. 2488 นิสิตต้องอพยพไปเรียนที่โรงเรียนบ้านสมเด็จฯ ชั่วคราว ที่แผนกไก่พบว่าไก่ในเล้าถูกเขาเอาไปกินอย่างน่าเสียดาย เป็นการสูญเสียอย่างมหาศาลของแผนกไก่ เมื่อสงครามเลิกและทหารญี่ปุ่นถอยออกไปแล้ว แผนกไก่ต้องเริ่มสะสมไก่โดยสั่งจากต่างประเทศเข้ามาใหม่

ชีวิตราชการ ของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ไม่ได้เริ่มเมื่อสำเร็จปริญญาตรี สมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ต้องทำวิทยานิพนธ์ และได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วิธีทำนมผงกับอาจารย์ หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล อาจารย์ที่ปรึกษาเพราะมีความสนใจในเรื่องเครื่องจักรกล เครื่องเย็นอยู่แล้ว เมื่อจบแล้วก็ไม่คิดรับราชการ แต่ได้ติดตาม อาจารย์หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล ออกไปตั้งบริษัท สยามรัก จำกัด สั่งสินค้าจากอเมริกาเข้ามาจำหน่าย สินค้ารุ่นแรกเป็นเครื่องทำความเย็นมีที่บังคับอัตโนมัติ เพื่อจำหน่ายแก่ร้านค้าและเรือประมง จึงต้องลงเรือประมงไปดูการทำงานของเครื่องทำความเย็นให้ใช้ในการเก็บรักษาปลาและจำเป็นต้องศึกษาการทำงานของชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆ ของวงจรทำความเย็นอย่างละเอียด ประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์มาก และได้นำมาใช้สอนนิสิตคหกรรมศาสตร์ นิสิตวิทยาศาสตร์การอาหาร ในเรื่องการใช้เครื่องทำความเย็นในบ้าน การใช้ความเย็นในการถนอมอาหาร เป็นต้น

พ.ศ. 2490 คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ให้คนไปตามตัวมาพบ บอกว่าอยากให้รับราชการ และให้ความหวังว่ามีโอกาสจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย จึงได้เข้ารับราชการอยู่ที่แผนกไก่กับงานไก่ของท่าน บรรจุเข้าเป็นอาจารย์ตรี แผนกสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2492 อัตราเงินเดือน 140 บาท ทำงานสองปีได้เลื่อนเป็นอาจารย์โท ได้รับเงินเดือน 160 บาท จนถึง พ.ศ. 2496 ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ Utah State Agricultural College ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเรียน 1 ปี 6 เดือน ก็กลับมาทำงานต่อ และได้ปรับเงินเดือนเป็น 180 บาท พ.ศ. 2497 คณะเกษตรศาสตร์ เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล และต่อมามีชื่อเป็นคณะเกษตรใน พ.ศ. 2509 ใน พ.ศ. 2502 มีพระราชบัญญัติจัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากกระทรวงเกษตราธิการ ไปขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีและมีการปรับอัตราเงินเดือน ไปเป็น 2,650 บาท ในตำแหน่งอาจารย์โท

จบปริญญาโทแล้วกลับมาทำงานที่แผนกไก่ สนุกกับงานทุกอย่างตั้งแต่งานซ่อมสร้างคอกไก่ โรงฟักไข่ ห้องเย็น ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในยุคนั้นรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมแก่ประชาชน จึงได้อนุมัติเงินราว 1.5 ล้านบาทให้แก่แผนกไก่ ช่วยให้งานขยายพันธุ์และการสั่งไก่พันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาทำพันธุ์และเลี้ยงเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนทั่วไป แผนกไก่ในขณะนั้น มีที่ตั้งริมถนนงามวงศ์วานช่วงประตู 2 มีพื้นที่ตั้งแต่ประตู 2 ยาวตลอดแนวรั้วจนถึงบ้านพักข้าราชการ (ประมาณบ้านฝึกนิสิตคหกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมสถานที่ และปรึกษาปัญหาการเลี้ยงไก่ได้ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจกล่าวไว้เสมอว่า เงินเดือนของพวกเราทุกคนมาจากภาษีอากรของประชาชน เป็นหน้าที่ของพวกเราจะต้องให้บริการและช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาสที่ทำได้

