หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2477 ที่หนองจะบก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของ พ.ต. หลวงไพรีพ่ายฤทธิ์ (สื่อสาร) และนางไพรีพ่ายฤทธิ์ (บุญหนุน) เรียนชั้นประถม และมัธยม ที่บ้านเกิด คือชั้นประถม (ป. 1-ป. 4) โรงเรียนเทศบาลวัดสมอราย ชั้นมัธยมต้น (ม. 1-ม. 3) โรงเรียนศิริวิทยากร ชั้นมัธยมปลาย (ม. 4-ม. 6) โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จบประโยคอาชีวศึกษา แผนกเกษตรกรรม ที่แม่โจ้ เชียงใหม่ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้) จบกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต (กส.บ.) สาขาสัตวบาล จบมหาบัณฑิต (กส.ม.) สาขาพฤกษศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาด้วยตนเอง ได้ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม) อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2505 ที่วัดอีสาน นครราชสีมา เป็นสัทธิวิหาริก ของพระอนุศาสน์โกศล ได้ฉายา ชุติโร เป็นอันเตวาสิของท่านอาจารย์ปัญญานันทภิกขุ โดยมาศึกษาธรรมกับท่าน 2 เดือน วัดชลประทานรังฤษฎ์ จังหวัดนนทบุรี

ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความมุ่งมั่นมาตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยม บัณฑิตหนุ่มจากรั้วสีเขียวคนนี้เชื่อว่า ถ้าคนมีปริญญากระจุกกันอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร ประเทศไทยก็คือกรุงเทพมหานคร เท่านั้น ส่วนต่างจังหวัดอยู่นอกสายตา ได้รับการเหลียวแลเพียงผิวเผิน

เก็บเสื้อครุยใส่กระเป๋า กลับโคราชบ้านเกิด เลือกอาชีพครู เพราะเป็นข้าราชการที่ไม่ต้องโยกย้ายไปไหน ทำงานไปได้ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ในที่เดิม ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในสมัยนั้น

ชีวิตส่วนตัวลิขิตเองได้ แต่ชีวิตการงาน มีฟ้า มีดิน ฉะนั้นสิบปีต่อมาจึงระเห็จจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา (ปัจจุบันคือสถาบันราชภัฏนครราชสีมา) ไปอยู่วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม)

เมื่อมีการโยกย้ายครั้งที่ 1 ได้ ก็ย่อมมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ได้ อย่ากระนั้นเลยกลับสู่อ้อมอกแม่ดีกว่า จึงเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนเกษียณอายุราชการ

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เป็นนิสิตเกษตร รุ่นที่ 14 ศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2497-2502 ระดับปริญญาโท 2 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2507-2509 และทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 26 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2512-2538 สรุปแล้วครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีทั้งสุข และทุกข์ มีดีใจ เสียใจ คละเคล้ากันไป อันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต

ความประทับใจในขณะที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับแรกคือ ประทับใจในตัวของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งรู้จักชื่อ ได้ยินเสียงมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่จังหวัดนครราชสีมา ในสมัยนั้นไม่มีโทรทัศน์ สื่อที่ถึงชาวบ้านคือ วิทยุกระจายเสียง

หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จะแนะนำให้รู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทางวิทยุ ท่านพูดจนคนฟังเกิดภาพพจน์ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้ มีบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ น่าอยู่ น่าเรียนอย่างไร นิสิตเรียนวิชาอะไรกันบ้าง ในแต่ละวัน นิสิตเขาทำอะไรกัน กินอะไร เล่นอะไร นอนที่ไหน หอพักเป็นอย่างไร เมื่อฟังแล้วก็เกิดความอยาก คืออยากเข้ามาเรียน

ปลาบปลื้ม ปิติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ เมื่อเข้ามาแล้ว และมาเห็นตัวจริงของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจก็ยิ่งประทับใจ ท่านเป็นคนทำงาน เพื่องานจริงๆ ท่านทำงานโดยไม่มี เวลาราชการ หมายความว่า ไม่มีเวลาเข้างาน เวลาเลิกงาน เพราะท่านทำราชการตลอดเวลา บ้านพักของท่านอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นิสิตก็อยู่หอพักในมหาวิทยาลัย นิสิตจึงซึมซับพฤติกรรมการทำราชการของท่านได้อิ่มเต็มสมบูรณ์ จนสามารถกล่าวได้ว่า ลูกศิษย์ของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจจะทำงานตามเนื้องาน ทำให้เสร็จ ทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่ทำตาเวลาราชการ ทำไปดูนาฬิกาไป

