หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2475 ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรคนที่สองของขุนอนุสรสิทธิกรรม และนางจิตต์เยี่ยม วัชโรทยาน (วัฒนศัพท์) เนื่องจากบิดารับราชการเป็นนายอำเภอ ต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามระบบราชการ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จึงได้มาอยู่กับมารดา ซึ่งมีรกรากอยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พอจบชั้นประถมศึกษาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นบ้าเกิดของบิดา ได้ช่วยบิดาทำสวนทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากในขณะนั้นบิดาได้ลาออกจากราชการ และเริ่มมีบทบาททางการเมืองโดยได้ลงสมัครผู้แทนราษฎรและได้รับการเลือกตั้งอยู่ถึง 3-4 สมัย การที่ได้คลุกคลีอยู่กับการทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ มาแต่เด็กๆ ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เกิดความรักชีวิตในชนบทอย่างจับใจ และคิดว่าอาชีพการเกษตรนั้นเป็นอาชีพที่อิสระ มั่นคง และน่าสนใจ และการเกษตรของประเทศไทยก็ยังล้าหลัง ถ้าได้เรียนรู้แล้วนำความรู้มาใช้คงจะเกิดประโยชน์เป็นอันมาก

เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากจังหวัดชัยนาท มารดาได้พาเข้ามาเรียนต่อจนถึงระดับเตรียมอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และเมื่อจบแล้วใน พ.ศ. 2494 ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งสอบเข้าได้ทั้งสาขาแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขาเกษตร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เลือกเรียนสาขาเกษตรตามที่มีใจรักและได้ตั้งใจไว้ เมื่อเรียนไปได้ถึงชั้นปีที่ 3 ก็สามารถสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาได้ใน พ.ศ. 2497 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานมีความประสงค์จะไปเรียนต่อทางด้านสัตวบาลเพราะว่าตอนเป็นเด็กเคยช่วยบิดาเลี้ยงสุกรมาก่อนและชอบงานด้านนี้มาก และขณะเป็นนิสิตที่บางเขนก็ชอบและเลื่อมใสการทำงานของศาสตราจารย์ ม.ร.ว. ชวนิศนดากร วรวรรณ แต่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการดี ได้ขอร้องให้ไปเรียนทางด้านอื่น เพราะยังขาดอาจารย์ทางด้านอื่นอยู่มาก ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จึงขอไปเรียนทางด้านปฐพีวิทยา เพราะว่าขณะนั้นไม่มีอาจารย์ในสาขานี้เลย โดยได้ไปเรียนปริญญาตรีที่ North Carolina State College ไปต่อปริญญาโทที่Cornell University และสำเร็จปริญญาเอกที่ Oregon State University นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง ซึ่งมีลักณะที่ผิดแผกแตกต่างกัน และเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในชีวิตอย่างมีกำไรที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้เรียนจบปริญญาตรี โท และเอก ใน พ.ศ. 2499, 2501 และ 2504 จากสถานศึกษาดังกล่าวตามลำดับ และได้เข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอาจารย์โท แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2505 ซึ่งในขณะนั้น ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นผู้รักษาการหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ และมีอาจารย์เสรี ไตรรัตน์ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกวิชาฯ โดยมีศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร เป็นเลขาธิการ