พ.ศ. 2503 สอบได้ทุน Rockefeller Foundation ไปศึกษาปริญญาเอกที่ Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จปริญญาเอกทาง Poultry Breeding ใช้เวลาเรียน 2 ปี 11 เดือน

ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นนักวิจัยทางด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่ การคัดเลือกพันธุ์ จากการศึกษามากกว่าสิบปี พอจะกล่าวได้ว่า ไก่พันธุ์ไข่ที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ได้แก่ไก่พันธุ์เล็กฮอร์ไก่พันธุ์โรไอแลนด์แดง ไก่ที่จะเลี้ยงให้โตเร็วได้น้ำหนักดีได้แก่ลูกผสม สายเลือดต่าง ๆ ในเรื่องของไก่กระทงก็พบว่าลูกผสมสายเลือดช่วงที่ 1 เติบโตเป็นไก่กระทงดี มีอัตราส่วนใช้อาหารดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีขึ้น ประมาณหลังปี 2505 เป็นต้นมา ไก่กระทงเป็นที่นิยม จึงเริ่มมีบริษัทใหญ่ ๆ ลงทุนสั่งลูกไก่กระทงเข้ามาเลี้ยงเป็นธุรกิจ ดำเนินกิจการ แพร่หลายจนมีกิจการครบวงจรขนาดใหญ่ ส่งผลิตผลไก่สด ไก่แช่แข็ง เป็นสินค้าออกของประเทศไทยไปยังต่างประเทศ นับเป็นมูลค่าปีละกว่าหมื่นล้านบาท

กิจการธุรกิจไก่ ทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ มีความก้าวหน้าทางสายพันธุ์ แต่ก็มีการผันผวนของตลาด ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ดังนั้น จุดมุ่งมั่นของแผนกไก่ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ที่จะส่งเสริมให้คนไทยมีอาชีพเลี้ยงไก่ นับว่ามีส่วนสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับผู้เลี้ยงทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม

จากการที่ชอบเครื่องจักร เครื่องกล และคิดประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ จึงกลายเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์กรงตับสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ จนได้กรงตับที่ใช้ได้ผลดีและเป็นแบบที่ฟาร์มอาชีพนำไปใช้ สมัยก่อนเรียกว่า โรงแรมไก่ มีความหมายว่า เป็นที่ให้ไก่อยู่และจ่ายไข่เป็นค่าเช่า เนื่องจากในการเลี้ยงดูไก่ ต้องมีอุปกรณ์แบบต่าง ๆ ให้พอเพียงกับจำนวนไก่ในคอก เมื่อมีไก่มากขึ้นและสถานที่มีจำกัด จึงต้องรีบสร้างกรงตับ ตัวกรงเป็นโครงไม้ระแนงร้อยลวดตลอดแนวและใช้ลวดตาข่าย 1x2 นิ้ว เป็นตะแกรงพื้นกรง หน้ากรงมีกรอบสังกะสีสำหรับติดป้ายบันทึกการไข่ประจำวัน เรื่องการสร้างกรงตับ ก็ได้แรงจากเพื่อนนิสิตหลาย ๆ ท่านสละเวลามาช่วยกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ แห่งภาควิชาเกษตรกลวิธาน ผู้มีหน้าที่ออกแบบอาคารต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้ช่วยเขียนแบบหลังคาคอกไก่แบบต่าง ๆ ให้ดูง่ายขึ้น ซึ่งฟาร์มไก่ทั่วไปยังได้นำไปใช้