เมื่อศิษย์ย้อนมาดูตัวเองก็พบว่า แม้จะพยายามเอาอย่างการทำงานของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ แต่ก็ทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของท่าน ดังนั้น จึงพึ่งพาท่านอยู่ตลอดมา แม้ทุกวันนี้ก็ยังพึ่งอยู่ ที่พึ่งท่านนั้นส่วนมากก็เป็นเรื่องภายในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าใครทำอะไรดีๆ ให้กับมหาวิทยาลัย หรือใครทำอะไรร้ายๆ ให้มหาวิทยาลัยถดถอย ก็จะนำธูป 3 ดอกไปจุดหน้าอนุสาวรีย์ของท่าน แล้วเรียนให้ท่านทราบแบบศิษย์ไปรายงานหน้าชั้นบ้าง หรือแบบศิษย์ฟ้องครูบ้าง แล้วแต่กรณีไป

อาจารย์ท่านที่สองที่ประทับใจคือ อาจารย์หลวงสมานวนกิจ ราชทินนามของท่านบ่งบอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับวนศาสตร์ เกี่ยวกับป่าไม้ ก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านเป็นอธิบดีกรมป่าไม้มาก่อน ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า สมัยท่านเป็นอธิบดีได้ถูกขอร้องให้ลงนามอนุมัติสัมปทานป่าไม้แปลงหนึ่ง แต่ท่านไม่เห็นด้วย จึงมีการขอร้องโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินนับล้านบาท แต่ท่านก็ไม่ยอมรับ นิสิตจึงถามว่าเมื่ออาจารย์ไม่รับ เขา ว่าอย่างไรครับ ท่านตอบว่า เขาก็ส่งอาจารย์มาเป็นอาจารย์พวกเธอนี่ไง พวกเราฟังแล้วปลาบปลื้มและภาคภูมิใจในอาจารย์ของเราอย่างยิ่ง

สมัยก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้สอบรวม ดังนั้น เด็กฝาก เด็กเส้น ก็เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ วันหนึ่งขณะนั่งเรียนวิชาการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งอาจารย์เปิดสอนพิเศษในช่วงเดือนเมษายน ก็มีคนขับรถมาจอดหน้าห้องเรียน ซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว คนขับรถนำซองจดหมายมายื่นให้ อาจารย์รับแล้วหายเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องเรียน สักครู่หนึ่งก็กลับออกมาพร้อมกับยื่นซองให้คนขับรถไป เมื่อรถเคลื่อนออกไปแล้ว ท่านก็เล่าว่าท่านรัฐมนตรีให้คนขับรถมาถามเรื่องเด็กที่ฝากเข้าเรียน พวกเราก็กะเก็งกันว่าอาจารย์คงไม่ช่วยเหลือแน่ๆ เพราะเรื่องอภิสิทธิ์อิทธิพลทั้งหลายเข้าใกล้อาจารย์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็แกล้งถามไปว่า แล้วอาจารย์ช่วยหรือเปล่าครับ อาจารย์ตอบว่า ช่วยซิ ! เพราะท่านเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาเราโดยตรง จะไม่ช่วยท่านได้อย่างไร พูดแล้วก็กวาดสายตามายังพวกเราทุกคนเพื่อดูปฏิกิริยา ท่านคงอยากเห็นความสิ้นหวัง ความผิดหวังของลูกศิษย์หลายๆ คนเป็นแน่ จึงทอดระยะนานอยู่ แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า อาจารย์เขียนตอบไปว่า เด็กที่ใต้เท้าฝากมานั้นสอบเข้าไม่ได้ พวกลูกศิษย์ถอนหายใจ แล้วก็ถามกลับไปว่า ไหนอาจารย์ว่าอาจารย์ช่วยท่าน แล้วทำไมเด็กของท่านเข้าไม่ได้เล่าครับ คำตอบมีว่า อาจารย์ช่วยอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าช่วยก็ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถเสียโอกาสไป 1 คน พวกลูกศิษย์ก็สงสัยอีกว่า แล้วอาจารย์ช่วยอะไรท่านรัฐมนตรี ท่านก็เฉลยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะประกาศผลการสอบคัดเลือกวันพรุ่งนี้ อาจารย์ให้สิทธิพิเศษท่านรัฐมนตรีได้ทราบผลการสอบก่อนคนอื่น 1 วัน อย่างไรเล่า ! ฟังแล้วก็รู้สึกว่าตนมีบุญ มีวาสนาที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์หลวงสมานวนกิจ

