หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2470 เป็นบุตรของ ร.ท. ถวิล เสถียรสวัสดิ์ ร.น. และนางประนิง เสถียรสวัสดิ์ จบการศึกษาระดับมัธยม 6 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จบมัธยม 8 ที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ จบกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 จบ M.S. (Horticulture) จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2500 จบ Ph.D. (Plant Breeding) จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2509

ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ สนใจเล่าเรียนในด้านกสิกรรมและสัตวบาล เพราะมีพื้นฐานเป็นชาวสวน ได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับการเกษตรมาตั้งแต่เยาว์วัย ประกอบกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายช่วยเหลือการศึกษาเล่าเรียน แก่นักศึกษา โดยเฉพาะหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีในสมัยนั้น พยายามหารายได้จากผลิตผลในโครงการวิจัยต่างๆ เช่น การทำสวนผัก การเลี้ยงไก่เป็นอาชีพ การเลี้ยงปลาจีน เป็นต้น เพื่อเอามาส่งเสริมการเล่าเรียนแก่นิสิต ในขณะที่เรียนและทำงานไปด้วยนั้น อาจารย์ที่กรุณาอบรมให้ความรู้เป็นอย่างมากในขณะนั้น ได้แก่ อาจารย์ประวัติ สายทองสุข อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ อาจารย์โกสินทร์ สายแสงจันทร์ ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ

เมื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขากสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2497 ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ เป็นผู้หนึ่งในกลุ่มอาจารย์รุ่นบุกเบิกภาควิชาพืชสวน ซึ่งมีอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้ริเริ่มและเป็นหัวหน้าภาควิชาพืชสวนคนแรก เมื่อ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ กลับจากต่างประเทศใหม่ๆ ประมาณ พ.ศ. 2501 ประเทศไทยเกิดวิกฤตการทางการเมืองระหว่างประเทศ มีการตัดความสัมพันธ์ทางการฑูกับประเทศจีน ทำให้ไม่สามารถจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากประเทศจีนได้ (จีนเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชหลัก) ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ จึงได้เสนอโครงการวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ศาสตราจารย์ ดร. เชื้อ ว่องส่งสาร หัวหน้ากองวัคซีนและซีรั่ม กรมปศุสัตว์ ให้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของกองวัคซีนและซีรั่ม ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่องานวิจัยดังกล่าว ได้ทำโครงการ Vegetable Seed Production ด้วยทุนจาก USOM ต่ออีก 2 ปี และในขณะเดียวกันได้ขยายพื้นที่ทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ผล ซึ่งในระยะนั้น ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคณบดีคณะเกษตร คุณหลวงอิงคศรีกสิการ เป็นอธิการบดี ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนรวบรวมไม้ผลเป็นรูเป็นร่าง จากนั้นได้ผลักดันให้ฝ่ายพืชไร่นามาทำการทดลองเกี่ยวกับข้าวโพด ข้างฟ่าง ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต ระยะแรกใช้เงินอุดหนุนงานวิจัยจาก USOM ต่อมาทุน Rockefeller Foundation มีนโยบายมุ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง ในระยะต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ไร่ธนฟาร์ม ที่ตำบลกลาง อำเภอปากช่อง จัดตั้งเป็นศูนย์วิจัยข้าวโพด ข้าวฟ่างแห่งชาติมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงที่ ม.ล. ชูชาติ กำภู ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประมาณ พ.ศ. 2508 ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เห็นว่าเฉพาะที่บางเขนแห่งเดียวคงจะไม่เพียงพอที่จะรองรับความเจริญของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ในอนาคตได้ จึงได้พิจารณาขยับขยายไปที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกแห่งหนึ่ง โครงการขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสู่กำแพงแสนได้หยุดชะงักลง เนื่องจาก ม.ล. ชูชาติ กำภู ได้ขอลาออก

ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้รับคำสั่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยที่คุณหลวงอิงคศรีกสิการกลับมาเป็นอธิการบดีอีกครั้ง ให้ดำเนินการพัฒนากำแพงแสนต่อ ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2512 งานในระยะแรกๆ คือการแก้ไขปัญหาที่ดิน (พ.ศ. 2512-2532) ควบคู่ไปพร้อมกับงานพัฒนา ทำให้การครอบครองปรปักษ์ที่ดินสาธารณะ ทางเลียบป่าช้า และที่ดินตกสำรวจ รวมประมาณ 150 ไร่ ใช้เวลาประมาณ 12 ปี ในการพัฒนาอาคารสถานที่ ตามโครงการเงินกู้ธนาคารโลก การช่วยเหลือแบบให้เปล่า จากรัฐบาลญี่ปุ่น และทุน Rockefeller Foundation ช่วยเหลือในด้านสถานีทดลอง การพัฒนาตามโครงการเงินกู้ธนาคารโลกเป็นการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ มิใช่เฉพาะพัฒนาอาคารสถานที่เท่านั้น แต่รวมถึงพัฒนาบุคคล วัสดุ ครุภัณฑ์ ฯลฯ นับเป็นโครงการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนเป็นเป้าหมายหลักเพื่อรองรับการศึกษาของ 4 คณะ คือ คณะเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ (เกษตรและชลประทาน) คณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ (เกษตร) รวมทั้งสาขาวิชาพื้นฐาน-วิทยาศาสตร์และห้องสมุด

การพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่กำแพงแสน เพื่องานวิจัยและเปิดสอนนิสิต ได้สำเร็จเป็นรูปร่าพร้อมปฏิบัติงานได้ในช่วง พ.ศ. 2522 ระหว่าง พ.ศ. 2522-2523 เป็นระยะเตรียมการเคลื่อนย้ายนิสิตจากบางเขนไปเปิดการเรียนการสอนที่กำแพงแสน โดยเฉพาะนิสิตคณะเกษตรเป็นการนำร่อง และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน จนเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

ในช่วงเวลาที่ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน แม้ว่างานบริหารทั่วไปจะเป็นงานหลัก มีความรับผิดชอบสูง ก็ยังมีเวลาแบ่งไปทำงานวิจัย ตามที่ทุ่มเทมาตลอดชีวิตการทำงาน เช่น โครงการเชื้อเพลิงเขียว ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเกิดวิกฤตด้านพลังงาน เริ่มจากโครงการ พืชเพื่อการพลังงาน โดยขอทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ต่อมาขอทุนจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เพื่อวิจัยโครงการต่างๆ ได้แก่ เชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงเขียว ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีการอัดแท่งชีวมวล โดยใช้ความร้อน และเชื้อเพลิงเหลว โดยเน้นที่น้ำมันทดแทนน้ำมันดีเซลหรือไบโอดีเซล นอกจากนั้นสำนักงานพลังงานแห่งชาติยังให้ทุนวิจัยเหมืองถ่านหินเพื่อการอุตสาหกรรม เน้นที่การนำถ่านหินอัดเป็นแท่ง การทำถ่าน Char จาก Low temperature carbonization และการทำก๊าซเชื้อเพลิง

เชื้อเพลิงเขียว เป็นเชื้อเพลิงที่พัฒนามาจากพืช เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนฟืนและถ่าน เพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ในขั้นแรกได้ทดลองนำเอาวัชพืช เศษพืชสดๆ มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ในกระบอกเหล็กอัดให้ชิ้นส่วนพืชจับกันแน่น แล้วกระทุ้งออกมาเป็นแท่งสีเขียว แล้วนำไปตากแห้ง ทดลองใช้ติดไฟง่าย แต่ควันมาก ก็ได้พัฒนาปรับปรุงต่อไปจนใช้งานได้ กองทัพบกให้ความสนใจ ได้ติดต่อขอความรู้และวิธีการทำเพื่อไปส่งเสริมและแจกจ่ายเครื่องอัดแท่งที่กองทัพบกได้ปรับปรุงแก่ชาวชนบทในโครงการอิสานเขียว

ในระยะหลังๆ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้พัฒนาเทคนิคการอัดแท่งให้สามารถนำไปใช้เป็นแท่งปุ๋ย แท่งอาหารสัตว์ แท่งเพาะเมล็ดพืช มีภาครัฐและเอกชนบางแห่งนำไปทำแท่งเพาะเมล็ด แท่งปลูก ออกจำหน่าย รวมทั้งได้ขอสิทธิบัตรเป็นของตนเองด้วย เชื้อเพลิงได้รับความนิยมจากต่างประเทศไม่น้อย มีประมาณ 20 ประเทศ ได้ติดต่อขอเทคโนโลยีมา เช่น ประเทศอังกฤษ แคนาดา และศรีลังกา เป็นต้น

นอกจากงานบริหาร งานวิจัยต่างๆ มากมายแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้จับงานปลูกพืชวิธีไฮโดรโพนิคส์เพิ่มเติมหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว เรื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโพนิคส์ (Hydroponics) ได้รับทุนด้านพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นโครงการที่ 3 งานวิจัยสำเร็จตามเป้าหมาย

ปัจจุบันกำลังเขียนเรื่องการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโพนิกส์ เขียนตำราและโครงการสารานุกรมไทย ในพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความรู้สึกของ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือเมื่อเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ทั้งวิทยาเขตและสถาบันสมทบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คงก้าวหน้าดีขึ้น ควรเพิ่มสาขาวิชาใหม่ๆ ให้ทันกับการเจริญเติบโตของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อยกวิยะฐานะของแต่ละวิทยาเขตและสถาบันสมทบ เราจะต้องพัฒนาทั้งอาคารสถานที่ และวิชาการให้เข้าสู่ระดับนานาชาติ (International) ให้มากขึ้น วิทยาเขตที่มีนิสิตตั้งแต่ 3,000 คน ขึ้นไปควรยกฐานะให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัยอิสระ

ปรัชญาในการงานของ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์คือ ต้องศึกษาปัญหาในทางลึกว่า มันคืออะไร มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ถ้ามันเกิดขึ้นจะแก้ปัญหาอย่างไร การแก้ปัญหาไม่ง่าย แต่ก็ต้องอดทน และแก้ให้ได้ โดยพิจารณาล่วงหน้าไปถึงอนาคตด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตาแก้ปัญหาซ้ำซาก

จากการที่ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ มุ่งมั่นสร้างความเจริญให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร และบุกเบิกพัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสน จนเป็นปึกแผ่นมาจนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ขอพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การเกษตรให้ ใน พ.ศ. 2537 หลังจากศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2530 แล้ว ก็ยังปฏิบัติงานให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกครั้งที่โอกาสจะอำนวย

ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ

ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาภา (นามสกุลเดิม ชัยเนตร) เสถียรสวัสดิ์ มีธิดา 1 คน คือ นางสาวภาวนา เสถียรสวัสดิ์

แหล่งข้อมูล

วัฒนา เสถียรสวัสดิ์. สัมภาษณ์, 8 มกราคม 2544.

วัฒนา เสถียรสวัสดิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2497.