เมื่อขอให้เล่าประสบการณ์ชีวิตที่มีความประทับใจในสมัยที่เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้เล่าว่าชอบความเรียบง่ายของการดำเนินชีวิตนักศึกษา และความสัมพันธ์ที่อบอุ่นใกล้ชิด ระหว่างนิสิต รุ่นพี่ รุ่นน้องและของครูบาอาจารย์ที่มีต่อนิสิตทุกคน สมัยนั้นนิสิตทุกคนจะพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย มีหอพักชาย 8 หอ หอพักหญิง 2 หอ การกินการอยู่ก็ง่ายๆ คือผูกข้าว 3 มื้อกับร้านค้า อาบน้ำในท้องร่องหน้าหอพัก ดื่มน้ำฝนที่ภารโรงรองจากหลังคาเก็บไว้ในตุ่ม พวกเรารักใคร่กลมเกลียวกัน สมาชิกของแต่ละหอพักก็มีเอกลักษณ์ของตนเอง และมีสมญานามที่พอจำได้ ก็เช่น พวกผู้ดี อยู่หอหนึ่ง พวกทะลึ่ง อยู่หอสอง พวกจองหอง อยู่หอสาม ฯลฯ มีครบทั้ง 8 หอ การเรียนหนังสือส่วนใหญ่อาจารย์จะบรรยายโดยไม่ค่อยมีเอกสารและตำราอ่านประกอบการเรียนเหมือนในสมัยนี้ จะเรียนรู้ได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการจดได้ทันหรือไม่ หรืออาจารย์มาสอนหรือขาดสอนบ่อยสักแค่ไหน เพราะบางวิชาต้องเชิญข้าราชการจากกรมกสิกรรมและที่อื่นๆ มาสอน เฉพาะมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เองขณะนั้นมีอาจารย์ประจำวิชาน้อย ไม่ค่อยมีใครอยากมาเป็นอาจารย์ประจำ เพราะดูแล้วอนาคตก้าวหน้าสู้ข้าราชการประจำกรม กอง อื่นๆ ของกระทรวงเกษตรไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งเป็นอธิการบดี จึงต้องมีโครงการพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ ไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา เป็นประจำทุกปี ติดต่อกันเป็นเวลาร่วม 10 ปี และ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดานิสิตที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ส่งไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้ทบทวนความจำให้ฟังว่า ใน พ.2497 มหาวิทยาลัยได้คัดเลือกอาจารย์หนึ่งท่าน คืออาจารย์พร เรศานนท์ และนิสิต 2 คน คัดเลือกโดยวิธีสอบชิงทุนระหว่างนิสิตชั้นปีที่ 4 และ 5 หนึ่งทุนได้แก่ คุณดานา โทรางกูและระหว่างนิสิตชั้นปีที่ 2 และ 3 หนึ่งทุน ได้แก่ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ให้เป็นผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาจบแล้วให้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย สมัยนั้นการส่งนิสิตไปเรียนต่อต่างประเทศ ท่านอธิการบดีจะเป็นธุระในการหาสถานที่ส่งไปเรียน และติดต่อประสานงาให้เสมือนหนึ่งพวกเราทุกคนเป็นลูกเป็นหลานของท่าน ก่อนเดินทางก็จะพาไปลาท่านรัฐมนตรี ยังได้รับเงินเป็นรางวัลคนละหนึ่งพันบาทด้วยอีกต่างหาก และที่สนามบินท่านก็ไปส่งพร้อมกับสวมพวงมาลัยอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และสั่งว่าให้ตั้งใจเรียนให้สำเร็จเพื่อจะได้มาช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัย รูปถ่ายที่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ รองอธิการบดีไปส่งที่สนามบินดอนเมือง เมื่อ พ.ศ. 2497 ยังเก็บรักษาไว้ ด้วยความรักและผูกพันเป็นความภาคภูมิใจและประทับใจมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยานกล่าวว่า เป็นบุญคุณที่ผมไม่อาจทดแทนให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้หมดตลอดชั่วชีวิต

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กลับมาเมืองไทยและรับราชการที่แผนกวิชาเกษตรศาสตร์นั้นเป็นเวลาพอดีที่อาจารย์สำอาง ศรีนิลทา (คุณวุฒิการศึกษาขณะนั้น) ซึ่งเป็นคนสำคัญในการสอนวิชาปฐพีวิทยาในแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานจึงต้องเป็นผู้รับช่วงงานสอนปฐพีวิทยาจากอาจารย์สำอาง และในขณะนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เริ่มได้รับความช่วยเหลือทางด้านการสอนและการวิจัยโครงการช่วยเหลือ KU/UH Contract ซึ่งเป็นความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาผ่าน University of Hawaii (UH) ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) โครงการช่วยเหลือนี้เป็นโครงการที่สองต่อจากโครงการแรกซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผ่าน Oregon State University (KU/OSU Contract) ก่อนที่จะสิ้นสุดโครงการความช่วยเหลือ KU/OSU แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ได้รับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางปฐพีวิทยาเป็นครั้งแรกชื่อ Dr.M. Dawson ท่านผู้นี้ได้ร่วมกับอาจารย์สำอาง ศรีนิลทา และต่อมาอาจารย์สมเจตน์ จันวัฒน์ ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการวิจัยดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด และขออุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปิดสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้น รวมทั้งได้ทำการสร้างห้องปฏิบัติการเพื่อสอนวิชาปฐพีวิทยา เป็นการเริ่มต้นของการเรียนการสอนทางด้านปฐพีวิทยาแยกออกมาจากสาขาพืชที่ชัดเจนขึ้น เมื่อสิ้นสุดโครงการความช่วยเหลือ KU/OSU ก็เป็นช่วงเวลาที่อาจารย์สำอาง ศรีนิลทา ได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา

นับว่าเป็นโชคดีที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กลับมารับช่วงต่อจากอาจารย์สำอาง ศรีนิลทา จึงทำการสานงานขอความช่วยเหลือจาก KU/UH Contract ต่อ ทั้งๆ ที่ตามเนื้อแท้ของโครงการ KU/UH Contract ไม่มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนและวิจัยทางปฐพีวิทยาแต่อย่างใด โดยอ้างว่า University of Hawaii ไม่มีอาจารย์ทางด้านปฐพีวิทยาที่สนใจจะมาประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานก็ได้พยายามใช้โครงการวิจัยดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด ของ KU/OSU เดิมอ้างขอความช่วยเหลือด้านการเงินและอุปกรณ์เพื่อพัฒนางานทางปฐพีวิทยาได้สำเร็จ และในปีสุดท้ายของโครงการความช่วยเหลือก็ได้รับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางปฐพีวิทยา ชื่อ Dr. Wade McCall จาก University of Hawaii มาช่วยพัฒนาสาขาปฐพีวิทยา จนในที่สุดก็ได้เป็นภาควิชาปฐพีวิทยา และด้วยความช่วยเหลือ KU/UH Contract นี้ ทำให้อาจารย์สาขาปฐพีวิทยาได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกาหลายคน

ในช่วงปลายของโครงการความช่วยเหลือของ KU/UH Contract นั้น Rockefeller Foundation ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการวิจัยโครงการข้าวโพดของประเทศไทย โดยให้มีการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์และกรมกสิกรรม(กรมวิชาการเกษตร) ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้ใช้นโยบายวิจัย ดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด ของภาควิชาฯ เข้าร่วมโครงการวิจัยข้าวโพดดังกล่าว ทำให้สามารถได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์และเครื่องมือการสอนและวิจัยทางปฐพีวิทยาจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถสนับสนุนอาจารย์ของภาควิชาหลายคนได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา

จากโครงการความช่วยเหลือเหล่านี้นับว่าได้ช่วยเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษาทางด้านปฐพีวิทยาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือของประเทศไทยก็ว่าได้ นับจากนั้นเป็นต้นมา ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยทางปฐพีวิทยา และเมื่อภาควิชาปฐพีวิทยาได้แยกออกจากแผนกเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2507 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา (คนแรก) ใน พ.ศ. 2518

ในด้านประวัติชีวิตการงานของ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์โทคณะเกษตร ในปี 2505 อาจารย์เอก ในปี 2507 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในปี 2514 เป็นรองศาสตราจารย์ในปี 2519 เป็นศาสตราจารย์ในปี 2522 และได้เป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 ก่อนเกษียณอายุ ได้ประมาณ 6 เดือนในปี 2534

ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มีผลงานทางวิชาการ ด้านการเขียนตำรา บทความทางวิชาการและการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เครื่องมือทางวิชาการ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการปฐพี เป็นจำนวนมาก ในด้านตำรา ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานเป็นบุคคลแรกที่ริเริ่มการเขียน และเรียบเรียงตำรา ปฐพีวิทยาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้น ซึ่งเป็นวิชาหลักของนิสิตที่เรียนทางด้านเกษตรเกือบทุกสาขา เป็นผู้วางแนวการพัฒนาการเขียน และเรียบเรียงตำราวิชาปฐพีวิทยา ให้กับอาจารย์ทุกท่านในภาควิชาร่วมกันเขียนในบทที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ และให้มีการปรับปรุงเป็นระยะๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งขณะนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 8 รวมระยะเวลาของตำราเล่มนี้ เมื่อปี 2510 (ครั้งที่1) ถึง ปัจจุบันนี้ (2545)มีอายุ 35 ปีแล้ว กล่าวได้ว่าเป็นตำราทางปฐพีวิทยาเบื้องต้นที่มีอายุยาวนานที่สุดของประเทศ และได้มีการนำไปใช้เพื่อการอ่านประกอบการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง สำหรับในด้านสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางปฐพีวิทยาที่นับได้ว่ามีประโยชน์ในการแก้ปัญหาของเกษตรก็คือการประดิษฐ์คิดค้นชุดตรวจสอบปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็ว เพื่อนำมาใช้ในการป้องกันและขจัดการจำหน่ายปุ๋ยเคมีปลอมให้เกษตรกรได้เอามาใช้ตรวจสอบปุ๋ยเคมีว่ามีปริมาณธาตุอาหารปุ๋ยหรือไม่ จากการประดิษฐ์คิดค้นครั้งนี้ ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน และคณะอาจารย์ในภาควิชาปฐพีวิทยาได้รับรางวัลนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาจากสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2530

เมื่อขอให้เล่าความเป็นมาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ให้ต้องพัฒนาคิดค้นเครื่องมือตรวจสอบปุ๋ยเคมีขึ้นมาโดยที่ไม่มีประเทศใดๆ ในโลกเขาคิดจะทำกัน ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้ทบทวนความจำให้ฟังว่า ความเป็นมาของเรื่องนี้ก็ เนื่องมาจากสมัยก่อน ปี 2518 กฎหมายปุ๋ยยังไม่ออกมาเป็น พ.ร.บ.ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยเคมีที่ขายอยู่ในท้องตลาดนอกจากจะมีราคาแพงแล้วยังหาซื้อยาก เพราะจะต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อใดปุ๋ยเคมีในท้องตลาดขาดแคลน ก็มักจะมีการผลิตและขายปุ๋ยปลอม ระบาดอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากต้องหลงเชื่อพ่อค้าที่ขายปุ๋ยปลอม ซึ่งในปุ๋ยนั้นไม่มีธาตุอาหารเลย หรือมีก็น้อยมาก ทำให้ต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ การดูว่าปุ๋ยเคมีอันไหนเป็นปุ๋ยปลอม อันไหนเป็นปุ๋ยจริงถ้าดูด้วยสายตา หรือพิจารณารูปร่างของเม็ดปุ๋ยจะดูไม่ออก เพราะมีการทำเลียนแบบเหมือนกันมาก ทางราชการของกระทรวงเกษตรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ให้คำแนะนำในการพิจารณาบ้างเหมือนกันแต่ก็เป็นการใช้หลักการทางกายภาพสมบัติของปุ๋ยเป็นส่วนใหญ่ เช่นให้เอาปุ๋ยที่สงสัยกำไว้ในมือแล้วจุ่มลงไปในน้ำขณะปุ๋ยมีการละลายก็จะรู้สึกเย็น ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คาดเดาได้ว่าอาจเป็นปุ๋ยปลอม ดังนี้เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ช่วยเกษตรกรอะไรได้มากนัก มีการต่อว่าต่อขานโดยสื่อมวลชนอยู่ตลอดเวลา ว่าเมื่อเกิดมีปัญหาปุ๋ยปลอมระบาดทีไร นักวิชาการไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ไม่เคยเห็นมีการศึกษาหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ให้เกษตรกรได้สักที ด้วยเหตุนี้ภาควิชาปฐพีวิทยา ซึ่งขณะนั้นผมเป็นหัวหน้าภาควิชา ฯ จึงได้เกิดความคิดว่าพวกเราอาจารย์ในภาควิชาควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ให้กับบ้านเมือง และเกษตรกรด้วย พวกเราจึงได้ช่วยกันคิดค้นหาวิธีตรวจสอบปุ๋ยเคมีอย่างรวดเร็วขึ้น

