หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นคนจังหวัดธนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2463 อำเภอบางกอกน้อย ใน ครอบครัวของข้าราชการทหารที่ต้องมีการโยกย้ายไปทำงานในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดเวลา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับการศึกษาในชั้นประถมที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ติดตามบิดามารับราชการในช่วงนั้น หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ และจบมัธยมศึกษาตอนต้นที่จังหวัดอยุธยา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้เข้ามาศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในสายวิทยาศาสตร์ เพื่อนร่วมรุ่นที่มีชื่อเสียงคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จำลอง หะริสุต อดีตคณบดี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งยังคงคบหาเป็นกัลยาณมิตร จนกระทั่งปัจจุบัน หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนจบหลักสูตรชั้นปีที่ 2 ด้วยผลการเรียนที่ดี พร้อมที่จะข้ามฟากไปเรียนวิชาแพทยศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ตามที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้มุ่งหวังไว้ แต่เนื่องจากมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมานต้องพักการเรียนแพทย์ที่ค่อนข้างหนัก เปลี่ยนเส้นทางมาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ และจบอนุปริญญาครูมัธยม สาขาวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2484 ในช่วงนี้สุขภาพของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ดีขึ้น ความตั้งใจที่จะเรียนแพทย์ก็ยังมีอยู่ โชคดีของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ที่ได้พบกับนายสัตวแพทย์ ละออ คุ้มไพโรจน์ ซึ่งจบสัตวแพทยศาสตร์ จากประเทศอังกฤษ และทำงานร่วมกับบิดาของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน และยังสอนนักเรียนสัตวแพทย์ที่โรงเรียนสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์อีกด้วย อาจารย์ละออ คุ้มไพโรจน์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไพโรจน์) ได้แนะนำให้ไปเรียนทางสัตวแพทย์ เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นผู้มีพื้นฐานการศึกษาดี เคยเรียนเตรียมแพทย์มาก่อน น่าจะทำประโยชน์ให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเพียงคณะเดียวในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้สอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องผ่านการสอบข้อเขียนและจบการศึกษาใน พ.ศ. 2487 ด้วยคะแนนสูงสุด ได้รับรางวัลเหรียญทองตลอดหลักสูตร ได้รับปริญญาสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (เนื่องจากมีการย้ายคณะสัตวแพทยศาสตร์ ไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ใน พ.ศ. 2484)

หลังจากจบการศึกษา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้เข้ารับราชการในกรมปศุสัตว์ ที่กองสัตวรักษ์ ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กองค้นคว้าทดลอง (กองวัคซีนในปัจจุบัน) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรงในขณะนั้น คือ โรครินเดเปสต์ (Rinderpest) หรือ โรคลงแดงและโรคบาร์โบ(โรคคอบหรือ เฮโมราจิเซติซีเมีย) ในโคกระบือ โดย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นคนแรกที่ได้ทดลองทำวัคซีนจากไข่สำหรับป้องกันโรคบาร์โบในกระบือ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน อยู่ช่วยผลิตวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวจนกระทั่งโรคสงบและสามารถกำจัดโรครินเดอรเปสต์ให้หมดไปจากประเทศไทยได้