อาจารย์ที่ประทับใจเป็นพิเศษอีก 1 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ ม.ร.ว. ชวนิศนดากร วรวรรณ ลูกศิษย์เรียกว่า อาจารย์หม่อม เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ยอดเยี่ยม ลูกศิษย์ของท่านจะต้องรู้กว้างและรู้ลึก ฉะนั้น ท่านจึงบังคับกลายๆ ให้เรียนวิชาโน้น วิชานี้ พวกนิสิตก็ร้องว่าหน่วยกิตที่ลงเรียนเกินแล้ว คือเกินกว่าจำนวนที่หลักสูตรกำหนด ท่านก็เฉยเสีย ครั้นจะไปอ้างว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าหน่วยกิตก็ไม่ถนัด เพราะเพียง 5 บาทเท่านั้น 5 บาทสมัยนั้น ก็ซื้อไข่ไก่ได้ 10 ฟอง และหากขัดสนจริงๆ ก็ไปรับจ้างภาควิชาทำงานก็ได้ โดยจ่ายค่าแรงให้วันละ 8 บาท

เรื่องเคี่ยวเข็ญให้นิสิตเรียนมากๆ นี้ มาเห็นประโยชน์ภายหลัง ประการแรกคือ ทำให้คุ้นเคยกับการเรียนหนัก ทำงานหนัก เมื่อออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้ว เรื่องหนักๆ ทั้งหลายที่ประดังเข้ามาจึงปักหลักสู้ได้ไม่ท้อถอย อีกประการหนึ่งการเรียนหนัก กับการทำงานหนักเป็นสิ่งที่คล้ายกันคือ เรียนมากก็รู้มาก ทำงานมากก็มีประสบการณ์มาก เมื่อคนเรามากไปด้วยความรู้และประสบการณ์ ชีวิตนี้ย่อมเป็นสุข มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำได้ยาก

นอกจากเรื่องเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาแล้ว อาจารย์หม่อมยังสอนเรื่องการเข้าสังคมด้วย เช่น จ้างครูมาสอนลีลาศให้ จัดฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทั้งในฐานะผู้นั่งรับประทาน และผู้ให้บริการคือ เป็น เด็กเสิร์ฟ ได้ด้วย ซึ่งต้องรู้ว่า อาหาร เครื่องดื่ม เสิร์ฟทางขวา ยกเว้นขนมปังเสิร์ฟทางซ้าย ฯลฯ ลูกศิษย์ของอาจารย์หม่อมเมื่อไปนั่งโต๊ะอาหารที่มีช้อน ซ่อม มีด วางเรียงกันเป็นแพทั้งซ้าย ขวา พร้อมกับแก้อีกหลายใบ ก็จะหยิบได้ถูกต้อง ไม่ปล่อยไก่ไปหยิบแก้วน้ำด้านซ้ายขึ้นมาดื่ม เพราะนั่นเป็นของคนที่นั่งข้างซ้ายของเรา ไม่ใช้ซ่อมจิ้มขนมปังมาหั่นเป็นชิ้นๆ ในจาน ให้คนร่วมโต๊ะต้องกลั้นหัวเราะ ยังมีมารยาทอื่นๆ อีกมากมายที่ท่านฝึกและสอน จนทำให้เด็กบ้านนอกทั้งหลายมีความมั่นใจเต็มร้อยเมื่อต้องเข้าสังคม เมื่อต้องไปนั่งโต๊ะอาหารหรูๆ ในพิธีต่างๆ รวมทั้งมีความมั่นใจในการพูดจา ในการแสดงออก

