หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ นอกจากเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเคยทำงานด้านบริหาร ตั้งแต่เป็นเลขานุการภาควิชาฯ หัวหน้าภาควิชาฯ ผู้ช่วยคณบดี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ (นามสกุลเดิม เหมะจันร)เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เดิมคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณพ่อชื่อพระยาภะตราสุพิชฯ เหมะจันเป็นนักกฎหมาย รับราชการในกระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งผู้พิพากษา จนเกษียณอายุราชการ คุณแม่ชื่อริ้ว ปทุมมาลย์ เมื่อคุณพ่อเกษียณอายุราชการแล้ว จึงปักหลักตั้งครอบครัวอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตลอด รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญอยู่กับครอบครัวในช่วงสั้นๆ เมื่ออายุได้ 2 ขวบกว่า ได้ไปอยู่ในความอุปการะของคุณป้า ชื่อคุณหญิงเพี้ยน ดำรงธรรมสาร ซึ่งไม่มีบุตร ได้ขอรองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ มาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม

การศึกษาเบื้องต้นนั้น เริ่มเรียนที่โรงเรียนกุลสตรี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน หลังจากนั้นจึงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซเว่เดย์แอ๊แวนติชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนผดุงดรุณี และจบชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย หลังจากนั้นจึงสอบเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสาขาชีววิทยา โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สุขุม อัศเวสน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา นับเป็นนิสิตรุ่นที่ 18 เมื่อจบปริญญาตรีจึงได้เข้าทำงานในภาควิชาชีววิทยา คณะกสิกรรมและสัตวบาล เป็นอาจารย์ช่วยสอนในสาขาวิชาพฤกษศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโท โดยมีอาจารย์ ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นนิสิตปริญญาโทรุ่นแรกๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบปริญญาโทใน พ.ศ. 2511

ต่อมาได้รับทุนจากรัฐบาลเบเยี่ยมให้ไปทำงานวิจัยที่ Ghent University เป็นเวลา 1 ปี ในระหว่างนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาได้ชักชวนและขอทุนให้เปลี่ยนเป็นทุนเรียนในระดับปริญญาเอกแทน แต่เนื่องจากภาระทางครอบครัว จึงตัดสินใจสละทุนและเดินทางกลับมาทำงานหลังจากหมดสัญญาแล้ว 1ปี อาจารย์ที่ปรึกษาได้พยายามชักชวนให้เรียนต่ออีก โดยอนุญาตว่าเมื่อกลับมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ให้กลับไปใหม่ได้ แต่ได้ตัดสินใจไม่กลับไปอีก เพราะไม่อยากทิ้งครอบครัวไป เนื่องจากช่วงเวลานั้นสามี พ.ท. ศัลย์ ศรีเพ็ญ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งรับราชการทหารต้องไปฎิบัติหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายในจังหวัดสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. 2515-2525 ซึ่งเป็นเวลาที่ประเทศชาติมีภัยจากผู้ก่อการร้ายทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศอย่างรุนแรงมาก จึงเห็นว่าเพื่อให้หัวหน้าครอบครัวทำงานได้สบายใจที่สุดไม่ต้องห่วงกังวลกับครอบครัว จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะไม่เรียนต่อ

ในระหว่างที่ทำงานอยู่ในภาควิชาชีววิทยานั้น อาจารย์ที่สอนในสาขาพฤกษศาสตร์ยังมีไม่มากนัก นิสิตที่เรียนสาขานี้ก็มีน้อย ปีหนึ่งๆ มีไม่กี่คน ส่วนใหญ่มักเป็นนิสิตปริญญาโทที่จบปริญญาตรีจากที่อื่น หรือสาขาอื่นแล้วมาต่อระดับปริญญาโท ขณะนั้นมีอาจารย์พิเศษมาช่วยสอนหลายคน เช่น ศาสตราจารย์กสิณ สุวตะพันธ์ ได้มาช่วยสอนหลายวิชาด้วยกัน รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ นอกจากจะต้องสอนในวิชาพฤกษศาสตร์พื้นฐานแล้ว จะต้องเข้าช่วยศาสตราจารย์กสิณ สุวตะพันธ์ ในทุกวิชาที่ท่านมาสอนอยู่ ทำให้ได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากท่านมากมาย เพราะแต่ละวิชาเข้าฟังท่านสอนซ้ำซากหลายๆ ครั้ง นอกจากนี้ ท่านยังถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ทำให้ได้นำมาใช้ประโยชน์ในด้านการสอนและการวิจัยอย่างมาก

