หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2475 ที่จังหวัดจันทบุรี เป็นบุตรของนายปราบ และนางสำเนียง ปุณศรี แม่เป็นชาวกรุงเทพฯ นามสกุลเดิมคือ ทวีสิน พ่อมีอาชีพทำสวนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพที่ตกทอดของตระกูลปุณศรี อันเป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี อยู่กับครอบครัวที่จังหวัดจันทบุรีตั้งแต่เกิด จนถึงอายุได้ 14 ปี จึงได้ย้ายมาอยู่กับตาและยายที่กรุงเทพฯ ขณะที่อยู่จังหวัดจันทบุรีนั้น ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอำนวยวิทย์ ซึ่งแม่เป็นเจ้าของโรงเรียนและมาเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด จนถึงมัธยมปีที่ 5 ในสมัยนั้น เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 5 แล้ว พอดีสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พ่อแม่จึงได้ส่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญวิทยาลัย (บางรัก) เข้าเรียนในชั้นมัธยมปีที่ 6 และเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 หรือเตรียมอุดมศึกษา ใน พ.ศ. 2492 จากนั้น ได้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เดิมตั้งใจจะเรียนไปทางวิชาพาณิชย์บัญชี แต่มาเปลี่ยนใจตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 8 เพราะได้คลุกคลีกับการปลูกผัก และดอกไม้เป็นงานอดิเรกของญาติ ประกอบกับพื้นเพทางด้านคุณพ่อก็เป็นชาวสวน จึงคิดว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ก็จะได้กลับไปช่วยครอบครัวเพื่อทำสวนต่อไป

ระหว่างที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่า รู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา เพราะได้พบเรื่องใหม่ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ และการที่ต้องอยู่ประจำ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้ชีวิตเข้มข้นขึ้น ต้องช่วยตัวเองในทุกๆ เรื่อง ทำให้ทำอะไรเป็นหลายอย่าง เช่น ซักผ้า รีดผ้า หุงข้าว ทำอาหาร ล้างจาน ล้างชาม เป็นต้น โชคดีที่มีเพื่อนร่วมหอที่ดีหลายคน คอยให้ความช่วยเหลือ และแนะนำสั่งสอนอยู่เสมอ

การเรียนของศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในขั้นดี อาจารย์ทุกคนก็ให้ความปราณีเพราะไม่เคยมีปัญหาในเรื่องการเรียนหรือความประพฤติ ในสมัยนั้น หลักสูตรปริญญาตรีทางกสิกรรมและสัตวบาลใช้เวลาศึกษา 5 ปี เมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 3 ใน พ.ศ. 2495ก็ได้รับอนุปริญญากสิกรรมและสัตวบาล และเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4 ได้สอบชิงทุน ก.พ. เพื่อไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ซึ่งบังเอิญสอบได้ ทำให้ได้ไปเรียนที่ University of California at Davis ใน พ.ศ. 2495

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2497 ได้ปริญญา B.S. ทาง Plant Science และได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเดิมเพื่อทำปริญญาโท ได้รับปริญญา M.S. ทาง Horticulture ใน พ.ศ. 2498 เมื่อจบปริญญาโทแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้กลับมาช่วยกันทำงาน เพราะเป็นระยะที่กำลังขาดแคลนอาจารย์ จึงได้กลับมาโดยเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ในภาควิชาพืชศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นลำดับ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2535 รวมเวลาที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถึง 36 ปี คือตลอดทั้งชีวิต