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ โรงฟักไข่ แต่ก่อนนี้ต้องนำเข้าตู้ฟักไข่จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงมาก เงินทุนหมุนเวียนของแผนกไก่ ต้องใช้จ่ายหลายทาง จึงได้หาทางสร้างขึ้นเองจากวัสดุเท่าที่จะหาได้ ตู้ฟักตู้แรกลอกแบบมาจากตู้ฟักตะเกียง ต่อมาได้ดัดแปลงสร้างแบบใช้ไฟฟ้าขนาดจุ 200-250 ฟอง ผลการทดลองฟักได้ผลดี จึงต้องสร้างแบบฝาบนเป็นกระจก เพื่อใช้สาธิตสภาพที่ลูกไก่เจาะเปลือกและออกจากไข่อย่างไร จากนั้นเมื่อมีปัญหาไข่ฟักมากขึ้น จึงคิดสร้างตู้ฟักไข่ขนาดใหญ่ จุไข่ฟักได้ราว 10,000 ฟอง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ประหยัดเงินหลายแสนบาท ตู้ขนาดใหญ่เป็นแบบคนเดินเข้าออกได้ ใช้รถเข็นลำเลียงไข่เข้าฟัก 6 คัน การให้ความร้อนใช้หลักเดิมแต่เพิ่มพัดลมขึ้น 4 ชุด ที่สำคัญคือมีกริ่งสัญญาณเตือนอันตรายจากความร้อนในตู้ฟักสูงเกินขีดที่ต้องการ โรงฟักไข่นี้มีชื่อว่า โรงฟักไข่วิทยาลัย มีผู้มาขอดูงานเป็นจำนวนมาก ที่ตั้งของโรงฟักไข่อยู่ริมสนามรักบี้ เมื่อแผนกไก่ถูกย้ายจากริมถนนงามวงศ์วานไปอยู่ ที่ซึ่งเป็นพื้นที่คณะวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ที่ตรงนั้นเลยใช้เป็นที่ตั้งของชมรมดนตรีสากลในระยะต่อมา และรื้อออกไปในที่สุด

โรงฟักไข่นี้ผลิตลูกไก่มาสัปดาห์ละหลายพันตัว ก็เลยมีความจำเป็นต่อไปต้องสร้างกรงกก กรงเลี้ยงลูกไก่ กรงไก่รุ่น เลี้ยงให้แข็งแรงก่อนจึงปล่อยลงพื้นคอกต่อไป

ตู้เย็นฝากระจก ก็มีความจำเป็นต้องสร้างเพื่อไว้เก็บของสด แล้วยังมีห้องเย็นขนาด 200 ลูกบาศก์ฟุต ภายในมีห้องแช่แข็ง 120 ลูกบาศก์ฟุต ห้องเย็นธรรมดา 50-60oF ขนาด 800 ลูกบาศก์ฟุต ตู้นี้ได้ประโยชน์มากตอนเตรียมออกงานตลาดนัดครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2495 ได้อาศัยเก็บเนื้อไก่สด ผักสดต่าง ๆ ได้ดีทีเดียว

ประมาณ พ.ศ. 2498-2499 ในฤดูร้อนจะมีไข่ล้นตลาด ไข่ไก่ของแผนกไก่เก็บจนล้นเต็มห้องเย็น จึงคิดใช้ประโยชน์จากไข่ที่เหลือนี้ทำ ไข่ผง โดยใช้แบบการทำนมผงของอาจารย์หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล มาสร้างที่แผนกไก่แต่ไม่มีหม้อสตีจึงต้องใช้ระบบไฟฟ้าล้วนตั้งแต่ปั่น กรอง ส่งไปพ่นบนถัง ไอร้อน การพ่นใช้หัวพ่นสีต่อสายปั๊มลงในถังอบไล่ความชื้นด้วยไอร้อนสัก 2-3 ชั่วโมง ก็กวาดลงภาชนะมาบจุถุงพลาสติกออกวางขาย

ผลงานวิจัย งานประดิษฐ์คิดค้นให้ประโยชน์แก่แผนกไก่ จนกล่าวได้ว่าเป็นแบบอย่างให้เอกชนนำไปดำเนินการปรับปรุงและพัฒนา จนอาชีพการเลี้ยงไก่กลายเป็นอุตสาหกรรมตราบจนเท่าทุกวันนี้

นกกระทา ก็เป็นสัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่งที่แผนกไก่เห็นว่าจะเป็นอาชีพของเกษตรกรได้ เพราะลงทุนน้อย ตัวเรือนโรงสำหรับระยะแรกไม่จำเป็นนัก อาจใช้โรงรถเก่าหรือโรงเรือนเล็กที่มีหลังคากันแดดกันฝนก็ใช้ได้ แผนกไก่ก็เลยได้เพาะเลี้ยงลูกนกกระทาจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนจนนิยมกันทั่วไป