ในระยะแรกๆ ของการทำงานนั้น อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน แนะนำให้ทำงานวิจัยเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ เช่น รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มอบหมายให้ช่วยงานวิจัยเกี่ยวกับทางด้านนิเวศน์วิทยาของไม้ยานา งานวิจัยทางด้านการเลี้ยงผึ้ง เพื่อช่วยผสมเกสรของไม้ผลในพื้นที่สูง ซึ่งได้ขออนุญาตอาจารย์ว่า ขอช่วยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขอไม่ออกต่างจังหวัดเพราะห่วงลูกๆ ซึ่งยังเล็ก อาจารย์จึงให้ช่วยงานในห้องปฏิบัติการตลอดจนเรื่องธุรการต่างๆ ของงานวิจัย จึงเป็นมูลเหตุของการเข้าไปช่วยงานโครงการหลวงมาจนปัจจุบันนี้ กล่าวคือช่วยงานวิจัยของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มาตั้งแต่เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนปรับเปลี่ยนเป็นกรรมการอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีมาแล้ว

ในช่วง พ.ศ. 2532 โลกเริ่มตระหนักถึงเรื่องอาหารสำหรับประชากรโลกซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี จะต้องมีการเตรียมแหล่งอาหารให้เพียงพอ ทาง FAO ได้มอบทุนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณแหล่งอาหารและลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ วังใน ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ได้ขอร้องให้มาร่วมโครงการวิจัยในฐานะเป็นนักพฤกษศาสตร์ ทำให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืชผักในสารละลายธาตุอาหารโดยวิธีการต่างๆ ตลอดจนการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โครงการนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มาเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษในปัจจุบัน

เมื่อ พ.ศ. 2526 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า ให้ใช้บึงมักกะสันเป็นที่บำบัดน้ำทิ้งจากบ้านเรือนในบริเวณนี้ แล้วจึงปล่อยน้ำนั้นลงแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป สำนักงาน ปร. ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบทำการศึกษาวิจัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ผู้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิจัย ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมศาสตร์ และได้ขอให้รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญในฐานะที่สอนวิชาพรรณไม้น้ำ ให้ช่วยเรื่องการหาพืชน้ำที่เหมาะสมมาปลูกเพื่อกำจัดน้ำเสีย ซึ่งผลของการวิจัยพบว่า พืชที่เหมาะสมที่สุดคือ ผักตบชวา ทั้งนี้ เพราะมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตในน้ำทิ้งดีมาก และยังสามารถนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ผลงานวิจัยของบึงมักกะสันนี้ ได้ใช้เป็นต้นแบบกับแหล่งน้ำทิ้งในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง

นอกจากโครงการบำบัดน้ำทิ้งที่บึงมักกะสันแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบหมายให้ทำโครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะการบำบัดน้ำทิ้งก่อนที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เป็นผู้ดำเนินการ จึงได้ขอให้ช่วยทางทางด้านการหาพืชที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่นี้มาใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ผลจากการวิจัยพบว่าการใช้กกกลมหรือกกสานเสื่อเป็นพืชที่เหมาะสมที่สุด เพราะตอบสนองได้ดีและยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านจักสานได้ด้วย

โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับความสำเร็จอย่างสมบูรณ์และเป็นต้นแบบลำลองของการบำบัดน้ำเสีย การกำจัดขยะมูลฝอยโดยใช้เทคนิคที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถทำได้โดยการใช้วิธีทางธรรมชาติช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

