หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2476 เป็นบุตรของพระพิเนตสุขประชา (เพิ่ม) และนางพิเนตสุขประชา (ปรั่ง) วาจานนท์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นบิดารับราชการที่นั่น ต่อมาได้ย้ายติดตามบิดาเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะยังเป็นเด็ก เมื่อ พ.ศ. 2480 ได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนพญาไทวิทยาการ ซึ่งตั้งอยู่ตรงโรงหนังโคลีเซี่ยในสมัยนั้น หลังจากจบชั้น ป. 4 ในปี 2484 แล้ว ได้ย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนคาเบรียสามเสน ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนปิดชั่วคราว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ จบชั้น ม. 6 ในปี 2490 และไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท 2 ปี และสอบคัดเลือกเข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาตรี วท.บ. สาขาวิชาเคมี ใน พ.ศ. 2496 ได้มาสมัคเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามความตั้งใจ เพราะเคยคิดไว้ว่าจะสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเมื่อเรียนจบแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เล่าว่า ตอนมาสมัคงานที่เกษตร เมื่อ พ.ศ. 2496 ไม่รู้จักใครเลย ได้มาพบอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์กวีพาไปพบ ม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) รองอธิการบดี และ อาจารย์คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี คุณหลวงสุวรรณฯ สัมภาษณ์เล็กน้อย แล้วท่านก็ตกลงรับไว้เป็นอาจารย์ โดยท่านบอกว่าอยู่กับเรานานๆ นะ ผมก็รับปาก ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่ทำให้ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา 40 ปี จนเกษียณอายุราชการ

หลังจากการสัมภาษณ์ของอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณฯ แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในคณะเกษตรศาสตร์ (เปลี่ยนเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาลในปี 2497 หรือคณะเกษตรในปัจจุบัน) งานแรกที่ได้รับการมอบหมาย คือ การสอนวิชาเคมี นิสิตรุ่นแรกที่สอนตอนนั้นมีอายุเท่ากับอาจารย์ หรือบางคนแก่กว่าอาจารย์อยู่บ้าง แต่การเรียนการสอนก็เป็นไปด้วยดี หลังจากทำการสอนอยู่ 2 ปี ในปี 2498 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา และเรียนสำเร็จได้รับปริญญาโททางเคมีเมื่อ พ.ศ. 2500 และกลับมาทำงานต่อที่เดิม จนกระทั่งปี 2505 มีโอกาสได้กลับไปศึกษาต่อ มหาวิทยาลัย Oregon State University อีกในสาขาวิชาเดิมจนจบปริญญาเอกในปี 2510 และกลับมาทำงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยตลอด

ในด้านการสอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เป็นอาจารย์ที่พยายามสอนให้นิสิตเข้าใจในวิชาที่สอน เริ่มมาแต่รุ่นแรกๆ เมื่อสอนจบแต่ละตอนได้เปิดโอกาสให้นิสิตซักถามเสมอ เพราะวิชาเคมีเป็นวิชาที่ค่อนข้างยาก ส่วนการสอนภาคปฏิบัติก็ได้เคี่ยวเข็ญ พิถีพิถันทั้งในเรื่องการปฏิบัติการในห้องทดลองและการแต่งกาย ให้ใส่เสื้อคลุม ใส่แว่นตาป้องกันอุบัติเหตุให้เรียบร้อย เพราะว่าถ้านิสิตเรียนจบได้รับปริญญา อาจออกไปเป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือเป็นหัวหน้าห้อง lab. ก็ต้องฝึกกันไว้ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้อง คือถือหลักว่า สอนเขาอย่างไร เราต้องทำตนให้ได้อย่างนั้น

นอกจากงานสอนแล้ว ในระยะแรก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ต้องไปช่วยดูแลนิสิตเกษตรฝึกงานที่ไร่ฝึกนิสิตในต่างจังหวัดด้วย เพราะขณะนั้นอาจารย์ของคณะมีจำนวนจำกัด งานทุกอย่างของคณะจึงต้องช่วยกันทำ งานสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่อาจารย์ทุกคณะต้องช่วยกันดำเนินการ ซึ่งขณะนั้นมีการสอบแยกกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ยังไม่มีทบวงมหาวิทยาลัยช่วยจัดการเช่นปัจจุบัน

ยังมีงานอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ต้องปฏิบัติ เช่น การเป็นที่ปรึกษาดูแลนิสิต หรือชมรมกิจกรรมนิสิตต่างๆ กรรมการปฐมนิเทศอาจารย์ ข้าราชการ งานโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการอื่น ๆ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งด้านบริหาร วิชาการ และสังคม ฯลฯ

ในส่วนของงานบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ก็ได้ปฏิบัติงานมาตั้งแต่รักษาการหัวหน้าภาควิชาเคมี พ.ศ. 2503 - 2505 สมัยเมื่อยังเป็นแผนกวิชาเคมี ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล หลังจากนั้น ปี 2509 ภาควิชาเคมีก็ย้ายไปสังกัดคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ที่ตั้งขึ้นใหม่ ในปี 2523 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาคณะในด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดภาควิชาใหม่ขึ้น เช่นการแยกภาควิชาชีววิทยาออกเป็น 5 ภาควิชา ความจริงงานนี้มีการเริ่มต้นมาก่อนแต่เพิ่งสำเร็จในช่วงนี้ นอกจากนี้ก็มีภาควิชาใหม่ ๆ เกิดขึ้นด้วย ผศ. ดร.สุขประชา เป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์อยู่ 2 วาระ รวม 8 ปี (พ.ศ. 2523 - 2531) หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2534 - 2536 คือช่วงปลายของการทำงานก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ

เกี่ยวกับงานบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขประชา วาจานนท์ ได้ปฏิบัติงานบริหารมานานตั้งแต่ระดับหัวหน้าภาควิชา คณบดี และรองอธิการบดี อาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า การทำงานกับคนกลุ่มใหญ่ หรือคนหมู่มาก ไม่มีกลุ่มใดที่ไม่มีปัญหา ปัญหาอาจเล็กหรือใหญ่ เราต้องพบเสมอ การแก้ปัญหาที่จะกระทบบุคคล ก็ให้กระทบคนหมู่น้อยที่สุด หรือไม่กระทบเลย และพยายามไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ บางคนแก้ปัญหาเพียงเพื่อให้เสร็จๆ ไป แล้วปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น ต้องแก้กันอีก เป็นการแก้ปัญหาไม่รู้จบ การแก้ปัญหาก็คือแก้โดยให้ถูกทางของธรรมะ อย่าเข้าข้างคนผิด เข้าข้างคนถูกแล้วก็แก้ปัญหาได้

ในการบริหารงาน อาจมีผู้คิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน่วยงาน เฉพาะคณะ และงานคงจะไม่แตกต่างไปจากภาระงานของอาจารย์มากนัก แต่ในความเป็นจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ให้ทรรศนะว่า… การบริหารงานนั้นมิได้เกี่ยวข้องเฉพาะคณะที่บริหาร แต่เกี่ยวข้องกับทุกระดับ เช่น เมื่อเป็นคณบดีก็ดูแลคณะ มีการประชุมกรรมการประจำคณะ ฯลฯ นั่นถือว่ากำลังบริหารงานคณะ แต่เมื่อไปประชุมคณบดี อกม. หรือประชุมสภามหาวิทยาลัย ก็ถือว่าเรากำลังบริหารงานมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เมื่อจะมีการประชุมก็ต้องศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำให้รอบรู้ปัญหาในทุกหน่วยงานของมหาวิทยาลัย เป็นการช่วยการตัดสินใจของผู้บริหารในการแก้ปัญหาต่างๆเมื่อมีการประชุมร่วมกัน

การหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี จงรับฟังจากทุกคน แต่อย่าเชื่อในทุกสิ่ง การไม่รับฟังใครเลย มิใช่วิสัยของบัณฑิต ข้อมูลที่ได้มานั้นต้องไตร่ตรองวินิจฉัยให้รอบคอบ แล้วจึงเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลเหล่านั้น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญของผู้บริหาร

การทำงานบริหารเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง โดยปกติถ้าเป็นอาจารย์ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ ก็ทำงานกันในช่วงเวลา 08.30-16.30 น. แต่การเป็นผู้บริหารต้องใช้เวลามากกว่านั้น เมื่อตอนเป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ต้องดูแลในเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาในแต่ละวันหลายแฟ้ม หากไม่เสร็จในเวลาราชการก็นำกลับไปทำต่อที่บ้านเป็นประจำ เพราะคิดว่าถ้าทำต่อในที่ทำงานไปจนถึง 1-2 ทุ่ม เพื่อให้งานเสร็จ ก็จะรบกวนเวลาของบุคคลอื่น เช่น เลขานุการ หรือนักการภารโรง จึงไม่ประสงค์ จะทำให้เขาลำบาก เพราะต่างก็มีภาระรับผิดชอบทางบ้านด้วยกันทุกคน

งานสำคัญอีกประการหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ การเป็นที่ปรึกษาของนิสิต (advisor) ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ทำหน้าที่ด้านนี้ด้วยดีมาตั้งแต่ต้น และถือเป็นแบบอย่างของอาจารย์รุ่นหลัง ๆ คือ อาจารย์มิได้เป็นที่ปรึกษาที่ดูแลการศึกษาของนิสิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้แนะนำในเรื่องวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ที่ควรยึดถือปฏิบัติให้แก่นิสิตด้วย นอกจากนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ชมรมต่าง ๆ ด้านกิจกรรมนิสิตอีกหลายชมรม เช่น ชมรมดาบไทย ชมรมดาบสากล ชมรมดนตรีไทย วงดนตรีลูกทุ่งรวมดาวกระจุย เป็นต้น

นอกจากการทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและกิจกรรมนิสิตแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ยังได้จัดตั้งกองทุน พระพิเนตสุขประชา ตามชื่อบิดา สำหรับจ่ายเป็นเงินรางวัลแก่นิสิตที่สอบได้คะแนนสูงสุดในวิชาอินทรียเคมีในแต่ละภาคการศึกษา นอกจากนั้นก็ยังจัดเป็นทุนจ่ายขาดเป็นปีๆ ไปอีก 2 ทุน เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของนิสิต

ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็นที่ปรึกษาดูแลนิสิตและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นกรรมการช่วยเหลือคณะ และงานส่วนกลางมหาวิทยาลัยหลายอย่างดังได้กล่าวแล้ว และท้ายที่สุดก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์สุดท้ายที่ได้รับคือ ประมาภรณ์มงกุฎไทย

สิ่งที่ภูมิใจของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ คือ การได้ทำงานในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มาเป็นเวลา ยาวนานถึง 40 ปี (พ.ศ. 2496 - 2536) จนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ตามที่ได้รับปากกับอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจในวันมาสมัครเป็นอาจารย์ ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน แต่เป็นกรรมการและประธานกรรมการสอบสวนบุคคลอื่นหลายครั้ง แล้วก็พยายามให้ทุกๆ คนรอดพ้นโดยไม่ผิดกเกณฑ์ ความภูมิใจอีกอย่างก็คือ การได้เป็นสมาชิกสภาคณาจารย์รุ่นแรก (ประเภทเลือกตั้งทั้งมหาวิทยาลัย) โดยได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถือว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยไว้ใจเลือกให้ทำหน้าที่แทนพวกเขา

ในอนาคต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังคงเป็นผู้นำวิทยาการในทางเกษตร และผู้นำในสาขาอื่นด้วย เพราะบุคลากรมีศักยภาพ แต่ยังเป็นห่วงเรื่องอัตรากำลังคน เพราะตำแหน่งที่เกษียณแล้วมักถูกยุบเลิกไป ขณะเดียวกันทบวงมหาวิทยาลัยก็ต้องการให้มหาวิทยาลัยเพิ่มจำนวนนิสิตที่รับใหม่ ซึ่งสวนกระแสกัน คือลดอาจารย์ แต่เพิ่มนิสิต ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกัน และต่อไปการศึกษาภาคบังคับจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ปี ผู้จบชั้นมัธยมศึกษาจะมีมากขึ้น จะมีผู้เข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ฉะนั้นการลดจำนวนอาจารย์จะเป็นอุปสรรคอย่างมาก ใคร่ขอร้องว่าควรดำเนินการให้ได้สัดส่วนกัน เพื่อเป็นการพัฒนาอุดมศึกษาของชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

แหล่งข้อมูล

สุขประชา วาจานนท์. สัมภาษณ์, 13 พฤศจิกายน 2543.

สุขประชา วาจานนท์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2496.