ผลงานเขียนตำรา มีไว้หลายเล่ม เช่น ไข่และเนื้อไก่ การเลี้ยงไก่ นกกระทา และเป็นผู้เขียนเรื่องเป็ดไก่ ในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากงานสอนงานวิจัย และงานคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ทั้งกำลังความรู้ กำลังความคิดและกำลังแรง ด้วยเจตนาที่จะให้เกิดประโยชน์แก่การเลี้ยงไก่ของประเทศ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัล ผู้มีคุณูปการต่อวงการปศุสัตว์ไทย เมื่อ พ.ศ. 2536

งานบริหาร ในฐานะหัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะกสิกรรมและสัตวบาล เมื่อ พ.ศ. 2507 ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ได้เสด็จเยี่ยมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เป็นการส่วนพระองค์ ด้วยทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ให้เป็นอาชีพของเกษตรกร

พ.ศ. 2508 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับมอบ นะฟาร์ม ซึ่งเดิมเป็นไร่ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากกรมนารักษ์ จึงได้จัดตั้งและพัฒนาไร่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฝึกนิสิตเกษตรตั้งชื่อว่า สถานีฝึกนิสิตเกษตรสุวรรณวาจกกสิกิจ สังกัดอยู่กับคณะกสิกรรมและสัตวบาล มีศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก ขณะเดียวกันนอกจากเป็นสถานีฝึกแล้ว ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วนของสถานี เป็นพื้นที่วิจัยการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ Rockefeller Foundation ใน พ.ศ. 2522 มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น สถานีฯ จึงย้ายสังกัด แล้วได้ย้ายสังกัดอีกครั้งหนึ่งมาอยู่กับสถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิจัยพืชไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ

ที่สถานีฝึกนิสิตเกษตรสุวรรณวาจกกสิกิจ มีพื้นที่บุกเบิกเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชอาหารสัตว์อยู่แล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เข้าไปดำเนินการต่อ มีพันโทสงวน บุญชื่น ซึ่งเป็นคนเก่าของฟาร์มดูแลอยู่ในขณะนั้น พื้นที่แห่งนี้ให้ประโยชน์ในด้านงานวิจัยข้าวโพดเป็นแหล่งใหญ่ของประเทศ

อีกประสบการณ์หนึ่งเป็นเรื่องกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่จัดให้มีการเรียนการสอนพลศึกษาแก่นิสิตทุกคณะเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรที่นิสิตทุกคนต้องเรียน มีการบริหารรายวิชาเป็นหน่วยงานต่างหาก จนกระทั่งเป็นภาควิชาในสังกัดคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 เมื่อมีการก่อตั้งคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้โอนย้ายภาควิชาพลศึกษามาสังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มีศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพลศึกษาคนแรกในสังกัดของคณะศึกษาศาสตร์ ดำเนินการเรียนการสอน 2 ลักณะ คือ พลศึกษาบริการแก่นิสิตทุก หลักสูตร และผลิตบัณฑิตสาขาวิชาเอกพลศึกษา พอดีกับในช่วงนั้นเป็นช่วงของการก่อกำเนิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยขึ้น จึงได้สร้างระบบการกีฬา เพื่อพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันเป็นกำลังใจให้นักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครองแชมป์ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งที่ 1 ใน พ.ศ. 2513 ซึ่งแข่งขันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอมหาวิทยาลัยพิจารณาให้คะแนน A วิชาพลศึกษา เป็นโบนัสให้กับนักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ชมรมยิงปืนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนที่จะจัดสร้างชมรมที่หน้าอาคารเทพศาสตร์ถิตย์ ก็ใช้พื้นที่ที่บ้านพักของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นสนามฝึกซ้อมชั่วคราว

ด้วยความที่เป็นนักพัฒนา จึงมองว่าภาควิชาพลศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่บริการวิชาพลศึกษาเท่านั้น แต่ยังผลิตบัณฑิตสาขาวิชาเอกพลศึกษาในระดับปริญญาตรีด้วย มีความจำเป็นต้องเพิ่มคุณวุฒิของอาจารย์ จึงเสนอขอทุน ก.พ. ให้ภาควิชาพลศึกษา จนสำเร็จได้มา 1 ทุน แต่ไม่มีผู้ใดจากภาควิชาสอบได้ นอกจากนั้น ยังได้สร้างแนวร่วมโดยเชิญบุคลากรทางด้านกีฬาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินรวิโรและการกีฬาแห่งประเทศไทยมาร่วมสังสรรค์ จำได้ว่าสนุกสนานและเป็นมิตรกันมา