ระหว่างดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษในช่วงที่ศาสตราจารย์ ดร. ธีระ สูตะบุตร เป็นอธิการบดี ซึ่งในช่วงเวลานั้นประเทศชาติเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นผลทำให้ผู้คนตกงาน ขาดรายได้ ตลอดจนนิสิต นักศึกษาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก สังคมเกิดความตึงเครียดมีการฆ่าตัวตายกันบ่อยขึ้น มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุในด้านต่างๆ พบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดจริยธรรมและคุณธรรมของผู้รับผิดชอบในส่วนต่างๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตระหนักในเรื่องนี้ดี และเห็นว่ามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรหนึ่งที่ควรผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ย่อมเป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้ รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญจึงได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน โครงการบัณฑิตยุคใหม่ จัดอบรมและสัมมนานิสิตปีที่ 1 ที่เข้าใหม่ทุกคน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพตรงกับปณิธานของมหาวิทยาลัยที่จะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความฉลาดในวิทยาการที่เรียกว่าเก่ง กอปรด้วยคุณธรรม ที่เรียกว่าดีและสามาใช้ความเก่งและความดีสร้างความสุขให้แก่ตนเองและสังคมสืบไป ทั้งนี้เพื่อให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยพร้อมไปด้วยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของประเทศและสังคมคือ เก่ง ดี มีสุข

โครงการบัณฑิตยุคใหม่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก สื่อมวลชนได้นำไปเผยแพร่จนได้รับการยกย่องและเป็นต้นแบบให้กับสถาบันต่างๆ ในเวลาต่อมา แม้แต่นิสิตที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ก็มีความพอใจมาก

ในการปฏิบัติงานใดๆ ก็ตาม รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญจะทุ่มเทความรู้ ความสามารถให้กับงานนั้นๆ มาโดยตลอด ได้มีส่วนริเริ่มในโครงการใหม่ๆ เช่น การจัดตั้งกองทุนพัฒนามหาวิทยาลัย การจัดตั้งกองทุนพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์ การรณรงค์หารายได้มอบให้สภากาชาดไทยในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

นอกจากงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญยังได้มีส่วนร่วมกับกรรมการอื่นๆ ของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในขณะที่ ร.ต. ประพาส ลิปะพันธ์เป็นนายกสมาคม โดยช่วยกันรณรงค์หาทุนก่อสร้างอาคารถาวรของสมาคมจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญมีชีวิตอยู่กับครอบครัวด้วยความอบอุ่น โดยมี พลเอกศัลย์ ศรีเพ็ญ เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีบุตรชาย 3 คน บุตรคนโตและคนที่สองรับราชการทหารเหมือนคุณพ่อ ส่วนคนที่สามกำลังศึกษาอยู่

หลังจากเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2543 แล้ว รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญยังช่วยงานของมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง เช่น ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอธิการบดี กรรมการสนับสนุนกิจการมหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนั้น ยังเป็นกรรมการของงานโครงการหลวงด้วย ส่วนงานที่ได้ไปช่วยอย่างสม่ำเสมอคือ ประธานอนุกรรมการฝ่ายพฤกษศาสตร์ของสวนหลวง ร. 9 ซึ่งเป็นทั้งสวนพฤกษศาสตร์และสวนสาธารณะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโรกาที่ทรงพระชนมายุครบ 60 พรรษา

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญมีความภาคภูมิใจที่ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งได้รับการคัดเลือกให้ได้เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน เพราะทำให้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติ ได้มีส่วนร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความมั่นคง ได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องชาวเกษตรศาสตร์ได้มีศูนย์รวม และเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ยังได้มีส่วนนำวิชาความรู้ไปรับใช้สังคมตามความรู้ความสามารถ และเหนือสิ่งอื่นใด ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท อันถือว่าเป็นสิริมงคลยิ่งของชีวิต

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2539) ทุติจุลจอมเกล้า ( พ. ศ. 2536)

แหล่งข้อมูล

สุชาดา ศรีเพ็ญ. สัมภาษณ์, 30 เมษายน 2545.

สุชาดา ศรีเพ็ญ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2508.