การจบปริญญาและมีความรู้เฉพาะที่เขียนไว้ในหลักสูตรย่อมไม่สามารถชุบชีวิตเราให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพได้ การมีอาจารย์เก่ง อาจารย์ดีนับว่ามีโชค แต่อาจารย์ที่ไม่ดีในมุมมองของศิษย์ก็มีเหมือนกัน เราจะไม่มองข้ามท่านเหล่านั้น แต่จะจดจำเอาไว้ พร้อมกับเตือนตนเองว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้น เราจะไม่คิดอย่างนั้น ศิษย์เคารพอาจารย์ประเภทหลังนี้เช่นกัน เพราะถ้าไม่มีท่านเหล่านี้เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืนได้อย่างไร

เมื่อจบปริญญาตรี รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ได้ออกไปรับราชการอยู่ต่างจังหวัดแล้วจึงโอนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการทำงานยึดหลักว่า ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเป็นความสุขอย่างยิ่ง เมื่อมีหน้าที่สอน ก็ต้องสอนให้ศิษย์พัฒนาความรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีที่สุด เต็มตาศักยภาพของเรากับของเขารวมกัน ไม่ใช่มีหน้าที่สอน แต่สอนเสมือนหนึ่งเป็นงานอดิเรก เที่ยวได้มีธุระปะปังไปทั่วทุกมุมเมือง มีชื่อเสียงขจรขจาย แต่ทิ้งชั้นเรียน ทิ้งลูกศิษย์ ขาดการติดตามการศึกษาของศิษย์ เช่นนี้ไม่น่ารักแน่ๆ ต้องทำงานให้กล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยบกพร่องในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของตำแหน่งอาจารย์ ถ้าทำได้ก็จะมีความสุขมากกับงานนี้

งานสอนของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์กับศิษย์ทั้งหลายทุกระดับ นอกจากงานสอนแล้ว มีงานที่ตัวท่านเองเก็บมาประทับใจหลายอย่าง ซึ่งไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปก็ดูจะกระไรอยู่ แต่เมื่อจำเป็นต้องเล่าก็ขอกล่าถึงเพียงบางเรื่อง โดยเริ่มที่งานวิจัยก่อน ท่านออกตัวว่ามีฝีมือในงานวิจัยค่อนข้างต่ำ จึงขอพูดถึงสักเรื่องหนึ่ง คือ การเพาะเมล็ดกล้วยไม้ ปัญหามีอยู่ว่า กล้วยไม้ผสมเกสรติดฝักนั้น กว่าฝักจะแก่นำเมล็ดไปเพาะได้ใช้เวลานานหลายเดือน บางชนิดใช้เวลาเป็นปี ทำให้เกิดปัญหาการขยายพันธุ์ล่าช้า และอาจถูกโรคแมลงทำลายฝักให้ร่วงไปก่อนจะแก่ รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์เป็นคนแรกของประเทศไทยที่สามารถนำเมล็ดกล้วยไม้ที่ยังไม่แก่มาเพาะให้งอกได้ ซึ่งเรียกกันว่า การเพาะเมล็ดอ่อนบ้าง การเพาะคัพภะบ้าง ที่ภูมิใจเพราะผลงานนี้ อำนวยประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์กล้วยไม้อย่างมากมายตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะนอกจากเป็นการร่นระยะเวลาให้ได้ผลเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ได้กล้วยไม้ลูกผสมหลายร้อยคู่ผสม ที่มีปัญหาฝักร่วงหลุดก่อนแก่ไม่สามารถนำเมล็ดมาเพาะได้ แต่เมื่อนำเทคนิคการเพาะเมล็ดอ่อนมาใช้ ปัญหานี้ก็หมด โดยชิงตัดฝักมาเพาะก่อนที่จะร่วงหลุดไป

