หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


เนื่องจากเป็นบุตรข้าราชการ จึงเป็นคนหลายจังหวัดแล้วแต่ว่าบิดาจะถูกย้ายไปที่ไหน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เป็นบุตรคนที่ 3 ของพี่น้อง 6 คน เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2475 ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม บิดาชื่อ ขุนธรรมรัฐ ธุรามารดาชื่อ นางจงกล นามสกุลเดิม สุรภาพ เนื่องจากบิดามารดาเป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด จึงถูกส่งไปเรียนชั้นประถมอยู่ 3 ปี ที่จังหวัดชลบุรี แล้วจึงถูกส่งไปเรียนชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนระพีพัฒน์ (โรงเรียนนี้ยุบเลิกไปแล้ว) หลังจากนั้นจึงไปเข้าโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียในชั้นมัธยม 1 เข้าได้เพราะไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษเลย และต้องเข้าชั้นติเข้ม พวกที่ถูกติเข้มนี้มีอยู่หลายสิบคน ซึ่งได้ผลสูงมาก อ่านผิดหนึ่งคำก็โดนตีหนึ่งที ดังนั้นแค่เทอมเดียวทั้งทีก็กลับเข้าเรียนชั้นปกติได้ เรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียตลอดจนถึงเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นชาวต่างจังหวัด ดังนั้น สาเหตุหนึ่งที่มาเข้าโรงเรียนนี้ก็เพราะเป็นโรงเรียนประจำ ตอนนั้นเรียกว่าโรงเรียนกินนอน เดิมนั้นตั้งเข็มว่าจะไปเข้าโรงเรียนวชิราวุธฯ แต่ก็เพราะขาดความรู้ภาษาอังกฤษนั่นเอง จึงมาเป็นนักเรียนกินนอนที่เซ็นต์คาเบรียล การเป็นนักเรียนประจำถือว่าเป็นการสอนให้รู้จักปกครองตนเอง รู้จักเป็นคนมีระเบียบ เรียนได้ 3 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนต้องปิด พวกกินนอนต้องย้ายไปอยู่ศรีราชาทั้งหมด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงขอกลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งตอนนั้นอยู่จังหวัดราชบุรี ได้เรียนที่โรงเรียนเบจมราชูทิศหนึ่งปี คุณพ่อซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด (ผู้ว่าราชการในปัจจุบัน) ถูกย้ายไปอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงถูกย้ายตามไปด้วย และเข้าเรียนที่โรงเรียนเบจมรังสฤษดิ์ ในชั้นมัธยม 5 อยู่ได้หนึ่งเทอม สงครามก็เลิกโดยฝ่ายญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะถูกลูกระเบิดปรมาณู จึงได้กลับมาเรียนต่อดังเดิมที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียและอยู่จนจบชั้นมัธยม 8

