หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2477 ที่ตำบลสูงเม่น อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นบุตรของ ร.ต.ต. สม และ นางทองอินทร์ สมุทคุปติ์ เรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนสุริวงศ์ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร และไปต่อประถมปีที่ 2-4 ที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลหล่มสัก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พอขึ้นชั้นมัธยมก็ไปเรียน ม. 1-ม. 2 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรียน ม. 3-ม. 4 ที่โรงเรียนเจริญราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และไปเรียนที่โรงเรียน ปริสรอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ชั้น ม. 5 จนจบชั้น ม. 8 ใน พ.ศ. 2495

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ก็มาสมัคเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนอยู่ 5 ปี ได้รับปริญญาตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง เมื่อเรียนจบก็ต้องไปเป็นทหาร ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่าในสมัยนั้น ทุกคนที่ผ่านการเรียนมหาวิทยาลัยแล้วต้องไปเป็นทหาร อาจารย์จึงไปรับราชการเป็นทหารอยู่ปีครึ่ง ไปอยู่ในเหล่าทหารม้า เข้าหลักสูตรอบรมที่สระบุรีก่อน แล้วก็ไปเป็นทหารม้าที่อุตรดิตถ์ ปลดประจำการได้ยศร้อยตรี หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาปรับปรุงพันธุ์พืชที่ Cornell University กลับมาบจุเป็นข้าราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2504 เมื่อ พ.ศ. 2506 ได้รับทุนรัฐบาลเยอรมัน ไปเรียนปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร สาขาการปรับปรุงพันธุ์พืช ที่ Gottingen University ที่ประเทศเยอรมนี ในสมัยนั้นการเรียนต่อถึงขั้นปริญญาเอก ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา จะต้องมีความรู้ภาษาต่างประเทศ 1 ภาษา จะเป็นเยอรมัน ฝรั่งเศส หรือรัสเซียก็ได้ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ ตอนที่ไปเรียนปริญญาโทที่ Cornell University ได้สังเกตว่าภาษาเยอรมัน เป็นภาษาที่มีคนนิยมเลือกมากที่สุด คนที่ไปเรียนภาษาเยอรมันต้องไปเรียนพิเศษ และต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงมาก โดยคิดค่าเรียนเป็น 15, 20 หรือ 30 นาที เลยทีเดียว จึงคิดว่าถ้าจะไปทำปริญญาเอกต่อ จะต้องไปเรียนภาษาเยอรมันแล้วจ่ายเงินแพง ๆ ก็คงจะลำบาก ดังนั้นพอกลับจากอเมริกาและบรรจุเป็นอาจารย์แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงเริ่มเรียนภาษาเยอรมันไปด้วย และก็บังเอิญได้อาจารย์ดี อาจารย์ผู้สอนได้แนะนำให้สอบทุนรัฐบาลเยอรมนีไปเรียนต่อ ซึ่งก็ได้รับผลสำเร็จ ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะเลือกไปเรียนต่อที่ อังกฤษหรืออเมริกา

ระหว่างที่เรียนอยู่ที่ประเทศเยอรมนีนั้น ได้กลับมาเยี่ยมบ้านแล้วก็แวะไปที่เชียงใหม่ ได้พบกับ ดร. สุขุม อัศเวศน์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สุขุม ก็ชวนว่า อาจารย์เป็นคนเชียงใหม่ จะมาช่วยคณะเกษตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ไหม อาจารย์ก็เรียน ดร. สุขุม ว่า ยินดี หากผู้ใหญ่ที่อนุญาตให้ไปเรียนไม่ขัดข้อง ดร. สุขุม ก็ติดต่อกับผู้ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยตรง และโอนตำแหน่งของอาจารย์ไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2510 พออาจารย์จบจากเยอรมนี ใน พ.ศ. 2511 จึงไปรับราชการอยู่ที่ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ถึง 5 ปี จึงย้ายกลับมาเป็นอาจารย์ในสังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2516

ในด้านการสอน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เคยสอนวิชารังสีชีววิทยาในระดับปริญญาตรี และสอนวิชาการปรับปรุงพันธุ์โดยการกลายพันธุ์ ในระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ งานสร้างสายพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมด้วยการกลายพันธุ์โดยรังสีแกมมา ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแก่นิสิตปริญญาโท วิชาเอกและวิชารองในสาขาวิชาพืชไร่นา พันธุศาสตร์ ชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม

สำหรับวิธีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นิสิตนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่านให้ฟังว่า การสอนนิสิตระดับปริญญาโท ปรากฏว่านิสิตปริญญาโทที่มาทำงานกับอาจารย์จำนวนหนึ่งมีพื้นฐานไม่เพียงพอ คืออาจจะอ่อนทางด้านใดด้านหนึ่ง จึงพยายามให้ความเอาใจใส่เขาจริงๆ ซักถาม แนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิด ก็ปรากฏว่าได้ผลิตบัณฑิตออกไปจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้บ้างก็ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า เราต้องมีจิตใจรักที่จะสอนเขาจริง ๆ สิ่งใดที่เราคิดว่า จะเป็นประโยชน์แนะนำได้ ก็จะแนะนำจากประสบการณ์ที่มีอยู่ ซึ่งอาจารย์ก็เอาลักณะนี้มาใช้กับการทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทปด้วย สำหรับนิสิตปริญญาตรีในสมัยแรกๆ ที่เลือกเข้าเรียนในภาควิชารังสีประยุกต์ฯ ส่วนใหญ่จะมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 2 ซึ่งเขาอาจจะไม่มีโอกาสเลือกเข้าสาขาวิชาอื่น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ คิดว่าควรจะเปิดรับทุกคนที่ประสงค์จะเข้าเรียน โดยคิดว่าถ้าให้ความรักความเข้าใจกับเขา แนะนำเขา ก็จะทำให้เขาเรียนสำเร็จได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ ในหลักสูตรสาขาวิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป นิสิตทุกคนต้องทำปัญหาพิเศษ ทำให้นิสิตได้รับประสบการณ์จากการทำงาน นิสิตบางส่วนไปทำที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ไปเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ แล้วมาทำงานวิจัย ในที่สุด เมื่อสอบถามไปยังอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ก็ทราบว่านิสิตทุกคนไปได้ แม้คะแนนเฉลี่ย 1.8, 1.9 ก็จบและไปทำงานได้ดีทุกคน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ สรุปว่า นี่เป็นแนวทางในการปฏิบัติ คือให้ความเอาใจใส่ ไม่รังเกียจ มีความรักที่จะถ่ายทอด และไม่ผลักเขาออกไปจากเราก่อน

ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาการพันธุศาสตร์ในประเทศไทย มีส่วนร่วมในการรวบรวมนักพันธุศาสตร์ สาขาแพทย์ สาขาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และสาขาเกษตรศาสตร์ ให้เข้ามาร่วมกันก่อตั้งชมรมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกจำนวนมากกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ อาจารย์ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำวิชาพันธุศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการชมรมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ระหว่าง 2522-2524 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการจัดสัมมนาวิชาการพันธุศาสตร์ ครั้งที่ 4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2527 เป็นนายกสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2528-2529 และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 จนถึงปัจจุบัน

ในด้านงานวิจัย ในสมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับมันสำปะหลัง เมื่อเป็นอาจารย์ได้สนใจพืชตระกูลถั่ว แต่เมื่อไปเรียนที่เยอรมนี เขาไม่มีพืชตระกูลถั่ว หรือพืชอื่นของเมืองไทย จึงต้องทำวิทยานิพนธ์กับพืชอื่น คือทำการผสมต่างพันธุ์ระหว่างข้าวไรย์ กับข้าวสาลี แต่พอกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สุขุม อัศเวศน์ ซึ่งเป็นคณบดีบอกว่า เชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของประเทศ และแนะนำให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับถั่วเหลือง ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ก็เคยสนใจพืชตระกูลถั่วอยู่แล้ว จึงตั้งต้นทำงานวิจัยถั่วเหลืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่าโชคดีที่ได้เข้าร่วมประชุมพันธุศาสตร์นานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเคยรู้จักสมัยที่เรียนอยู่เยอรมนี เขาบอกว่ากำลังจะสร้างโครงการวิจัยร่วมระหว่างชาติต่าง ๆ ทางด้านการใช้รังสีในการปรับปรุงพันธุ์พืช แล้วถามว่ากำลังทำงานวิจัยอะไรอยู่ พอบอกว่าทำถั่วเหลือง เขาก็ขอให้เสนอโครงการวิจัยไปที่ IAEA ซึ่งเมื่อเสนอไปก็ได้รับการสนับสนุนจาก IAEA ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี โดยทำไปพร้อมกับงานรวบรวมพันธุ์ถั่วเหลืองที่เชียงใหม่

สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยถั่วเหลืองทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจต่อชาวสวน ชาวไร่ และประเทศชาติอย่างไรนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ใน พ.ศ. 2512 ที่เริ่มต้นงานวิจัยถั่วเหลืองนั้น งานวิจัยเกี่ยวกับถั่วเหลืองส่วนใหญ่ เป็นงานที่กรมวิชาการเกษตรได้ทำไว้ คือมีการรวบรวมพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นมีพันธุ์ สจ. 1, 2, 3 และ 4 อาจารย์ก็ทำการรวบรวมพันธุ์เช่นเดียวกัน ปัญหาสำคัญในการผลิตถั่วเหลืองของเชียงใหม่ในขณะนั้นคือ มีการระบาดของโรคราสนิมถั่วเหลือง พันธุ์ถั่วเหลืองที่ใช้ปลูกกันอยู่ในขณะนั้น โดยเฉพาะพันธุ์ สจ. 1 เป็นพันธุ์ที่ไม่ทนทานต่อโรคราสนิม และเป็นผลให้มีผลผลิตลดลงอย่างมาก พันธุ์ที่ดีที่สุดในสมัยนั้นคือ พันธุ์ สจ. 4 จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมโดยใช้รังสีแกมมา เพื่อสร้างความแปรปรวนทางพันธุกรรมให้เกิดขึ้น แล้วคัดเอาสายพันธุ์ที่มีลักณะเด่นออกมา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างพันธุ์พืชใหม่ หรือการกลายพันธุ์

งานวิจัยการสร้างพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมเริ่มจากการใช้พันธุ์ สจ. ทุกพันธุ์ รวมทั้งพันธุ์อื่นๆ ที่เหมาะสมอีกจำนวนหนึ่งมาฉายรังสี นำไปปลูก คัดเลือก สำหรับแหล่งที่ดีที่สุดในการคัดพันธุ์ต้านทานโรคราสนิม คือ ที่ดอยหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการระบาดของโรคราสนิมมาก ซึ่งก็สามารถคัดได้สายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม หลังจากนั้นก็ทดสอบมาอีกหลายปี จนในที่สุดได้พันธุ์ถั่วเหลือง ดอยคำ ซึ่งมีลักณะทนทานต่อโรคราสนิม โดยได้รับการยืนยันจาก Dr. Hoppe และ Dr. Koch แห่งภาควิชาโรคพืช Gottingen University ว่า ลักณะทนทานต่อโรคราสนิมของพันธุ์ดอยคำนี้ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในพันธุ์ สจ. 4 ซึ่งเป็นพันธุ์แม่

ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า การทดสอบผลผลิตเบื้องต้นของพันธุ์ดอยคำ มีพื้นที่ในการทดสอบน้อย แต่ในขณะนั้น ได้ไปช่วยงานโครงการหลวงอยู่ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์อำนวยการโครงการหลวง ประทานโอกาสที่จะขยายการทดสอบการปลูกถั่วเหลืองไปถึงเกษตรกร ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงได้นำถั่วเหลืองพันธุ์ดอยคำนี้ไปปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์อื่นๆ ด้วย ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรที่นำไปทดสอบ แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนพันธุ์ดอยคำ เพราะในสมัยนั้นเรื่องการจดทะเบียนยังไม่แพร่หลาย เกษตรกรหลายแห่งให้ความสนใจ ก็แจกจ่ายกันไป

ในขณะที่ไปช่วยงานโครงการหลวงนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์อำนวยการโครงการหลวง ทรงมอบให้ดำเนินงานพัฒนาถั่วเหลืองโดยเฉพาะในเขต จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาโครงการนี้ได้เปลี่ยนเป็นโครงการวิจัยถั่วที่สูง ศึกษาและวิจัยพืชตระกูลถั่วต่างๆ ที่เหมาะสมกับที่สูง ได้แก่ ถั่วแดงหลวง ถั่วเนวี ถั่วอะซูกิ ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตา ถั่วแขก และถั่วอื่น ๆ