ช่วงนั้นเป็นปี 2517 ก่อนที่ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ปุ๋ย จำได้ว่าเป็นช่วงรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และขณะนั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เมื่อพวกเราอาจารย์ในภาควิชาปฐพีร่วมมือกันประดิษฐ์ชุดทดสอบปุ๋ยเคมีได้แล้ว ก็ตั้งชื่อว่า ชุดทดสอบปุ๋ย มก. 1 ซึ่งสามารถตรวจสอบปุ๋ยนา ซึ่งเป็นปุ๋ย NP เช่นสูตร 16-20-0 ได้เป็นอันดับแรก โดยสามารถตรวจสอบธาตุไนโตรเจน ในปุ๋ยนาได้ทั้งในรูปแอมโมเนีย และยูเรีย ไนโตรเจน และตรวจสอบธาตุฟอสฟอรัสได้ด้วยทั้งยังสามารถประเมินปริมาณธาตุอาหารปุ๋ยทั้งสองที่มีอยู่ในปุ๋ยได้อย่างคร่าวๆ ด้วย ต่อมาเราก็ได้มีการพัฒนาชุดตรวจสอบปุ๋ย มก.2 ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับชุด มก.1 ตรวจสอบปุ๋ย NPK ได้ทุกสูตร โดยที่อยากให้มีการรับเอาชุดทดสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 ของเราออกไปเผยแพร่อย่างรวดเร็ว พวกเราในภาควิชาฯ เช่น ศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ก็พากันไปเฝ้าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทูลให้ท่าได้ทราบผลงานของพวกเรา และท่านก็ได้มีบัญชาให้กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตรพิจารณา แต่พวกเราก็ต้องผิดหวังเพราะทางกองฯ เขาไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องอีกทั้งตัวน้ำยาสารเคมีที่ใช้ทดสอบเป็นสารเคมีที่มีธาตุโลหะหนัก เช่นปรอท จะเป็นพิษต่อเกษตรกร ก็เป็นอันว่าการที่จะขอยืมมือกระทรวงเกษตรผ่านกรม กองต่างๆ ช่วยส่งเสริมเผยแพร่ให้มีการนำเอาชุดตรวจสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 ไปให้เกษตรกรได้รู้จักและใช้ประโยชน์คงเป็นไปได้ยาก ภาควิชาฯ จึงหันมาขอความร่วมมือกับภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อาจารย์พุขำเกลี้ยง และคณะฯ) แทน และช่วยกันออกข่าว และตีพิมพ์เอกสารวิชาการเผยแพร่โดยพวกอาจารย์ของ มก. เอง จนในที่สุดก็เป็นที่ทราบและยอมรับและมีการนำไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง แม้แต่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรเองในระยะหลังก็ได้มีการจัดทำหลักสูตรอบรมเกษตรจังหวัด และเกษตรอำเภอให้รู้จักวิธีการตรวจสอบปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็ว โดยการใช้ชุด มก.1 และ มก.2 กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการนำเอาไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ปัจจุบันภาควิชาปฐพีวิทยาก็ยังพัฒนาปรับปรุงชุดทดสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 อยู่ตลอดเวลา เช่นชุด มก.3 ซึ่งรวม มก.1 และ มก.2 เข้าด้วยกันเป็นชุดเดียว ซึ่งสามารถทำให้ตรวจสอบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ในด้านกิจกรรมทางวิชาการเพื่อสังคม ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 และได้ดำรงตำแหน่งอุนายกสมาคม ร่วมกับนายกสมาคม คนที่ 1 คือ นายเผดิม ฐิตะฐาน (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร) และนายกสมาคมฯ คนที่ 2 คือ ดร. ยุกติ สาริกะภูติ (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร) และดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมฯ เป็นคนที่ 3 อยู่สองสมัย (พ.ศ. 2531-2535) ระหว่างที่เป็นนายกสมาคมฯ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสมาคมเป็นอย่างดี ไม่ว่าสมาชิกฯ เหล่านั้นจะมาจากกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน หรือกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมสัมนาทางวิชาการในเรื่องที่เป็นประโยชน์และเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่อย่างสม่ำเสมอจนเป็นที่รู้จักและให้ความสนใจแก่บุคคลทั่วไป หลายเรื่องที่สมาคมได้ผลักดันและต่อสู้ให้เกิดขึ้นเช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยขึ้นในประเทศแทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมผสมปุ๋ยแต่เพียงประการเดียว (คือเพียงการนำเข้าแม่ปุ๋ยแล้วเอามาผสมทำเป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ขาย) สมาคมดินและปุ๋ยฯ ได้เป็นปากเสียงที่สำคัญให้รัฐบาลเห็นความสำคัญแล้วก่อตั้งบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ขึ้น มีการพัฒนาก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีขึ้น โดยเน้นการผลิตปุ๋ยจากการนำเข้าวัตถุดิบพวกหินฟอสเฟตและผลิตกรดอริเพื่อนำไปผลิตปุ๋ย แอมโมเนียฟอสเฟต ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยสำหรับการผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ ซึ่งโรงงานผสมปุ๋ยต่างๆ จะต้องใช้ นอกจากนั้นโรงงานผลิตปุ๋ยนี้ยังสามารถผลิตปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้อีก ปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับเชิญให้เข้าไปเป็นกรรมการอิสระ ในคณะกรรมการอำนวยการของบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทมหาชน จำกัด โดยมีหน่วยงานของรัฐบาล รวมทั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยในช่วงที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นนายกสมาคมฯ อยู่นั้น ได้พยายามเสนอให้สมาคมฯและประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อจัดการประชุมสมาคมปฐพีวิทยาของโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า World Soil Science Congress ในปี 2545 ซึ่งมีการจัดประชุมเช่นนี้ทุกๆ 4 ปี และในที่สุดประเทศไทยก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมในครั้งนี้ (วันที่ 14-20 สิงหาคม 2545 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร)