บรรดาพี่น้องของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ทุกคนเรียนจุฬาฯ หมด มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร คนเดียวมาเรียนที่เกษตรเพราะตื่นตาตื่นใจกับการขับรถแทร็กเตอร์ทำไร่ไถนาสมัยนั้นมาก จึงติเข้มมาเข้าเรียนอย่างแน่วแน่ ตอนนั้น พ.ศ. 2493 บางเขนก็นับว่าไกลโขต้องนั่งรถขนส่งสีส้มเหมือนไปบ้านนอก เช่นไรก็เช่นนั้น ตอนนั้นพวกเราย่ำโคลนกันเป็นประจำ อธิการบดีคือหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งใส่กางเกงขาสั้น มีห้องทำงานเป็นสวนหย่อม พูดวิทยุตอนเช้ามีแต่เรื่องเลี้ยงไก่แบบโรงแรมกินไข่วันละฟอง ไม่ต้องหาหมอ และขุดทองในบ่อ ปลาจีนหลายๆ พันธุ์ตัวโตๆ เกษตรรุ่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร คือรุ่น 10 ซึ่งเป็นเกษตรรุ่นที่มีผู้หญิงมาเรียน 2 คน เป็นครั้งแรกนิสิตรุ่นนั้นมีอยู่ประมาณ 40 กว่าคน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าคุณพ่อพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลาว่าจะส่งเสริมให้เรียนทุกรูปแบบให้สูงที่สุด เพราะท่านบอกว่าการเรียนคือมรดกของท่าน ไม่ใช่เงินทองและท่านยังบอกอีกว่ามีสอบชิงทุนที่ไหนเมื่อไร ให้ไปสมัครเลย แพงเท่าไร (ค่าสมัครสอบ) ไม่อั้น เพราะท่านไม่มีเงินส่งไปเรียนเมืองนอก เรียนจบปีหนึ่งก็มีทุน Columbo Plan เรียนที่ออสเตรเลีย คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ บอกว่าต้องไปเรียนสัตวบาล ซึ่งจริงๆไม่ค่อยจะชอบนัก แต่การไปเรียนต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะใช้ผลการเรียน ปี 1 ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร บอกว่าอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร มีสอบภาษาอังกฤษอย่างเดียว ตอนนี้นั่นเองความรู้เดิมจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียถูกใช้เต็มที่ สอบติดอันดับที่ 3 ซึ่งทำให้คุณพ่อของท่านดีใจมาก โอกาสเป็นของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เมื่อผู้สอบได้ที่หนึ่งก็ไปไม่ได้ เพราะตรวจโรคไม่ผ่าน คนที่สองอายุเกิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เลยถูกเลือกมาเป็นที่ 1 เรียนปี 2 ไปอีกหนึ่งเทอมทุกอย่างจึงลงตัว และได้ไปเรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย โดยไปที่ University Of Western Australia ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าถึงความประทับใจในการออกนอกประเทศไว้อย่างน่าฟัง พอลงจากเครื่องบินที่สิงคโปร์ ปรากฏว่าไม่มีคนไปรับและเครื่องบินที่จะไปต่อเลื่อนไปอีก 2 วัน เท่านั้นเอง ภาษาอังกฤษที่ว่าเก่งพอตัวก็พูดไม่รู้เรื่อง ท่านอุปทูตที่สิงคโปร์ในขณะนั้นจำได้ว่านามสกุล วงศาโรจน์ ต้องมาช่วย เครื่องบินตอนนั้นยังเป็นใบพัดอยู่ต้องลงแวะที่ดาร์วิและต้องบินต่อไปเมืองเพิธ ออสเตรเลียตะวันตก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าความประทับใจครั้งที่ 2 ยิ่งแย่ใหญ่ ดาร์วิตอนนั้นมีโรงแรมอยู่หนึ่งแห่งและร้านขายของอยู่ 5 - 6 ร้าน เลยต้องถามตัวเองว่า นี่เรามาเมืองนอกหรือนอกเมืองกันแน่ การเรียนแบบอังกฤษที่ทั้งปีมีสอบไล่หนเดียว ทำให้ปรับตัวไม่ทันในปีแรก แต่หลังจากนั้นก็จบปริญญาตรีได้และเก่งทางธรณีวิทยา เมื่อกลับมาเมืองไทยได้บรรจุเข้าเป็นอาจารย์อยู่ได้ปีเดียวก็มีโอกาสไปศึกษาต่อ ตอนนั้นเป็นช่วงพัฒนามหาวิทยาลัย จึงสอบได้ทุน ICA หรือ USAID ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Oregon State University เมื่อ พ.ศ. 2503 คราวนี้เบนเข็มมาทางปฐพีวิทยา โดยเฉพาะทางด้านสำรวจ จำแนกและทำแผนที่ดิน ซึ่งนอกจากจะสอนทางด้านนี้แล้วก็ยังเบนเข็มไปช่วยงานด้านสำรวจ จำแนกพื้นที่ของประเทศไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ FAO ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้รวมตัวกันเป็นกรมพัฒนาที่ดินในที่สุด ประมาณ ปี พ.ศ. 2510 เมื่อทำแผนที่ดินของประเทศกับผู้เชี่ยวชาญ FAO เสร็จ มีความภาคภูมิใจให้กับตนเองและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา เพื่อให้ผลงานวิทยานิพนธ์ใช้ประโยชน์ได้กับประเทศไทย จึงแจ้งกับที่ปรึกษาเดิมว่าจะนำตัวอย่างดินในประเทศไทย ประเภทดินโคราชไปวิเคราะห์และศึกษาต่อ เมื่อได้รับคำตอบตกลงจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้ทำ จึงเปลี่ยนสถานที่เรียนจาก Michigan State University กลับมาเรียนใหม่ที่ Oregon State University วิทยานิพนธ์เล่มนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เมื่อได้รับปริญญาเอกแล้วจึงกลับมาใน พ.ศ. 2513 โดยมาสอนอยู่เช่นเดิม และสร้างกลุ่มงานด้านสำรวจและจำแนกดินขึ้นภาควิชาปฐพีวิทยา โดยมีการสอนวิชาเพิ่มขึ้นอีกหลายวิชาทางด้านการสำรวจดิน การศึกษาการเกิดและจำแนกดิน ดินในเขตร้อน ธรณีวิทยา ดินประเทศไทย เป็นต้น การทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในด้านของการประชุม การประสานงาทางด้านการจำแนกดิน การประชุมนานาชาติ และความร่วมมือทางด้านนิสิตปริญญาโทและปริญญาเอก สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆให้กับมหาวิทยาลัย

ในด้านแนวคิดในการทำงานนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีความเห็นว่าการทำงานใดๆ ที่ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะต้องมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า มีวิธีคิดที่เป็นรูธรรมและทำได้ มีขั้นตอนของการปฏิบัติชัดเจน ตลอดจนการเลือกผู้ปฏิบัติที่เหมาะสมกับประเภทของงาน การหาข้อมูลจากหลายๆด้านเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจและการปฏิบัติ หากมีการวางแผนที่ดีแล้ว

สำหรับงานที่น่าภาคภูมิใจของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เองและย่อมสะท้อนไปถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย เพราะถือได้ว่าเป็นผู้ให้โอกาสให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีโอกาสสร้างความสามารถในด้านต่างๆ ขึ้น ความภูมิใจที่ได้มีโอกาสสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเองและมหาวิทยาลัย จึงจำเป็นจะต้องกล่าวไว้ ที่นี้ด้วย

ในช่วงที่ได้มีโอกาสทำแผนที่ดินของประเทศไทยนั้น เป็นช่วงที่สำเร็จปริญญาโทมาแล้ว ขณะที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่ที่รัฐโอเรกอก็เป็นงานที่เป็นส่วนหนึ่งของงานของรัฐ ทำให้ได้มีโอกาสทำงานในท้องที่เป็นเวลานาน มีประโยชน์อย่างสูงกับการทำงานในระยะต่อมาในเมืองไทย ช่วงนั้นไม่มีหน่วยงานสำรวจจำแนกดินโดยตรง มีแต่ที่ทำให้กรมชลประทานเกี่ยวกับน้ำ และทำกับกรมกสิกรรมและกรมการข้าวเกี่ยวกับการเพาะปลูก ด้วยการผลักดันของผู้เชี่ยวชาญ FAO Dr. F.R. Moormann ทำให้เกิดการรวมตัวของนักสำรวจดินจากหลายหน่วยงาน ภายหลังจึงเป็นกรมพัฒนาที่ดินในที่สุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร บอกว่าในช่วงเวลา 4 - 5 ปี อยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศไทยมากกว่าอยู่บ้าน ประสบการณ์จากการเดินเป็นกิโลๆ นั่งรถตระเวนทั่วอีสานซึ่งมีแต่ถนนฝุ่นแดงๆ เวลาอยู่ทางเหนือก็รอดจากการตกเขามาได้ และแม้แต่สวนยางทางภาคใต้ก็ไม่ปลอดภัยนัก ยังมี ผ.ก.ค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) ในสมัยนั้น เจอแต่กระบอกออเกอร์ขุดดิน แต่รอดมาได้ทุกครั้ง และที่โดนขอคือกล่องยาฉุกเฉิน (First Aid Kit) เป็นประจำ นับได้ว่าเสี่ยงภัยพอควร เมื่อหน่วยวิจัยทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ขอให้สำรวจดิน 7 บริเวณทั่วประเทศไทยในโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของยานพาหนะในสิ่งแวดล้อมต่างๆ กัน ซึ่งเป็นการจ้างงานตามสัญญากับคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร. สันทัด โรจนสุนทร และหน่วยทหารสหรัฐ กระทรวงกลาโหม ในการสำรวจจะมีเครื่องบินเล็กให้ใช้หนึ่งลำเป็นเวลา 2 เดือน (แตกต่างกันมากับการวิ่งรถสำรวจฝุ่นจับหัวแดง) เป็นประจำรากฐานการสำรวจ 7 แห่งทั่วประเทศนี้คือ ข้อมูลประเภทดินที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำแผนที่ดินประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำร่วมกับ Dr. F.R. Moormann ผู้เชี่ยวชาญ FAO ใช้เวลาประมาณ 3 ปีแล้วเสร็จ พร้อมทั้งรายงานประกอบเมื่อ พ.ศ. 2510 เมื่อรวมทั้งงานรวบรวมเบื้องต้นอีก 2 ปี จึงใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ในขณะนั้นยังไม่มีแผนที่ดินพร้อมทั้งระบบการจำแนกที่เป็นสากล แผนที่ของ Dr. Pendleton เมื่อ พ.ศ. 2496 เป็นแผนที่หินพื้นผิวและดิน แต่เนื่องจากยังไม่มีภาพถ่ายทางอากาศ จึงมีข้อผิดพลาดมาก

งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิจัยดีเด่นของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2514 (ร่วมกับ Dr. F.R. Moormann) จึงนับได้ว่าอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งในด้านการทำแผนที่ดิน และในด้านงานบุกเบิก การสำรวจดินทั่วประเทศไทย เพื่อการมีระบบและวิธีการดูแลเรื่องดิน ในด้านการวางรากฐานทางด้านดินในประเทศไทย และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้ขอให้ไปช่วยงานโครงการเกี่ยวกับชาวเขาทางภาคเหนือ ซึ่งภายหลังคือโครงการหลวง เป็นอาสาสมัครรุ่นแรกๆ ที่ได้เข้าไปบุกเบิกร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกหลายท่าน จนถึงปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่

ประมาณ พ.ศ. 2517 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งทรงเป็นอธิการบดีในสมัยนั้น ทรงขอร้องในลงมาช่วยงานโครงการใหม่ ซึ่ง Rockefeller Foundation จะเป็นผู้สนับสนุนโครงการประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชื่อโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำกลอง โดยมี ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการโครงการ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงขอให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการหนึ่งในสามมหาวิทยาลัย งานเป็นไปด้วยดีเพราะเราส่งอาจารย์หรือนิสิตจบใหม่เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านหลัก ประมาณ 6 -7 คน ซึ่งงานที่เข้าไปทำ ประสบปัญหาด้านการเมือง และการปกครอง จน ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ต้องออกไปนอกประเทศและเสียชีวิตในที่สุด ในช่วงของความสับสน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าได้พยายามสร้างภาพที่ถูกต้อง และเคยแต่งชุดตรวจการ ใส่ขีดเต็มที่เข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พบว่าคนของเราทำงานได้ดีมากชาวบ้านรัก

ความเกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับโครงการหลวงนั้นนับว่าใกล้ชิดมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้ดูแลงานพัฒนาภาคเหนือ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี มีรับสั่งกับพวกเราว่า ท่านไม่รู้เรื่องเกษตรเลย จึงทรงขอร้องให้ ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ ซึ่งเป็นญาติทางชายาให้ไปช่วยงานด้วย อาจารย์หม่อมรุ่นพี่ของเราจึงรวบรวมสมัครพรรคพวก มีศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เรื่องต้นไม้เป็นหัวหน้า ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานมาที่พระตำหนักภูพิงครานิเวศน์ และเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมสถานีทดลองไม้ผลที่ดอยปุย ซึ่งศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ทำร่วมกับคณะวนศาสตร์ที่ห้วยคอกม้า หลังพระตำหนักฯ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กำลังทดลองไม้เมืองหนาว คือ การติดตา ต่อกิ่งต้นท้อพื้นเมืองด้วยท้อพันธุ์ดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จเยี่ยมบ้านแม้วดอยปุยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนหน้านั้น ทรงทราบจากพวกแม้วว่าได้เงินจากฝิ่นไม่มากเท่าไร (ผู้ซื้อกดราคามาก) เงินที่ได้เพิ่มจากการขายท้อพื้นเมืองดิบๆซึ่งเอาไปดอง ได้เงินเกือบจะเท่ากับฝิ่น เมื่อทรงทราบเรื่องดังกล่าว จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าน่าจะปลูกไม้ผลพันธุ์ดี จะได้มีรายได้มากขึ้นและอย่างต่อเนื่อง ไม่เคลื่อนย้ายท่ำไร่เลื่อนลอยและไม่ปลูกฝิ่น 33 ปีต่อมาพระราชวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความจริง ต่างชาติยอมรับว่าเป็นโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ถูกต้อง และไม่ใช่เพียงหยุดการปลูกฝิ่นเท่านั้น แต่ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีกิน ไม่เคลื่อนย้าย ไม่ตัดต้นไม้ มีถนนหนทาง มีการศึกษา และสุขอนามัยที่ดีขึ้น ความเบ็ดเสร็จเหล่านี้จับต้องได้เป็นตัวอย่างได้

ความเกี่ยวข้องที่ควรเอ่ยถึงอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องดินเปรี้ยว ในช่วงของการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องดินกับภาคใต้และมาเลเซีย เกี่ยวข้องกับเรื่องดินพรุ และการใช้ประโยชน์ ซึ่งมีปัญหาโดยตลอดเรื่องการยุบตัวเมื่อแห้ง และความเป็นกรดอินทรีย์ของดิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับเชิญให้ไปช่วยงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และในโอกาสที่มีการประชุมนานาชาติเรื่องดินที่กรุงเทพฯ Dr. F.R. Moormann ซึ่งมีความนิยมชมชอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมากอยากจะขอเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเคยช่วยงานตั้งแต่ที่เขาเต่า หุบกะพง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงขออนุญาตผ่านทางพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นองคมนตรีในขณะนั้น และได้นำ Dr. F.R. Moormann เข้าเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นการเฝ้าฯ ส่วนพระองค์จริงๆ มีรับสั่งว่า Dr. F.R. Moormann เป็นพระอาจารย์ของพระองค์ทางด้านดินรวมทั้งทรงขอคำปรึกษาในหลายๆเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับดินพรุ Dr. F.R. Moormann กราบบังคมทูลไปว่า ดินพรุเป็นบริเวณที่ไม่ควรระบายน้ำออกเพื่อใช้ในการกสิกรรมอย่างเด็ดขาด เพราะจะมีสภาพเป็นกรดแบบกรดอินทรีย์ และจะยุบตัวอย่างรุนแรง ต้นยางพาราในมาเลเซียจะโอนเอนระเกะระกะไปหมดเมื่อแห้งตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทรงต้องการแต่บริเวณชายพรุเพื่อให้ชาวบ้านปลูกข้าวกินได้ซึ่งได้กราบบังคมทูลไปว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่เป็นปัญหา หลังจากที่ Dr. F.R. Moormann กลับไปแล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าไหนๆ จะระบายแล้ว เอาแห้งลงไปอีกจะได้พื้นที่มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ การอ๊อกซิไดส์ของกำมะถันในดินทำให้กลายเป็นดินเปรี้ยวอย่างรุนแรง มีความเป็นกรดถึง 3 เป็นบริเวณกว้างเมื่อมีโอกาสไปรับเสด็จที่สนามบิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินอ้อมมาประทับยืนตรงหน้าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร และรับสั่งว่า มันเปรี้ยวไปเยอะนะ และยังรับสั่งเพิ่มเติมอีกว่า เขื่อนกั้นน้ำทำได้ทั้งสองอย่างระบายก็ได้ กักก็ได้ ไปทำตรงกันข้ามเสียหมดเมื่อต้องการ วันหนึ่งเมื่อเสด็จฯ มาที่ศูนย์พิกุลทอง มีรับสั่งกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ให้เรียกพรรพวกมา และพระองค์มีรับสั่งว่า ทำไมเราไม่แกล้งดินให้เปรี้ยวล่ะ เราจะได้รู้วิธีแก้ไขมัน แล้วพวกเราก็ตั้งจุดแกล้งดินขึ้นที่แปลงทดลองของพิกุลทอง หลังจากทำอยู่หลายครั้งหลายครา ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ โดยการสูบน้ำเข้าออกอยู่นานพอสมควร หลังจากนั้นเราก็เริ่มแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ ใช้น้ำล้าง ใช้หินปูนมาและถือว่าได้รับความสำเร็จจากการทดลอง ผู้รับผิดชอบได้แก่ ดร. พิสุทธิ์ วิจารณ์สรณ์ รวมทั้งได้รายงานกิจกรรมดังกล่าวในการประชุมดินโลก เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ในงานดังกล่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ยังได้แนะนำและช่วยให้กรมพัฒนาที่ดินจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจทางด้านดิน ชาวปฐพีทั่วโลกต่างชื่นชมในพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมาก และได้มีการเสนอให้ใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก

ในช่วง พ.ศ. 2524 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับเกียรติเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน (น.ท. ทินกร พันธุ์กระวี) โดยรับผิดชอบงานทางด้านวิทยาศาสตร์เกษตร และจัดตั้งหน่วยงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีขึ้น โดยได้มีการดูงานและการปรับใช้ความรู้ความสามารถของต่างประเทศเพื่อใช้สำหรับประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกขอยืมตัวไปปฏิบัติการเป็นรองผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในระยะนั้นก็ยังสังกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมาช่วยสอนอยู่เป็นครั้งคราว และลาออกจริงๆ เมื่อ พ.ศ. 2530 โดยไปเป็นผู้ว่าการของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จวบจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536

ในช่วงของการทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ไปช่วยงานเกี่ยวกับเรื่องดินเป็นครั้งคราว ที่ศูนย์พิกุลทอง และที่โครงการหลวง แต่ที่ไปช่วยในการก่อสร้างและจัดตั้งก็คือกิจกรรมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการสร้างศูนย์เซรามิให้กับศูนย์ศิปาชีพ ทำให้เกิดอาชีพทางด้านเครื่องปั้นดินเผาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ได้ใช้อิฐ ดินซีเมนต์ ทดแทนการตัดไม้มาสร้างโรงงาน โรงงานดังกล่าวทำขึ้นที่บ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร บ้านแม่ต่ำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง และที่หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์เซรามิกรมวิทยาศาสตร์บริการไปเป็นผู้สอนแก่ชาวบ้านทั้งสามแห่ง ในปัจจุบันทั้งสามโรงงานผลิตผลงานออกมามีคุณภาพดีและสวยงาม งานดังกล่าวทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขณะนั้นท่านเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งท่านเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เช่นกัน

งานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ปฏิบัติสนองเบื้องยุคลบาทก็คือ งานป่ารักน้ำ ซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนที่สร้างความตื่นตัวอย่างสูงในด้านการอนุรักษ์ และการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในภาคต่างๆ ของประเทศอย่างมากมาย จุดปฏิบัติการอยู่ที่อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ในส่วนของการปลูกต้นไม้ในตอนต้นเพื่อให้เกิดป่าเร็ว ทางกรมป่าไม้ใช้ไม้ยูคาลิตัสเป็นหลัก โดยมีไม้พื้นเมืองอื่นๆ แซมอยู่ซึ่งจะโตช้ากว่ามาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปรารภว่าเงียบมาก เพราะขาดเสียงนกร้อง ทางฝ่ายนิเวศวิทยาของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้เสนอให้ปลูกไม้ที่เป็นอาหารแก่นในบริเวณที่มีแหล่งน้ำของเขตป่ารักน้ำ ในปัจจุบันได้ผลดีแตกต่างไปจากเดิมมาก หลังจากได้ปลูกไม้อาหารนก เช่น ไทร ตะขบ หว้า เป็นต้น