นอกจากงานสอน งานวิจัย มีงานด้านอื่นที่จะเล่า 2 เรื่อง เป็นงานบริหารเรื่องหนึ่ง และงานบริการอีกเรื่องหนึ่ง งานในตำแหน่งสูงสุดทางด้านบริหารคือ รองอธิการบดีกำแพงแสน ระหว่าง พ.ศ. 2527-2529 แต่งานที่ภาคภูมิใจที่สุดคืองานในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพืชสวน ระหว่าง พ.ศ. 2517-2521 เมื่อมารับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งนี้ ก็มุ่งมั่นที่จะให้คนเก่งเลือกเรียนพืชสวน รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์บอกว่าชอบสอนคนเก่ง ในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างเครียดกับศิษย์ที่คะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 2.0 ท่านได้ใช้วิธีรณรงค์หลายรูปแบบ จนได้คนเก่งเข้ามาเรียนพืชสวนเป็นจำนวนมาก ประจักษ์พยานคือ บัณฑิตพืชสวนได้ที่ 1 ของคณะเกษตรคนแรกเมื่อ พ.ศ. 2502 คนที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2505 และแล้วก็หายไปนานถึง 14 ปี ด้วยความมุ่งมั่นของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์โดยมีอาจารย์ในภาควิชาพืชสวนเกื้อหนุน ทำให้มีบัณฑิตสาขาพืชสวนได้ที่ 1 ของคณะเกษตรกลับมาอีกใน พ.ศ. 2520, 2521 และ 2522 คือได้ 3 ปี ติดต่อกัน หลังจากนั้นก็ได้บ้าง เว้นบ้าง มาโดยตลอด

ในด้านงานบริการ ได้บริการความรู้ให้แก่ประชาชนมาโดยตลอด เริ่มจากจัดรายการวิทยุมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507-2530 โดยจัดบ้าง หยุดบ้าง ครั้งแรกใช้ชื่อรายการว่า เกษตรสรร ต่อมาเปลี่ยนเป็น อิ่มท้องอิ่มใจ ความจริงจะว่าเป็นงานบริการสังคมก็ไม่ถูกนัก เพราะการจัดนี้ได้สตางค์ น่าจะเรียกว่าเป็นอาชีพเสริมมากกว่า ที่บริการจริงๆ คือ รายการโทรทัศน์ชื่อรายการ ชีวิตกับต้นไม้ ซึ่งเป็นทั้งพิธีกร และวิทยากร บางครั้งรับภาระหาโฆษณาเข้ารายการด้วย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับรายการโทรทัศน์นี้ ระหว่าง พ.ศ. 2513-2524 นับครั้งได้ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งงานนี้ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีค่าเครื่องแต่งตัว แม้แต่ค่าพาหนะก็ไม่มี ฉะนั้น เรียกว่าเป็นงานบริการสังคมได้เต็มปาก

งานบริการสังคมที่รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ มีความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ คือ งานที่เรียกกันมาหลายชื่อ เช่น งานตลาดนัดเกษตร งานเกษตรแฟร์ งานวันเกษตรแห่งชาติ จัดกันมาตั้งแต่สมัยอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี

มีอยู่สมัยหนึ่ง บุคลากรบางกลุ่มอยากให้เลิกจัดงาน เพราะเห็นว่านิสิตเสียเวลาเรียน และมหาวิทยาลัยสกปรก บางคนถึงกับกล่าวว่า งานนี้ไม่เห็นมีแก่นสารอะไรเลย มีแต่ร้านขายกางเกงยีนส์กับร้านขายเทผู้ที่กล่าวเช่นนี้แสดงว่าไม่ได้เข้าไปชมแก่นของงาน ซึ่งมีผลงานทางวิชาการที่เกิดจากการค้นคว้าวิจัยของคณะต่างๆ แสดงให้ชมมากมาย นักเรียนมัธยมปลายและผู้ปกครองเมื่อมาชมก็จะ รู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยิ่งขึ้น ทำให้ตัดสินใจเลือกสาขาที่จะเรียนได้ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามกระแส

ในระหว่างงาน นิสิตมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมมากมาย และหลากหลาย กลุ่มกิจกรรมต่างๆ ของนิสิตทั้งองค์การ สโมสร ชมรม ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานของตน ได้มีโอกาสทำกิจกรรมหารายได้เต็มที่ ฉะนั้น กลุ่มกิจกรรมเก่งๆ เขาจะหารายได้จากงานนี้ แล้วนำไปใช้ทำกิจกรรมตลอดปี โดยไม่ต้องเก็บเงินจากสมาชิกเลย