ตลอดระยะเวลาของการทำงานนี้ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่ามีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นในชีวิตหลายเรื่อง ทำให้แนวทางชีวิตผันแปรไป เช่น ในขั้นต้นนั้น มีความตั้งใจที่จะกลับไปเรียนต่อปริญญาเอกเพื่อให้ได้ความรู้เพียงพอที่จะทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาทางการเกษตรของประเทศไทยให้ได้ผล แต่ก็ไม่มีโอกาสอีกเลย เพราะใน พ.ศ. 2510 ถูกดึงตัวไปเป็นรองคณบดีคณะเกษตร และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะเกษตรใน พ.ศ. 2513 และอยู่ในตำแหน่งจนถึง พ.ศ. 2517 การทำงานในระยะ 17 ปีนี้ จึงเป็นลักณะผสมปนเป งานวิจัยก็อยากทำเพราะเป็นเรื่องที่รักที่ชอบ แต่งานบริหารก็ทิ้งไปไม่ได้เพราะผู้ใหญ่ขอร้อง เมื่อพ้นจากตำแหน่งคณบดีคณะเกษตรแล้ว ก็ยังต้องรับงานบริหารอีก 3 เรื่อง คือ เป็นผู้อำนวยการงานเกษตรที่สูงระหว่าง พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2534 เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต ซึ่งเป็นการขยายงานเกษตรที่สูงใน พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535 เป็นผู้ประสานงาทั่วไปของโครงการหลวงซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2535 และเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษในช่วง พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ. 2533 ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า ดูๆ ไปแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องบริหาร มีโอกาสที่จะทำงานวิจัยน้อยเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าต่อไปว่า งานวิจัยก็มีมาโดยบังเอิญอีก กล่าวคือ เมื่อกลับจากสหรัฐอเมริกา มารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 นั้น หลวงสมานวนกิจ คณบดีคณะกสิกรรมและสัตวบาลในสมัยนั้น กำลังสนใจทำการทดลองปลูกองุ่นอยู่ เมื่อท่านเห็นว่าได้เล่าเรียนทางเรื่องไม้ผลเขตหนาวมาโดยตรง จึงมอบให้ทำงานวิจัยเรื่ององุ่นต่อ ในระยะนั้น ประเทศไทยยังปลูกองุ่นเป็นการค้าไม่ได้ มีเพียงการปลูกเล่นๆ ในบ้านเท่านั้น และผลที่ออกมาก็จะเปรี้ยว เมื่อมาทำการวิจัยเรื่ององุ่นแบบเอาจริงเอาจัง ทุกคนก็นึกว่าบ้า ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ เพราะเป็นที่เชื่อกันว่าองุ่นเป็นพืชเมืองหนาว คงจะไม่สามารถปลูกในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนได้ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้สั่งพันธุ์องุ่นจากประเทศต่างๆ เข้ามามากมายหลายพันธุ์เพื่อทดสอบ และเริ่มวางแผนการทดลองอย่างเป็นระบบในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตขององุ่น โรคและแมลงที่เป็นศัตรู การเกิดดอก การติดผล ตลอดจนการขยายพันธุ์ โดยมีนิสิตหลายคนเป็นผู้ช่วย โดยแบ่งการทดลองในเรื่องต่างๆ เป็นวิทยานิพนธ์ ทำให้งานวิจัยในเรื่ององุ่นนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคณบดี และหัวหน้าภาควิชา (อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์) จึงทำให้ทำงานวิจัยได้อย่างคล่องตัว ไม่มีปัญหาติดขัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เมื่อทำงานวิจัยเรื่ององุ่นมาได้ประมาณ 7 ปี ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้สรุปผลงานไว้ในบทความเรื่อง องุ่น : พืชสวนชนิดใหม่ของเรา (วารสารพืชสวนปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507) มีสาระสำคัญ ดังนี้