ในช่วง พ.ศ. 2523-2535 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นนักวิชาการคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาวิจัยแห่งชาติให้เป็นผู้ประสานงาโครงการความร่วมมือ การวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักวิจัย สาขาผลิตผลการเกษตร ระหว่าง สภาวิจัยแห่งชาติ (NRCT)และJapan Society for Promotion of Science (JSPS) ในช่วงเวลาดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ในฐานะผู้ประสานงาได้พยายามผลักดันให้มี โครงการRONPAKU เป็นโครงการพัฒนานักวิชาการในโครงการวิจัยร่วมให้สามารถนำผลงานวิจัยมาเขียนเป็น Dissertation (วิทยานิพนธ์)เสนอเข้าสอบโดยกรรมการฯ ขอรับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศ ญี่ปุ่น ได้ เช่น Tokyo University, Kyuto University และ Tokyo University Agriculture เป็นต้น จากโครงการความร่วมมือ NRCT-JSPS นี้ทำให้มีนักวิจัยไทยด้านการเกษตรจากสถาบันต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถได้รับปริญญาเอกเป็นจำนวนมาก จากมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จากการที่ได้รับราชการมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่ไม่ย้ายไปรับราชการที่อื่นๆ ทั้งๆ ที่มีผู้มาชวน ท่านได้ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องของความกตัญญูรู้คุณของบูรพาจารย์ เช่น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการ ล้วนมีพระคุณอย่างมหาศาลต่อตัวท่านและต่อมหาวิทยาลัยฯ ท่านได้เสียสละสร้างและพัฒนามหาวิทยาลัยมาตลอดชีวิตท่าน เมื่อท่านจากไปก็หวังพึ่งพวกเราที่เป็นลูกศิษย์ที่ชุบเลี้ยงมาจนเติบโตกล้าแข็งขึ้นมา ก็ควรจะทำงานทดแทนให้กับท่านตามที่ท่านหวังไว้ และเมื่อถามถึงตำแหน่งหน้าที่ หรือบทบาทไหนที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานรู้สึกประทับใจ หรืออยากจะเป็นในมหาวิทยาลัยฯ เพื่อจะทำประโยชน์และชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยมากที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานกล่าวว่า ตำแหน่งที่เป็นอาจารย์ที่มีอิสระในการทุ่มเทเวลาและความคิดในด้านวิชาการ ทั้งการวิจัย และการเรียนการสอนที่ตนเองรักและมีความถนัดมากที่สุด

การมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารในระดับภาควิชาและได้พัฒนาภาควิชามาได้จนเจริญก้าวหน้าก็เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจแต่ก็ต้องขอหยุดเพียงระดับนี้ ถ้าสูงกว่านั้นเช่นเป็นคณบดี และอธิการบดีนั้น คิดอยู่ตลอดเวลาว่าไม่เหมาะสมสำหรับตนเอง เพราะรักวิชาการมากกว่า หลายคนอาจมีความคิดว่าถ้าจะทำความเจริญก้าวหน้าและนำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยแล้วจะต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นผู้บริหารระดับสูงๆ ซึ่งก็มีส่วนเป็นความจริง อาจารย์คงจะไม่มีโอกาสได้เป็นกันทุกคนที่จะทำหน้าที่นี้ แต่อาจารย์ทุกคน สามารถทำหน้าที่เป็นอาจารย์ดีที่สุดในด้านวิชาการ การสอน การวิจัย ในสาขาที่ตัวเองถนัด และทำได้ดีที่สุดได้ โดยที่ไม่ต้องต่อสู้หรือชิงชัยกันเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ดังนั้นผมจึงขอบอกว่าสิ่งที่ผมภูมิใจ และประทับใจในสิ่งที่ตัวเองทำไว้ก็คือการเป็นอาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการ และผลงานด้านการพัฒนาการเรียน การสอนทางด้านปฐพีวิทยา ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการนำไปใช้ และสืบทอดกันต่อๆ ไป ไม่ใช่แต่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศไทยอีกด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) มีอายุ 71 ปี ตลอดระยะเวลา ที่ท่านได้เกษียณอายุราชการมานานกว่า 10 ปีแล้ว ก็ยังแวะเวียนไปมาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ตลอดเวลา บางครั้งคณะเกษตรได้เชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานการตรวจสอบภายในด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่ที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ให้ความสนใจ และสละเวลาทุ่มเทการทำงานให้มากที่สุดมาตลอดระยะเวลา กว่า 20 ปี จนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ งานของ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มีตำแหน่งเป็นกรรมการและเหรัญญิก ของมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ ใน พ.ศ. 2524 และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการมูลนิธิฯ อีกด้วย มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นแหล่งรวบรวมเงินกองทุนต่างๆ ที่มีผู้บริจาคให้กับมหาวิทยาลัยให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯ เพื่อให้มูลนิธิจัดการหาผลประโยชน์ (ดอกเบี้ย) แล้วนำมาใช้จ่ายเพื่อการกุศล เช่น ทุนการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ อบรมบุตรเกษตรกร หรือนักเรียนในชนบทที่ด้อยโอกาส ให้ได้รับการฝึกอบรมในวิชาชีพการเกษตร ฯลฯ ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีกองทุนอยู่ 95 กองทุน ยอดเงินกองทุน จำนวน 32,779,599 ล้านบาท และมีการเพิ่มกองทุนอยู่เรื่อยๆ ทุกปี ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินแต่อย่างใด นอกจากได้รับความภาคภูมิใจและชื่นใจที่ตนเองแม้จะหมดคุณประโยชน์ทางอาจารย์ไปแล้วแต่ก็ยังมีคุณประโยชน์ และมีโอกาสได้รับใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด คือมหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2531)

ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน สมรสกับ คุณธันนี (นามสกุลเดิม มิตะสิริ) วัชโรทยาน มีบุตร 1 คน คือ นายรุตวัชโรทยาน

แหล่งข้อมูล

สรสิทธิ์ วัชโรทยาน. สัมภาษณ์, 3 พฤษภาคม 2544.

สรสิทธิ์ วัชโรทยาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.