ตำแหน่งหน้าที่ก่อนเกษียณอายุราชการ คือ ศาสตราจารย์ สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะเกษตร หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ยังทำหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของคณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน ก.พ. ด้วย

ชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ สมรสกับนางประเล(วีระรีย) เกษตรสุวรรณ มีบุตรธิดา 3 คน ลูกสาวคนโตจบสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ลูกชาย คนที่ 2 จบทันแพทยศาสตรบัณฑิต และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล ลูกชายคนเล็ก จบสาขาวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีหลานตา 2 คน หลานปู่ 3 คน หลานปู่คนแรก กำลังเรียนอยู่ที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นรุ่นที่ 3 ของครอบครัวที่ศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ย้อนอดีตบรรยากาศเกษตร สมัยที่เป็นนิสิตอยู่หอ 1 ซึ่งเป็นหอไม้เก่าแก่ตรงข้ามสนามรักบี้ ชีวิตชาวหอให้ประสบการณ์มากมาย ทำให้รู้จักการปรับตัว ปรับเวลา ให้ลงตัวกับการดำเนินชีวิต

เมื่อรับราชการ อาศัยอยู่บ้านพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัย บรรยากาศเก่าๆ ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว บ้านพักอาจารย์เรียงรายอยู่หน้าหอพักนิสิตหญิง บ้านพักคุณหลวงสุวรรณ วาจกกสิกิจ เลขที่ 50/1 ของอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เลขที่ 50/2 เรื่อยมาจนบ้านเลขที่ 50/7 ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ตามปกติคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจตื่นก่อนตีห้า ใส่เสื้อผ้าป่านคอกลม กางเกงขาสั้น ออกเดินเท้าเปล่าตรวจตรารอบมหาวิทยาลัยและตรวจงานไปด้วย อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ และศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ มีบ้านพักแถวนั้น ก็เลยออกทำงานแต่เช้าด้วย สมัยนั้นถ้าไม่เดินเท้าก็ใช้จักรยาน มีรถยนต์ไว้ใช้ยามเมื่อต้อง เข้าเมือง พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นทุ่งนา มองไปเห็นแต่สีเขียวเต็มไปหมด ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยมีแต่บ่อปลา ใช้เพาะเลี้ยงปลา ความสัมพันธ์ของนิสิตและอาจารย์ เป็นวัฒนธรรมที่ดีมาก นิสิตจะคำนับเมื่อขี่จักรยานสวนกับอาจารย์ จนแขกที่มาเยี่ยมจากต่างสถาบันชมเชยเพราะดูแปลกตา นิสิตรุ่นน้องคำนับรุ่นพี่ และรุ่นพี่ทักทายรุ่นน้องมีมิตรจิตมิตรใจกันดี

สิ่งหนึ่งที่เป็นบรรยากาศเกษตร คือ การอวยพรอาจารย์ของนิสิตในวันขึ้นปีใหม่ เวลา 00:01 น. ของวันปีใหม่ขบวนของนิสิตจะแวะเวียนบ้านอาจารย์ บ้านแล้วบ้านเล่า อวยพรและขอพรปีใหม่ ทางฝ่ายอาจารย์ก็เตรียมขนมขบเคี้ยวไว้ให้ศิษย์ทั้งหลาย เสียงเพลงที่ไม่ได้ยินอีกแล้วในปัจจุบัน คือ ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี… กระหึ่มจากขบวนของนิสิต พอ 6 โมงเช้าวันปีใหม่ เราทำบุญตักบาตรกันหน้าหอประชุม

เราอยู่กันด้วยบรรยากาศมิตรจิตมิตรใจ พี่และน้อง ครูและลูกศิษย์ มุ่งพัฒนาอาชีพการเกษตรของประเทศ

แหล่งข้อมูล

สุวรรณ เกษตรสุวรรณ. สัมภาษณ์, 18 ธันวาคม 2543.

สุวรรณ เกษตรสุวรรณ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.