งานด้านบริหารของ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ นั้นเริ่มเมื่อ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยพลังงานปรมาณู (ซึ่งปัจจุบันคือ ภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป) ได้ลาออกจากราชการ เมื่อเดือนธันวาคม 2519 ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยพลังงานปรมาณูมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ต่อมามีการดำเนินการจัดตั้งหน่วยพลังงานปรมาณูให้เป็นภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป จนสำเร็จใน พ.ศ. 2524 จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป คณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จนถึง พ.ศ. 2529 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ในระหว่าง พ.ศ. 2533-2537 และได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาปรับปรุงพันธุ์พืชใน พ.ศ. 2534

สำหรับแนวทางในการบริหารงาน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัญหาไม่มากนัก เพราะคณบดีสั่งอะไรมาก็รับทำตาภาระหน้าที่ พอมาเป็นหัวหน้าภาควิชา ก็จะมีการประชุมปรึกษาหารือกัน อาจารย์บอกว่าอาจารย์โชคดีที่ได้มาอยู่กับ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ซึ่งเป็นอาจารย์เก่า และในภาควิชาฯมีจำนวนอาจารย์ไม่มากนัก จึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีอะไร คุยกันได้ทุกเรื่อง ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่มี จะคุยกันถึงเรื่องหลักๆ ในการประชุมภาควิชา ซึ่งจะมีการจดบันทึกการประชุม เราก็ช่วยกันทำ ปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า พอมาเปิดแฟ้มของภาควิชาดู ปรากฏว่าเหมือนกับที่เคยทำมา จึงนึกดีใจอยู่ว่างานที่เริ่มไว้เป็นสิ่งที่บุคคลรุ่นหลังใช้เป็นแบบอย่าง สิ่งที่เคยทำจะมีรายละเอียดอยู่ในรายงานการประชุมใครไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ซึ่งคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ ถ้าคณาจารย์ผู้ใหญ่ ผู้บริหารให้ความเคารพในความคิด รับฟังผู้น้อย และปรับใช้ความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น อาจารย์ถือว่า คณาจารย์เป็นแหล่งประสาทวิชาความรู้ เป็นมันสมองของประเทศ เป็นผู้นำทางวิชาการ ถือว่าทุกคนมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในตำแหน่งทางวิชาการใดๆ ถ้าทุกคนมีการรับฟังกัน เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยให้การบริหารงานไปได้ดีมาก สร้างความก้าวหน้าให้แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ก่อนเป็นคณบดี ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เคยไปเป็นผู้ประสานงาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Bioscience and Biotechnology) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STDB) เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้ข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เป็นแหล่งทุนที่ให้ทุนวิจัยต่างๆ พอมาเป็นคณบดีก็ตั้งใจว่า งานวิจัยของคณะจะต้องดีแน่ ๆ เพราะมีประสบการณ์ แต่พอมาทำงานจริงๆ กลับไม่เป็นไปดังที่คิด เพราะการเป็นคณบดี ต้องดูแลงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะงานวิจัย ไม่สามารถทำคนเดียวได้แน่ จึงตั้งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายต่างๆ มาช่วยกันทำงานได้พยายามทำงาน บริหารงานผ่านที่ประชุมของภาควิชา และที่ประชุมคณะ ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร อาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์มีความสามัคคีกันดี ดังตัวอย่างที่ว่า เมื่อ พ.ศ. 2535 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็สามารถทำสำเร็จและได้รับรางวัล Domestic Award อีกด้วย

ความประทับใจที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอดีตนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ในสมัยเป็นนิสิตมีความประทับใจในคณาจารย์รุ่นปรมาจารย์มาก เช่น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เพราะท่านมีจิตใจเมตตา ทำให้คิดว่าถ้าเราจะเป็นอาจารย์ก็ดี หรือผู้บริหารก็ดี ถ้าได้แบบอย่างของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มามาก ๆ ก็จะดี มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมตตากรุณาต่อนิสิต และผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ก็ยังมีคุณหลวงอิงคศรีกสิการ และพระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นต้น บูรพาจารย์อีกท่านหนึ่งที่อาจารย์ประทับใจคือ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ท่านเก่งภาษาอังกฤษ และคอยทดสอบภาษาอังกฤษกับพวกนิสิต รวมทั้งต้องเป็นผู้เซ็นในตารางเรียนของนิสิตทุกคน เพราะท่านเป็นคณบดี ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ สังเกตว่า ถ้าคนที่อยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบวินัย เข้าไปหาท่านก็จะไม่มีปัญหา ท่านจะชวนคุย แต่ถ้าใครท่าทางจะบิดจะเบี้ยวนิดๆ หน่อย ถ้าท่านรู้ ท่านจะจี้ทุกคน เพื่อให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งลักณะนี้ก็เป็นอีกแบบฉบับหนึ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ได้รับมาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์