เมื่อข้าพเจ้าจับงานทดลองเรื่องนี้ได้ไม่นาน ก็รากว่ามีการตื่นตัวกันขึ้นอย่างมากในกลุ่มเอกชนที่สนใจการปลูกองุ่น ได้มีผู้ปลูกองุ่นได้ผลดียิ่งหลายราย เช่น คุณสมพงษ์ ตัณเศรษฐี คุณกำแหง ทวีสิน และคุณเชียด อภัยวงศ์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคุณสมพงษ์ ตัณเศรษฐี นั้นได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากองุ่นที่ปลูกออกผลดกมากจริงๆ และผลใหญ่รสดี เป็นองุ่นพันธุ์ Cardinal ซึ่ง คุณสมพงษ์ ตัณเศรษฐี สั่งมาจากแคลิฟอร์เนีย คุณสมพงษ์ ตัณเศรษฐี ได้ออกรายการโทรทัศน์ในเรื่องนี้ด้วย จึงยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปลูกองุ่นภายในบ้านกับการปลูกองุ่นเป็นสวนใหญ่แบบการค้านั้นย่อมแตกต่างกันมาในขณะนั้นข้าพเจ้าจึงยังไม่อาจส่งเสริมการปลูกองุ่นให้ถึงประชาชนได้ แต่ถึงกระนั้นการเห็นผลจากผู้ปลูกเป็นงานอดิเรกเช่นนี้ก็ได้ทำให้มองเห็นความสำเร็จยิ่งขึ้น ในระยะต่อมาความสนใจของประชาชนได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น มีผู้กล้าลงทุนทำสวนองุ่นขึ้นหลายราย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความแน่ใจว่าจะได้ผลอย่างไร บางแห่งก็เริ่มจากสวนเล็กๆ ก่อน และบ้างก็ทำเป็นสวนใหญ่เลยทีเดียว ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่าเอาจริงเอาจังมากก็คือชาวสวนแถบสามพราน นครปฐม ชาวสวนพวกนี้เดิมปลูกพุทรากันเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาพุทราล้นตลาด ราคาต่ำมากจึงได้มองหาพืชอื่นที่จะปลูกแทน และได้ยอมเสี่ยงทำการปลูกองุ่นกันเป็นจำนวนมาก มีอยู่หลายรายที่ปลูกได้งามมาก และออกผลดีทำเงินทำทองให้เจ้าของอย่างน่าตื่นใจ เป็นผลให้ชาวสวนแถบนั้นแตกตื่นและทำตากันยกใหญ่

จากผลงานที่ได้รับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน พอจะสรุปสาระสำคัญได้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. องุ่นหลายพันธุ์สามารถปลูกให้ออกผลได้ดีในประเทศไทย เพื่อประโยชน์สำหรับใช้รับประทานผลสด

2. องุ่นทุกพันธุ์ให้ผลที่มีคุณภาพตรงต่อพันธุ์ ปัญหาเรื่ององุ่นที่ปลูกในเมืองไทยมีรสเปรี้ยวนั้นเป็นอันหมดไป

3. องุ่นที่ปลูกในประเทศไทยมีศัตรูที่ร้ายแรงมากมาย ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ซึ่งถ้าหากปฏิบัติได้ดีก็จะทำให้สามารถควบคุมปัญหาเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก และไม่เกินความสามารถ

4. องุ่นหลายพันธุ์ให้ผลเร็วกว่าที่ปลูกในต่างประเทศมาก เนื่องจากต้นเจริญเติบโตรวดเร็วกว่า

5. องุ่นที่ปลูกในประเทศไทย ให้ผลไม่ดกเท่าของต่างประเทศ ในการออกผลครั้งหนึ่งๆ แต่เนื่องจากสามารถออกผลได้ตลอดปี จึงทำให้ผลผลิตต่อต้นต่อปีสูงไม่แพ้ของต่างประเทศ