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เทใจให้กับงานเกษตรนี้มาก ทำหามรุ่ง หามค่ำ ทำจนมีคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อาจารย์มีผลประโยชน์อะไรกับงานนี้ ท่านตอบว่า ผลประโยชน์นั้นมี และเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองนั่นคือ เป็นความสุข ความปิติ ที่ได้บริการงานเกษตรเป็นงานที่ไม่ต้องโฆษณาเพียงโทรทัศน์ออกข่าวพิธีเปิดงานเท่านั้นรุ่งขึ้นก็มีคนมาเที่ยวมืดฟ้ามัวดิน

ขณะนี้ ท่านก็ยังไปเดินชมงานทุกปี แล้วเก็บมาภูมิใจเงียบๆ ที่ตนเองมีส่วนให้งานนี้จัดอยู่ที่เก่านี้ และจัดทุกปี

ภูมิใจที่เห็นนิสิตร่วมกิจกรรมในงานนี้ แบบทุ่มสุดตัว บางคณะไล่เรียงตั้งแต่น้องปี 1 ขึ้นไปเลยทีเดียว ความเป็น คุณหนู จากการเลี้ยงดูมาแต่เกิด ถูกล้างละลายไปหมดในงานนี้ และแล้วคุณภาพของบัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สูงขึ้นๆ ตลาดงานยินดีต้อนรับมากยิ่งขึ้น

สนามฝึกงานนิสิตที่ไหนจะยิ่งใหญ่กว่างานนี้ เป็นไม่มี ฉะนั้น นิสิตที่ใฝ่รู้จะไม่ไปไหนในช่วงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีงานเกษตร จึงหวังว่างานนี้จะคงอยู่คู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดไป และควรจะมีงานแบบนี้ในทุกๆ วิทยาเขตทั่วประเทศอีกด้วย

งานบริการสังคมเฉพาะที่ใช้วิชาชีพ ของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้แก่ การร่วมก่อตั้งชมรมพฤกษชาตินครราชสีมา (สมาคมกล้วยไม้โคราช)(พ.ศ. 2509) เป็นเลขาธิการ สมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(พ.ศ. 2513-2516) ร่วมก่อตั้ง สโมสรกล้วยไม้ บางเขน (พ.ศ. 2514) เป็นกรรมการตัดสินเกียรตินิยมและตัดสินการประกวด สมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทยฯ (พ.ศ. 2514-2534) ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรกล้วยไม้บางเขน (พ.ศ. 2520-2521) เป็นเหรัญญิก สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2521-2523) เป็นอุนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2534-2536) เป็นพิธีกร วิทยากร และร่วมจัดรายการ ชีวิตกับต้นไม้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก สนามเป้า ประมาณ 100 ครั้ง (พ.ศ. 2513-2524)

ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยเงินบำนาญ ทำงานบริการสังคมบ้างตามความเหมาะสมของวัย เช่น เป็นรองประธานชมรม มก. อาวุโส เป็นนายกสโมสรคนรักกล้วยไม้เขาใหญ่ และที่ให้เวลามากที่สุดคือเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือประมาภรณ์ช้างเผือก

ในด้านครอบครัว รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้สมรสกับอาจารย์สมถวิสัมปัตตะนิซึ่งเป็นบุตรของนายแพทย์ขุนสุทรรนามัย (สุทรรศ) และนางสุทรรนามัย เมื่อ พ.ศ. 2506 มีบุตรเป็นชาย 1 คน และหญิง 3 คนซึ่งมีครอบครัวไปหมดแล้ว มีหลานปู่ 2 คน เป็นหญิงทั้งคู่ และหลานตาเป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน

แหล่งข้อมูล

ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์. สัมภาษณ์, 16 พฤศจิกายน 2544.

ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, 2502.

หนังสือหนึ่งสี่ครบสี่หนึ่ง พ.ศ. 2543. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์ริ้นติ้แอนด์พับลิชิ่ง, 2543.