ในช่วง พ.ศ. 2531 - 2532 ได้มีโอกาสช่วยงานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในหลายๆด้าน อาทิ ในการก่อสร้างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในระยะเริ่มต้น และช่วงของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศโดยเป็นทีมจัดการการเสด็จล่วงหน้าและตามเสด็จในวาระต่างๆ เช่น เมื่อเสด็จร่วมประชุม Pacific Science Congress ที่กรุงโซประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเสด็จประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต และเยี่ยมสถานศึกษาที่สำคัญๆ และเมื่อเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาเยี่ยมชมสถานที่วิจัยที่สำคัญๆ

เมื่อยังปฏิบัติงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ประมาณ พ.ศ. 2520 ขณะที่เป็นกรรมการวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัย มีการเสนอให้สร้างสระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร ขึ้น ซึ่งต้องใช้ความพยายามขอความช่วยเหลือจากผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยในที่สุดเราก็สร้างสระให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นผลสำเร็จ และเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติแก่มหาวิทยาลัยจึงได้ผลักดันจนได้มีการขอพระราชทานพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์มาเป็นชื่อของสระ เป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ยังเสด็จเปิดสระด้วยพระองค์เอง ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2531 ติดตามด้วยสิ่งที่เราคาดหวังไว้ก็คือ ได้มีการใช้สระจุฬาภรณวลัยลักษณ์เป็นสระแข่งขันว่ายน้ำของการแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 ในปีนั้นที่กรุงเทพฯ นำความภาคภูมิใจมาสู่มหาวิทยาลัย เมื่อได้การแข่งขันระดับนานาชาติมาแข่งขันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ที่ให้ความสนใจและช่วยเหลือโดยตลอดคือ ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ รองอธิการบดีในขณะนั้น

ความกว้างขวางของการดูแลทรัพยากรดินมิได้หยุดอยู่แต่ที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกเท่านั้น ในด้านอื่นๆ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้เสนอให้ข้อคิดและช่วยปฏิบัติอีกประมาณ 3 เรื่อง ได้แก่ การไปช่วยกรมและมหาวิทยาลัยศิปากศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโบราณคดีที่บ้านเชียง ซึ่งการช่วยจำแนกแบ่งชั้นต่างๆ ของการทับถมล้วนแต่อยู่ในส่วนของดินและต้นกำเนิดดิน แตกต่างกับพวกก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมักจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ หรือซิการตรวจแบบนี้จะต้องขุดหลุมลึก 10 - 15 เมตร กว้างยาวประมาณ 10 เมตร ทำให้ได้ศึกษาดินและวัตถุต้นกำเนิดได้อย่างดีและละเอียด ผลของการกำหนดชั้นต่างๆ ดังกล่าว ยืนยันได้อย่างถูกต้องด้วยการวิเคราะห์หาอายุ ที่สำคัญก็คือทำให้กรมศิปากรู้ว่าผู้จะช่วยเรื่องชั้นดินต่างๆในช่วงประวัติศาสตร์หรือเมื่อมีคนแล้วคือนักปฐพีวิทยา ในเรื่องที่สองนั้นเป็นเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของงานสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ที่ดินแบบต่างๆ การดูแลเรื่องการขุดตักหน้าดิน การกัดกร่อน พังทะลายของดิน การดูแลทรัพยากร ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สูง (highlands) ในเรื่องที่สามที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เข้าไปช่วยเหลือก็คือ ความสัมพันธ์กับศาสตร์ทางธรณีวิทยาโดยได้เป็นประธานในการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ทางธรณีวิทยาให้ทาง UNESCO และกรมทรัพยากรธรณี จนได้พจนานุกรมธรณีวิทยาฉบับแรกของประเทศไทย ทำให้ราชบัณฑิตสถานเริ่มทำพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ในด้านของต่างประเทศนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับการยอมรับถึงความสามารถในกิจกรรมด้านการสำรวจ จำแนกดิน และได้รับเชิญให้เป็นผู้บรรยายหรือผู้อภิปราย เสนอข้อคิดเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดทำระบบจำแนกดินแบบใหม่ของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า soil taxonomy ตลอดจนการปรึกษาหารือเพื่อให้ความสัมพันธ์ในการจำแนกในภูมิภาคต่างๆในโลก ในช่วงหลังของการทำงาน เมื่ออยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) นั้น กิจกรรมด้านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้ทำมาที่สุดให้กับประเทศไทย ได้ไปร่วมและได้เป็นประธานกรรมการบริหารในระยะหนึ่งของ Asia - Pacific Center for Technology Transfer ของ ESCAP ซึ่งอยู่ที่ Bangalore ประเทศอินเดีย (ภายหลังย้ายมาที่ New Delhi)

หลังจากเกษียณอายุแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ยังมีงานอีกมากมาย ซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (นายยิ่งพันธุ์ มนสิการ) ระหว่าง พ.ศ. 2538 - 2541 งานสำคัญในช่วงนี้คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับปัญหา Y2K ผลักดันให้รัฐมนตรีนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดมาตรการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้ช่วยผลักดันให้มีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ของบริษัทใหญ่ๆ ทางด้านไอที และธนาคารต่างๆ เพื่อให้เกิดการวิจัยด้านไอทีที่เป็นที่ต้องการของประเทศ และยังได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาของวุฒิสภา สำหรับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ดำเนินงานด้านถ่ายทอดเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม

เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีความรู้ความสามารถในเรื่องดิน การจำแนกดิน จึงได้ร่วมทำตำราปฐพีเบื้องต้นและคำสอนวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านมักได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (หลักสูตรภาครัฐร่วมเอกชน) รุ่นที่ 1 ได้เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นถึงความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดเวลา จนกระทั่งได้รับเชิญให้เป็นผู้บรรยายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี นอกจากเป็นวิทยากรแล้ว ยังเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ วารสาร เนื้อหาครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งงานของโครงการหลวง

ปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตของสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตสถาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 กลับไปช่วยงานโครงการหลวงในฐานะอาสาสมัครเช่นเดิมหลังเกษียณอายุราชการ ปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้าฝ่ายวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการบริหารของสภาวิจัยแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2545 สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ คือ ประมาภรณ์ช้างเผือกและทุติจุลจอมเกล้า

ในส่วนของครอบครัวนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร สมรสกับอาจารย์สุกานดา (อรรถจินดา) โรจนสุนทร ซึ่งสอนอยู่ที่ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบันสุขภาพไม่ค่อยดีนัก มีบุตร 2 คน คนโตชื่อ นางสุทัศนี ทับทิม สมรสแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร หลังจากจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเก่าของคุณพ่อคุณแม่ (Oregon State University) ทำงานอยู่นานที่ IBM ปัจจุบันย้ายมาอยู่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ส่วนคนที่สองชื่อ นายสิเวโรจนสุนทร จบปริญญาเอกจาก University of Texas ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท I - 2 ที่เมืองดัลลัมลรัฐเท็ซัส สมรสกับนางภูศนีย์ (นิธยายน) โรจนสุนทร มีบุตรหนึ่งคนชื่อ ยุติ โรจนสุนทร อายุ 3 ขวบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีคำกล่าวแถมท้ายว่า ...คนเราเกิดมาหากได้ออกแรงทำสิ่งที่อยากทำหรือที่กำหนดให้ทำให้ดีที่สุด ผลสำเร็จย่อมจะมีความเป็นไปได้สูง แต่เมื่อได้พยายามจนสุดความสามารถ แล้วยังไม่ได้ คงจะต้องเปลี่ยนวิธีการหาลู่ทางอื่น แม้กระทั่งหาทางให้คนอื่นทำแทน หากในที่สุดทำไม่ได้จริงๆก็ควรยอมรับสภาพ ดังนี้เป็นสัจธรรม

แหล่งข้อมูล

สันทัด โรจนสุนทร. สัมภาษณ์, 17 ธันวาคม 2544.

สันทัด โรจนสุนทร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กระทรวงเกษตร, 2501.