จากผลสรุปทั้ง 5 ข้อนี้ ทำให้มีความแน่ใจว่าองุ่นจะเป็นพืชสวนชนิดใหม่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าต่อไปว่า งานวิจัยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็เกิดขึ้นโดยความบังเอิญเช่นกัน นั่นก็คือ โครงการวิจัยเรื่องไม้ผลเขตหนาว ซึ่งต่อมาได้ขยายงานออกไปเป็น งานเกษตรที่สูง เรื่องเกิดขึ้นโดยใน พ.ศ. 2506 คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการจัดลุ่มน้ำขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์เทียม คมกฤส คณบดี เป็นประธานโครงการ โครงการนี้ใช้พื้นที่ห้วยคอกม้าที่ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ดำเนินการ เมื่อมาถึง พ.ศ. 2508 ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ต้องการนักวิจัยทางด้านการเกษตรเข้าไปร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการปลูกต้นไม้ผล เนื่องจากการจัดลุ่มน้ำนั้น ย่อมมีประชาชนในพื้นที่หรือชาวเขาที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย และจำเป็นจะต้องแนะนำให้เขามีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่เร่ร่อนหักร้างถางป่าไปตามใจชอบอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าชาวเขาสามารถมีรายได้จากการทำสวนผลไม้อยู่กับที่อย่างถาวรได้ ก็จะเป็นประโยชน์มาก

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า เมื่อได้รับเชิญจาก ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ให้เข้าไปร่วมโครงการนี้นั้น ก็รู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้ใช้วิชาไม้ผลเขตหนาวที่เรียนมาได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าว มีปัญหาทางด้านงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นยังไม่เห็นความสำคัญของการจัดการลุ่มน้ำ ทำให้โครงการเกือบต้องล้มเลิกไปเป็นหลายครั้ง จนกระทั่งความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องจากการที่ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่โครงการด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเพื่อให้โครงการวิจัยในเรื่องนี้ดำเนินการไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ก็ได้ทรงก่อตั้งโครงการส่วนพระองค์ขึ้นมาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยใน พ.ศ. 2512 โครงการนี้มีชื่อว่า โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งตามความเหมาะสม จนกระทั่งเป็น มูลนิธิโครงการหลวง เช่นในปัจจุบันนี้

ในส่วนงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี นั้น ได้นำพันธุ์ไม้ผลเขตหนาวจากต่างประเทศเข้ามาทดสอบมากมายหลายพันธุ์ เมื่อมาถึง พ.ศ. 2525 จึงสามารถสรุปได้ว่า มีไม้ผลเขตหนาวหลายชนิดปลูกเป็นการค้าได้บนที่สูงของประเทศไทย เช่น บ๊วย ท้อ ลัม สาลี่ และพลับ เป็นต้น ต้นไม้ผลดังกล่าวนี้สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในปริมาณมากเป็นที่น่าพอใจ และในระหว่างที่ทำการวิจัยอยู่นี้ ผลของการวิจัยก็ได้ถูกส่งเสริมเผยแพร่ไปยังชาวเขาอย่างกว้างขวาง จนพอจะกล่าวได้ว่า ไม้ผลเขตหนาวหลายชนิดที่กล่าวมาแล้วได้กลายเป็นไม้ผลที่คุ้นเคยและมีปลูกกันทั่วไปในที่สูงของประเทศอย่างที่ไม่เป็นของแปลกอีกต่อไป

ในเรื่องของการเรียนการสอนนั้น ก็มีเรื่องของความบังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นเคย คือเมื่อ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 นั้น คณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตรในสมัยนี้) ที่สังกัดอยู่มีภาควิชาน้อยมาก และยังไม่มีภาควิชาที่รับผิดชอบในเรื่องพืชสวนโดยตรง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เป็นผู้หนึ่งในอาจารย์คณะแรกที่ได้ก่อตั้งภาควิชาพืชสวนขึ้น และได้รับผิดชอบในการสอนและการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตอย่างมากมาย เนื่องจากในขณะนั้นมีอาจารย์อยู่น้อยคน และมีนิสิตสนใจเข้าเรียนในภาควิชาพืชสวนเป็นจำนวนมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้เปิดสอนวิชาใหม่ๆ ขึ้นหลายวิชา เช่น วิชาหลักการของพืชสวน หลักการของไม้ผล การปลูกองุ่น การปลูกไม้ผลเขตหนาว และวิชาฮอร์โมนกับพืชสวน เป็นต้น

ตลอดระยะเวลาของการทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นงานทั้งชีวิตนั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า นอกจากความบังเอิญที่ทำให้ได้ทำงานที่นำไปสู่ความสำเร็จพอสมควรแล้ว ก็ยังได้พบแต่เพื่อนร่วมงานที่ดี มีเจ้านายและลูกน้องที่ดี การทำงานจึงสนุก ทุกคนมีความสามัคคีกันเป็นอย่างดี อย่างเช่นเมื่อไปช่วยกันทำงานบนดอยซึ่งลำบากมาก ทุกคนก็ไม่มีใครเคยบ่นหรือท้อถอย ต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ในภาควิชาพืชสวนก็มีอาจารย์ที่กลมเกลียวกันดี มีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกันเองกับลูกศิษย์ เป็นระยะที่ภาควิชาพืชสวนมีผลงานที่น่าชื่นชมมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี แสดงความเห็นว่าเรื่องความสามัคคีในระดับภาควิชานี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้คณะและมหาวิทยาลัยเข้มแข็ง และเท่าที่ได้ประสบมากับตัวเองนั้น ผู้บริหารในทุกๆ ระดับมีความสำคัญมาก ถ้ามีผู้บริหารที่ดีแล้ว ความสำเร็จของงานต่างๆ ย่อมมีโอกาสมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี แสดงความห่วงใยว่า ในปัจจุบันนี้ ผู้บริหารได้มาจากการสรรหา ซึ่งเกือบจะเป็นการเลือกตั้ง ทั้งสองวิธีย่อมจะมีข้อดีและข้อด้อย จำเป็นจะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อนำมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของเราให้ไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และเป็นหลักของแผ่นดิน

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวอย่างถ่อมตนว่า จากผลงานที่เกิดจากความบังเอิญทั้งหลายนี้ ทำให้มีโชคดีในเรื่องเกียรติยศ และรางวัลต่างๆ หลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ ทางด้านราชการนั้น ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดทั้ง 2 สกุล คือ มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2528) และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2535) ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ใน พ.ศ. 2536 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เกษตรศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2538

รางวัลชีวิตที่ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี มีความภาคภูมิใจมากก็คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 3 (พ.ศ. 2516) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (พ.ศ. 2531) และทุติจุลจอมเกล้า (พ.ศ. 2535) เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งสามนี้ เป็นผลของการที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อันเป็นความบังเอิญ และเป็นความโชคดีอย่างที่สุดของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง

ปรัชญาในการทำงานของ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ก็คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ เมื่อพ้นจากตำแหน่งหรือหมดหน้าที่แล้ว ก็ปล่อยวางเสีย อย่าไปยึดติดอยู่กับตำแหน่งที่เป็นอดีต

ในด้านส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี สมรสกับ น.ส. สุภาพ ศรลัมพ์ เมื่อ พ.ศ. 2503 มีบุตรธิดา 2 คน คือ นายพงธร ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2504) และ น.ส. ปณิธาน ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2507) นายพงธร ปุณศรี สมรสกับ น.ส. เพชรา วัฒนกุลจรัส เมื่อ พ.ศ. 2537 มีบุตร 2 คน คือ ด.ญ. พรรณธร ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2537) และ ด.ช. ภีรพงษ์ ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2543) น.ส. ปณิธาน ปุณศรี สมรสกับ นายธีรวัต ป้อมเพชร เมื่อ พ.ศ. 2531 มีบุตร 1 คน คือ ด.ช. ธีรดนัย ป้อมเพชร (เกิด พ.ศ. 2532) ศาสตราจารย์ ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่น อันนำมาซึ่งความสุขในบั้นปลายของชีวิต

แหล่งข้อมูล

ปวิณ ปุณศรี. สัมภาษณ์, 25 เมษายน 2545.

ปวิณ ปุณศรี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2499.