ต่อมา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ที่กองวิชาการ และได้รับทุนจาก MSA (Mutual Secretary Agency) ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาทางด้านโรคสัตว์และปรสิต เป็นเวลา 1 ปี ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ได้แก่ University of Illinois, Texas A & M University และ University of Florida ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังได้แวะเยี่ยมชมศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่ CDC (Communicable Disease Center เมือง Atlanta ในรัฐจอร์เจีย ศูนย์โรคสัตว์ของ Agricultural Research Service (ARS) ที่ Beltsville รัฐมารีแลนด์ ซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับมีประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการสัตวแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก มีการปรับปรุงพัฒนากองวิชาการ โดยจัดแบ่งสายงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น พยาธิวิทยา ปรสิตวิทยา ชีวเคมี จุชีวะ ไวรัส และอิมูนวิทยา ตามแบบสากล และเริ่มงานศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านปรสิตนับเป็นการบุกเบิกงานทางด้านนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เริ่มจับงานทางด้านปรสิตหลังกลับจากการดูงานที่สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มตรวจหาพยาธิตัวอ่อน microfilaria ในเลือดช้าง และศึกษาความร้ายแรงของพยาธิไส้เดือนในไก่ สำรวจโรคแท้งลูเซโลซีโดยใช้ antigen ที่นำกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่ามีโรคนี้ในประเทศไทย มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโรค จนสามารถควบคุมโรคนี้ได้ในเวลาต่อมา ตลอดจนศึกษาวิจัยปรสิตที่สำคัญ ๆ ในสัตว์เลี้ยง เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในกระแสโลหิต พยาธิในเม็ดเลือดแดง พยาธิเม็ดสาคูของโคกระบือ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิเม็ดสาคู พยาธิตัวจี๊ด พยาธิ Toxoplasma gondii พยาธิริคิเนล่า ไปราลีในสุกร นับเป็นการจุดประกายงานค้นคว้าวิจัยทางสาขาปรสิตอย่างจริงจัง

ผลงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและชื่อเสียงให้กับ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน คือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคริคิโนซีในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความสนใจเกี่ยวกับโรคนี้มาตั้งแต่ต้น โดยทำการสำรวจกล้ามเนื้อกระบังลมสุกรทั่วประเทศ ปรากฏว่าไม่พบโรค จนกระทั่งมีการระบาดของโรคนี้ที่ อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ใน พ.ศ. 2505 ทำให้มีคนป่วยและเสียชีวิตหลายราย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงเริ่มกลับมาศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง โดยสำรวจหาแหล่งโรคในจังหวัดต่างๆในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ และน่าน โดยขึ้นไปสำรวจสุกรของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้เย้า ลีซอ ฯลฯ ทำให้พบว่าสุกรของชาวเขาเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคนี้ การเดินทางขึ้นไปสำรวจสุกรในครั้งนั้นต้องใช้ความอดทนเสียสละอย่างมากเพราะภูมิประเทศต้องใช้การเดินเท้าโดยตลอด บางครั้งต้องขี่ม้าเช่าจากชาวเขา ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะจบงานแต่ละวัน บางครั้งถึง 4-5 ทุ่ม

ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวางแผนการศึกษาวิจัยและหามาตรการในการป้องกันโรคนี้ต่อมา โดยเสนอรัฐบาลให้จัดตั้งหน่วย ริคิโนซีในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อตรวจเนื้อสุกรก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้แก่ประชาชน ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคนี้อย่างได้ผล นอกจากนี้ผลงานการค้นคว้าวิจัยโรคนี้ทำให้ได้ข้อมูลทางวิชาการมากมาย เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ

ใน พ.ศ. 2511 ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตามคำชวนของศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีและคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เนื่องจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขอโอนทรัพย์สินบุคลากรและงบประมาณของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปสังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องจัดหาบุคลากรทรัพย์สินและงบประมาณเพื่อดำเนินการเรียนการสอนต่อไป ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีใน พ.ศ. 2519 ต่อจากศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการดูงานที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกามาพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารงานของคณะจนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ

ในช่วงที่ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดี เป็นช่วงที่สำคัญของคณะฯ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เห็นว่าคณะสัตวแพทย์ ที่เกษตรกลางบางเขนนั้น เหมาะสำหรับที่จะให้บริการทางวิชาการแก่สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวเท่านั้น เพราะตั้งอยู่ในเมือง นับวันจะเจริญมากยิ่งขึ้น สัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ คงจะหมดไปทำให้นิสิตขาดประสบการณ์ทางด้านนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงคิดว่าคณะควรจะขยายงานออกไปสู่ชนบทเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้มากที่สุด ประกอบกับในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจัดหาเงินกู้จากธนาคารโลกมาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการขยายสถานศึกษาไปตั้งเป็นวิทยาเขตที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อาจารย์จึงได้โอกาสขยายงานไปที่วิทยาเขตแห่งใหม่ด้วย เพราะที่อำเภอกำแพงแสน และท้องที่โดยรอบมีสัตว์เลี้ยงประเภท สุกร และสัตว์ปีกอยู่มากพอสมควร น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน นอกจากจะขยายงานไปที่วิทยาเขตกำแพงแสนแล้ว ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังดำริว่าคณะน่าจะมีแหล่งสำหรับการเรียนการสอนและให้บริการทางวิชาการเกี่ยวกับโคนม ขณะนั้นในเขตตำบลหนองโพ จังหวัดราชบุรี มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมกันเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จึงเป็นแหล่งที่มีโคนมมากที่สุดในประเทศไทย แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะให้บริการเกี่ยวกับสัตว์ป่วย มีแต่หน่วยผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ที่ให้บริการอยู่ ทางคณะฯ จึงได้ติดต่อขอความร่วมมือจากสหกรณ์โคนมหนองโพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ช่วยจัดสถานที่ให้ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี โดยสหกรณ์ฯ ได้จัดซื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อให้จัดสร้างโรงพยาบาลสัตว์ สำนักงบประมาณก็เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับ จึงสนับสนุนงบประมาณจนการก่อสร้างได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถให้บริการตรวจรักษาสัตว์ป่วยของเกษตรกร และเป็นที่ฝึกงานของนิสิตได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแหล่งให้บริการทางวิชาการและฝึกงานของนิสิตแล้ว โรงพยาบาลสัตว์หนองโพยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโคนมในประเทศไทยและเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับโคนมให้แก่เกษตรกร และบุคลากรของกรมปศุสัตว์โดยความร่วมมือของกรมปศุสัตว์

ในช่วงที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีนั้น งานสัตวแพทยสาธารณสุขยังไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก และยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการอย่างเป็นรูธรรม ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านมองเห็นว่างานนี้จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต จึงได้จัดตั้งภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข เป็นแห่งแรกและได้สนับสนุนให้กรม ปศุสัตว์จัดตั้งกองสัตวแพทยสาธารณสุข เพื่อเริ่มงานเกี่ยวกับโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนตลอดจนปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์สัตว์ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันได้เป็นปัญหาระดับชาติ มีผลกระทบต่อการส่งออกเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ ตลอดจนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำ ทำให้รัฐบาลต้องรีบแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน สามารถมองปัญหาต่างๆ ได้ตั้งแต่ต้น จึงได้วางรากฐานล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี คณะจึงมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนการสอนการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งมีหน่วยงานรองรับถึง 3 แห่ง ทำให้คณะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมในทุกด้านอย่างสมบูรณ์

ผลงานทั้งหมดที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ทำไว้ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการศึกษาทางสัตวแพทย์ สังคม และประเทศชาติ ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้เรียนและทำงานในสาขาวิชาที่อาจารย์มุ่งหวังไว้ตั้งแต่ต้น แต่อาจารย์ก็สามารถสร้างงานได้ผลเป็นอย่างดี โดยอาจารย์ได้ยึดหลักที่ว่า เราอาจจะไม่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราจะต้องรักงานที่เราทำ เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยกย่อง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใน พ.ศ. 2523 นอกจากนั้นท่านยังได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2525 และสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2527 อีกด้วย

ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความประทับใจใน 3 บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการเป็นอย่างยิ่ง ในข้อที่ว่า ทั้ง 3 ท่านต่างมีความรักใคร่นับถือกันเปรียบเสมือนพี่น้องไม่มีการแบ่งแยกหรือขัดแย้ง ทุกท่านเสียสละอย่างมากเพื่อความเจริญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นในช่วงที่ ศาสตราจารย์ ดร. รำพึง ดิสสะมาน มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้พยายามสร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

หลังจาก ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒในการ ประเมินผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และของทบวงมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่จนถึงปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

รำพึง ดิสสะมาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2488.