หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เกิดที่ตำบล บางจาก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของ นายไต่ย่วน นางเป้า (แซ่ว่อง) ธารชลานุกิจ อาศัยหมอตำแยช่วยทำคลอดที่บ้าน เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2481 หลังจากมีอายุถึง 8 ขวบแล้ว พี่ชายจึงไปแจ้งการเกิดที่เทศบาล บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเกิดตรงกับวันปีใหม่พอดี (ปีใหม่ไทย) เจ้าหน้าที่ที่ได้รับแจ้ง จะฟังชัด หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เปิดปฏิทินดูแล้วเขียนว่าเกิดวันที่ 1 มกราคม 2480 จึงทำให้หลักฐาน วันเดือนปีเกิด ผิดไป 1 ปีเศษ

ก่อนเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ยังเด็กจนถึงเป็นหนุ่ม เปลี่ยนที่เรียนหลายแห่ง นับตั้งแต่เรียน ป. 1 ที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางจาก โรงเรียนประชาบาลวัดปากนคร เรียน ป. 2-3 ที่โรงเรียนศึกษากุมารี โรงเรียนคริสเตียน หญิง หรือเรียน ป. 4 โรงเรียนศรีธรรมราชวิทยา โรงเรียนคริสเตียน ชาย และเรียน ม. 1-8 โรงเรียนเบจมราชูทิศ (โรงเรียนประจำจังหวัด)

การเรียนตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย และเตรียมอุดมศึกษา ได้คะแนนลำดับที่เลขตัวเดียวมาตลอด และภายหลังสอบไล่ชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 หรือ ม. 8 แล้ว ผลการสอบได้เป็นอันดับ 2 ในชั้นเรียน ทำให้คิดถึงการเรียนต่อขั้นมหาวิทยาลัย เพราะมีข่าวว่าเพื่อนๆ จำนวนมากตัดสินใจไปเรียนต่อในกรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ จึงตัดสินใจตามเพื่อน และขณะเดียวกันก็ทราบว่ารุ่นพี่ไปเรียนประมงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่แล้ว ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น

ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนกวดวิชาอยู่ 1 เดือน ก็สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลสอบที่ประกาศคณะประมง ได้อันดับที่ 2 และได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาด้วย และเนื่องจากสอบไม่ตกในรายวิชาใดๆ เลย จึงได้รับทุนตลอด 5 ปี ที่เรียนตามหลักสูตร

เมื่อจบการศึกษา พ.ศ. 2506 มีหน่วยราชการ 2 แห่ง ที่ประสงค์จะรับเข้าทำงาน ท้ายสุดก็เลือกเข้าทำงานที่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็รับเข้าทำงาน และเห็นว่ามีหน่วยก้านพอจะรับภาระที่มีอยู่สมัยนั้นได้ คือการเลี้ยงปลาในบริเวณมหาวิทยาลัย ซึ่งอดีตอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นผู้ริเริ่มและดูแลมาแต่เดิม หลังจากท่านเกษียณอายุราชการ อาจารย์ที่ทำหน้าที่สืบทอดคือ อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ และศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ซึ่งสองท่านสุดท้ายให้ความไว้วางใจศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจเป็นคนดูแลการเลี้ยงปลาทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ปลาที่เลี้ยงในสมัยนั้นคือ ปลาจีน ทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาเฉา ปลาเล่ปลาซ่ง และปลาไน เป็นปลาราคาค่อนข้างแพง การเลี้ยงใช้วิธีใส่ปุ๋ย ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วงนั้น เลี้ยงไก่มาก ปุ๋ยมูลไก่ขอได้ตลอด นำมาใส่บ่อเป็นระยะๆ ช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติปลาได้กิน เติบโตดี ช่วงต่อมามีงานวิจัย และงานสอนเพิ่มขึ้น แต่งานเลี้ยงปลายังเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สมัยที่ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เรียนนั้นยังไม่ค่อยเจริญ ถนนหนทางเป็นดินเหนียว และมีต้นไม้มาก อาคารต่างๆ ไม่สวยและหนาแน่นเหมือนปัจจุบัน เมื่อมหาวิทยาลัยพัฒนามากขึ้น เนื้อที่ที่ใช้เลี้ยงปลาค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จึงมีความคิดที่จะทดลองเพาะพันธุ์ปลาจีนทั้ง 3 ชนิดแรกให้ได้เอง เพื่อจะได้งดสั่งและนำเข้าพันธุ์ปลาจีนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรซื้อพันธุ์ปลาในราคาที่ถูกลงไปเลี้ยงต่อไป การศึกษาวิจัยกระทำค่อนข้างเข้มข้น ใช้เวลา 3-4 ปี ก็พบกับความสำเร็จถึงขั้นกระทำเป็นการค้าได้ ความรู้ดังกล่าวได้เผยแพร่ไปสู่เกษตรกรอย่างกว้างขวางรวดเร็ว สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยเห็นว่าได้ทำคุณประโยชน์ควรได้รับผลตอบแทน จึงมอบประกาศนียบัตรให้เป็นรางวัล การเพาะขยายพันธุ์ปลาจีนได้เป็นรายแรกในประเทศไทย หลังจากนั้นได้เพาะขยายพันธุ์ปลาเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ทำการวิจัยเรื่องกบ และตะพาบน้ำ ได้พบกับความสำเร็จ เผยแพร่ความรู้ไปสู่เกษตรกรเช่นกัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นนับร้อยล้านบาทต่อปี

การทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรีตกลมระบบน้ำหมุนเวียน ได้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางแหล่งได้ เพิ่มผลผลิตปลาดุกจากการเลี้ยงวิธีที่นิยมทั่วไปเมื่อใช้พื้นที่เท่ากันได้ไม่น้อยกว่า 600 เท่า เป็นที่สนใจของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างยิ่ง

ในด้านอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน ได้มีโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเบเยี่ยม 2 ระยะ รวม 8 ปี ทำการวิจัยเรื่องการเพาะเลี้ยง และคุณภาพของอาร์ทีเมียร์ หรือไรสีน้ำตาล ที่ใช้เป็นอาหารโดยตรงสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน และใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการอนุบาลลูกปลากะพงขาว ปลาปะการัง กุ้งกุลาดำ และกุ้งก้ามกราม ผลจากการวิจัย ทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำขยายตัว ทำผลผลิตส่งขายต่างประเทศ ทำเงินตราเข้านับพันล้านบาทต่อปี

ระหว่างรับราชการ ได้เขียนตำรารวม 4 เล่ม และเอกสารที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง หลายสถาบันทั้งในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง นำไปเป็นตำราการเรียนการสอน บทความบางเรื่อง เช่น Tiger Prawn Culture in Thailand and Its Impacts ทาง Mekong Committee นำไปให้ประเทศเพื่อนบ้านใช้เป็นบทเรียนในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจนถึงปัจจุบันนี้

ตลอดอายุราชการ 35 ปี ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ ทำหน้าที่หลายอย่าง นับตั้งแต่บรรจุเข้ารับราชการในปีแรก นอกเหนือจากการสอน การวิจัย บริการทางวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมบ้างโดยอ้อม มีตำแหน่งหน้าที่ ดังนี้ คือ อาจารย์ตรี พ.ศ. 2506-2507 อาจารย์โท พ.ศ. 2507-2515 อาจารย์เอก พ.ศ. 2515-2519 เลขานุการคณะประมง พ.ศ. 2516-2518 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พ.ศ. 2519-2522 หัวหน้าภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พ.ศ. 2518-2523 รองศาสตราจารย์ พ.ศ. 2522-2529 รองคณบดีคณะประมง พ.ศ. 2523-2526 คณบดีคณะประมง พ.ศ. 2526-2534 ศาสตราจารย์ ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง พ.ศ. 2532-2541

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ คือ ประมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2529) เหรียญจักรพรรดิมาลา (พ.ศ. 2531)

ประมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2532) มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2535) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2540)

ด้านครอบครัว ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ สมรสกับคุณจินตนา (อิ่มโอชา) ธารชลานุกิจ เกษตรรุ่น 18 มีธิดา 1 คน เรียนจบปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

ขณะใกล้จะเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ ล้มป่วยอาการหนัก ภรรยาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังข้อมูลและสารสนเทศสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ลาออกจากราชการเพื่อดูแล อาการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ

ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เกษียณอายุราชการพอดี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ภายหลังเกษียณแล้วศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจก็ยังไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวัน ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยมหาวิทยาลัยฯ จนกว่าจะหมดกำลังกาย ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะถือว่าได้รับเงินบำนาญทุกเดือนก็เสมือนเงินเดือนเช่นกัน จึงต้องทำงาน แต่เป็นการช่วยงานด้วยความสมัครใจ เพื่อให้ข้อคิดเห็นตามประสบการณ์ มิได้ก้าวก่ายการบริหาร ทั้งที่ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์น้ำและที่สำหรับวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยังรับเป็นที่ปรึกษาทำวิทยานิพนธ์ให้เกือบเต็มอัตราอาจารย์ปกติ

แหล่งข้อมูล

วิทย์ ธารชลานุกิจ. สัมภาษณ์, 21 ธันวาคม 2544.

วิทย์ ธารชลานุกิจ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2506.