สำหรับความภูมิใจในชีวิตการทำงานนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ให้โอกาสคณาจารย์ในการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งประทับใจ และอยากจะฝากให้รักษาคุณภาพนี้ไว้ นอกจากความประทับใจในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว อาจารย์ยังมีความประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือ ได้มีโอกาสทำงานโครงการหลวง อาจารย์ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม แต่เป็นผู้ร่วม ร่วมงานครั้งแรกในสมัยอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มี ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เป็นหัวหน้าทีมที่จะไปร่วมงานกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การทำงานโครงการหลวงเป็นการประสานงากันระหว่างข้าราชการหน่วยงานต่าง ๆ ทุกคนเสียสละอาสาสมัครทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และตั้งใจจะทำต่อไปถ้ายังแข็งแรงอยู่ สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเช่นกัน

ทัศนคติและความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่าอยากจะมองอนาคต เพราะในปัจจุบัน ผู้บริหารก็มีแผนงานของท่านอยู่แล้ว อยากจะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีแผนระยะยาว เป็นแผนพัฒนาองค์รวมของมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่คณะใดคณะหนึ่ง) ว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะไปทิศทางไหนในระยะ 30 ปี หรือจะไปถึง 50 ปี ก็ได้ สมมติวางเป้าหมายไว้ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในอีก 50 ปี จะมีรูปร่างอย่างไร การมององค์กรรวมอย่างนี้ แน่นอนว่าผู้บริหารจะต้องมองย้อนหลังและปัจจุบันจึงจะมองไปในอนาคตได้ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ยังเสริมอีกว่า ขณะนี้มีอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร ด้านการบริหาร มีศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์มากมาย ออกไปเป็นนักธุรกิจที่เด่นก็มาก ทำอย่างไรจึงจะได้มันสมองเหล่านี้มาช่วยงานที่จะมองไปในอนาคต

หลังจากเกษียณราชการ ใน พ.ศ. 2537 ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ไปช่วยภาคเอกชนก่อตั้งโครงการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านบริหารธุรกิจ ร่วมกับ Bradford College ของ St. Theresa โดยไปเป็นที่ปรึกษาอยู่เป็นเวลาประมาณ 7 ปี ในขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาและหัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาถั่วบนที่สูง ของมูลนิธิโครงการหลวงจนถึงปัจจุบัน นอกจาก 2 งานหลักนี้แล้ว ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษา คณะกรรมการ ของหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย

จากงานดังกล่าวข้างต้น จึงได้รับเกียรติบัตรและโล่เพิ่มเติมจากที่ได้รับในขณะปฏิบัติราชการอีก คือ ได้รับเกียรติบัตร นิสิตเก่าผู้ประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพ เนื่องในวาระครบ 50 ปี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2536 โล่ ผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่วิชาพันธุศาสตร์และสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย จากสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. 2538 โล่ ผู้ทำคุณประโยชน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2539 และโล่ นักนิวเคลียร์เกียรติคุณประจำปี 2539 จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติใน พ.ศ. 2539

ในด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ได้สมรสพระราชทานกับ คุณอุบล อึงศรีสวัสดิ์ มีลูกสาว 1 คน ลูกชาย 1 คน ลูกสาวจบปริญญาตรีจากคณะพณิชศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปต่อ MBA ที่ Seattle University สหรัฐอเมริกา ขณะนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท Ford Operations ส่วนลูกชายจบเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเรียนต่อ MBA ที่ Drake, Iowa และต่อด้าน E-commerce อีก 1 ปี ที่ Creighton, Nebraska ขณะนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการของ NECTEC

แหล่งข้อมูล

สุมินทร์ สมุทคุปติ์. สัมภาษณ์, 14 กุมภาพันธ์ 2545.

สุมินทร์ สมุทคุปติ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2504.