หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เป็นบุตรของนายบี้ นางเหี้ยคติการ เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2469 ที่จังหวัดสงขลา จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวชิราวุธสงขลา ในสมัยนั้นไม่มีชั้นมัธยม 7-8 ให้เรียนต่อ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจว่าเป็นปรมาจารย์ชั้นนำทางการเกษตร จึงคิดว่าน่าจะยึดอาชีพทางการเกษตรดีกว่า ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นอีก 4 คนที่คิดเหมือนกันคือ สุชีพ รัตรสาร จำนงค์ โพธิสาโร ชิต สุวรรณโชติ และชาญชัย ชนะณรงค์ รวมเป็น 5 คน ได้ไปเรียนต่อที่แม่โจ้ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ 2 ปี จบแล้วไปเรียนต่ออนุปริญญาและปริญญาตรีที่กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน) อีก 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2489-2494 ได้รับอนุปริญญาเมื่อ พ.ศ. 2491 ในขณะที่กำลังเรียนปริญญาตรีอยู่นั้น ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำแหน่งอาจารย์ตรี ในกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2492 โดยได้รับอนุญาตให้ทำงานและเรียนไปด้วย ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตใน พ.ศ. 2494 ในขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ กำลังจะจบปริญญาตรี ได้มีการประกาศให้ทุน ก.พ. ตามความต้องการของกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ไปเรียนต่อ ประเทศสหรัฐอเมริกา 4 ทุน สำหรับอาจารย์ 2 ทุน นักเรียน 2 ทุน โดย 1 ทุนเป็นของนักเรียนชั้นปีที่ 2-3 อีก 1 ทุนเป็นของนักเรียนชั้นปีที่ 4-5 ด้วยเหตุที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี อธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จึงได้เร่งให้เรียนจบปริญญาตรีเร็วๆ เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการจึงมีโอกาสสอบชิงทุนในส่วนของทุนอาจารย์ ผลการสอบปรากฏว่าศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ นคร ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ก่อนแล้ว สอบได้ที่ 1 ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ที่เพิ่งจบปริญญาตรีสอบได้ที่ 2 ส่วนทุนนักเรียนนั้น ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ สอบได้ที่ 1 ในกลุ่มปี 2-3 และ ม.ล. แต้ว ชุมสาย สอบได้ที่ 1 ในกลุ่มปี 4-5 ยังมีอีก 1 ทุนให้แก่ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 1 ปี ผู้ที่ได้รับทุนนี้ได้แก่ ดร. เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ ความตั้งใจเดิมที่จะทำอาชีพทางการเกษตรของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงเริ่มเลือนลางไป เพราะเมื่อรับทุน ก.พ. ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ก็ต้องกลับมาชดใช้ทุนโดยการเป็นอาจารย์ในกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาพืชสวนด้วยทุน ก.พ. ที่ Utah State University ซึ่งแต่เดิมได้ถูกกำหนดให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เดวิทั้งนี้เพราะที่ Utah State University มีนายรัฐ ชลลัมภี เรียนในสาขาสัตวบาลอยู่ก่อนแล้ว 1 คน ถ้าจะให้ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ผู้ได้รับทุนนักเรียน ไปเรียนสาขาสัตวบาลที่ Utah State University อีกก็จะเป็นการซ้ำซ้อนกัน อธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จึงได้ขอร้องให้ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการไปเรียนในสาขาพืชสวนที่ Utah State University และให้ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ไปเรียนสาขาสัตวบาลที่ University of California at Davis แทน

ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ อธิการบดีได้ชวนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไปรับประทานอาหารที่บ้านหลายมื้อ เพื่อโน้มน้าวให้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา บอกให้ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดอย่าให้พลาด ให้นำปริญญากลับมาให้ได้ และต้องทำตนให้เป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อเป็นการปูทางให้น้องๆ ในรุ่นหลังๆ ที่กำลังจะตามไปอีก ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไม่ได้ทำให้อธิการบดีผิดหวัง ได้ทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่จนในที่สุดก็จบปริญญาโทสมความตั้งใจ ใน พ.ศ. 2496 สิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ประทับใจในอธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจนอกจากความเป็นปรมาจารย์ที่แตกฉานทางด้านเกษตรแล้ว อธิการบดียังทุ่มเททั้งกายและใจให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ โดยท่านตระหนักว่าภาษาอังกฤษเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ท่านจึงเสียสละเวลาส่วนตัวทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 19.00-21.00 น. ด้วยการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษฟรีให้แก่นักเรียนที่สนใจ ใครจะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ไม่บังคับ ปรากฏว่าในช่วงแรกๆ มีนักเรียนเต็มห้อง และค่อยทยอยหายไปๆ จนท้ายสุดเหลือเพียง 3-4 คน แต่ท่านก็สอนต่อไปอย่างสม่ำเสมอจนเป็นผลดีต่อการเรียนต่อต่างประเทศของนักเรียนเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ นั่นเอง

ด้วยความมีน้ำใจใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียรของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ในระหว่างเรียนที่ Utah State University ได้มีโอกาสช่วยงานและเรียนรู้งานจากอาจารย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นงานกิจกรรมต่างๆ ของภาควิชา งานวิจัย งานวิชาการ หรือการปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้าน โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงเป็นที่รักที่ชื่นชอบของคณาจารย์ หัวหน้าภาควิชา คณบดี ตลอดจนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แม้เมื่อคณบดีคณะเกษตร Dr. Walker ได้รับทุนวิจัยของ FAO เป็นหัวหน้าทีมมาสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเกษตรแก่ประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ก็มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือทำงานวิจัยดังกล่าวด้วย ดังนั้นไม่ว่าศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จะขอความร่วมมือใดๆ ไปที่ภาควิชา คณะ หรือUtah State University ได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างดียิ่งทุกครั้ง โดยเฉพาะการส่งนิสิตและอาจารย์ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี-โท-เอก จะไม่เคยได้รับการปฏิเสธแม้แต่รายเดียว และเขาเหล่านั้นก็ไม่ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ผิดหวัง ทุกคนสามารถเรียนจบกลับมาด้วยดี

ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จบปริญญาโทกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2496 ใน พ.ศ. 2499 ได้แต่งงานกับครูไพพรรณ วัชรพฤกษ์ ครูการเรือน (ปป) บุตรพ่อค้า ใน พ.ศ. 2502 ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนต่อปริญญาเอก สาขาพืชสวน ที่ Utah State University อีก 4 ปี ขณะเดียวกันครูไพพรรณได้ศึกษาต่อทาง Interior Decoration & Fabric Design การกลับไปเรียนต่อในครั้งหลังนี้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอาจารย์และเพื่อนๆ โดยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นทีมงานในโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัย ตลอดจนงานวิจัย งานส่งเสริมเผยแพร่ที่ต้องออกไปสัมผัสกับเกษตรกร อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะชวนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการไปด้วยทุกครั้ง ด้วยมีความสามารถและทักษะทางด้านการขยายพันธุ์พืชและการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จะสาธิตการขยายพันธุ์พืชและการตัดแต่งกิ่งได้อย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ จึงเป็นที่รักที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ และอาจารย์ตลอดจนเกษตรกรอเมริกัน การได้ทำประโยชน์ให้แก่เกษตรกรจนเป็นที่รักและชื่นชอบเป็นความสุขอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อจบปริญญาเอกกลับมาแล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำในขณะเรียนในต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และอาจารย์ไพพรรณ คติการ ภรรยา จะถือปฏิบัติกับเกษตรกรในประเทศไทยเช่นเดียวกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) แม้จะมีอายุ 77 ปีแล้วก็ตาม อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรถึงในไร่-นา และสวน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ทุ่มเททำคุณประโยชน์ทางด้านการเกษตรอย่างอเนกอนันต์ให้แก่ประเทศชาติและแผ่นดินเกิด สมควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถามถึงความประทับใจและภูมิใจในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คำตอบที่ได้คือเป็นความโชคดีของ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ที่ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรจนเกิดความเลื่อมใส ตัดสินใจเลือกอาชีพทางการเกษตร นำไปสู่การเข้าไปเรียนเตรียมเกษตรที่แม่โจ้ อนุปริญญาและปริญญาตรีที่กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้เป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่ได้รับการปลูกฝังให้สืบทอดแนวความคิดและเจตนารมย์จากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ โดยเฉพาะได้จดจำคำพูดของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ที่ว่า คนไทยปลูกผักไม่เป็น เพราะในสมัยนั้นเฉพาะคนจีนเท่านั้นที่ปลูกผักขาย มีสวนผักของคนจีนอยู่แถวสนามเป้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ท่านได้กำชับว่า จะต้องสอนคนไทยให้ปลูกผักเป็น พร้อมกับได้ซื้อที่นา 49 ไร่ ทางด้านหัวมุมถนนวิภาวดีรังสิตกับถนนงามวงศ์วาน (ปัจจุบันเป็นบริเวณหอพักนิสิตหญิง แปลงทดลองพืชสวนและโครงการหลวง) โดยยกร่องเป็นแปลงปลูกผักสลับกับคูน้ำทั้ง 49 ไร่ และมอบหมายให้อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ตัวท่านอธิการบดีเป็นหัวหน้าทีม ส่วนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และเพื่อน ซึ่งเป็นนักเรียนอาสาเป็นแรงงานรายชั่วโมงและรายวัน ถ้าทำเต็มวันได้ค่าแรงวันละ 8 บาท ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เล่าว่าคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นหัวหน้าทีมที่เข้มแข็งมาก ท่านได้วางแผนเองทั้งหมดทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ แม้การเพาะกล้าต้องทำ 2 รุ่นเตรียมไว้ หากรุ่นแรกล้มเหลวจะได้มีรุ่น 2 ซ่อมแซมทันเวลา อีกทั้งมีการมอบหมายให้รับผิดชอบงานตรงตามความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล กล่าวคือการปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาทั้งหมดมอบให้อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ อาจารย์ศักดิ์ศิริ เกิดปรีดี ดูแลแก้ไขเรื่องโรค ถ้ามีแมลงรบกวนอาจารย์อาริยัน มันยีกุล ต้องรับผิดชอบ ส่วนนักเรียนมีหน้าที่ทำตาคำสั่งอย่างเคร่งครัด ผลงานจึงออกมาดีเยี่ยมจนต่อมาคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้เปิดอบรมภาคฤดูร้อนให้กับประชาชน โดยตัวท่านสอนทางสัตว์ มอบให้ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ สอนทางพืช ชาวบ้านตื่นตัวเข้ารับการอบรมอย่างล้นหลาม จนถือเป็นหน้าที่ ประเพณีปฏิบัติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการเปิดอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้

ในสมัยนั้นคนไทยยังไม่รู้จักข้าวโพดหวาน เมื่อมีการนำข้าวโพดหวานเข้ามาปลูกในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ให้ชื่อว่า ค่อมทอง 8 แถวกำลังแทะ ก่อนการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะมีประกาศทางวิทยุให้ประชาชนรู้ล่วงหน้า เมื่อถึงกำหนดคนจะมาเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อข้าวโพดตั้งแต่ยังไม่สว่าง เพราะติดใจในรสหวานของข้าวโพด ที่ปลาบปลื้มใจที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดข้าวโพดหวานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาก ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวโพด คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จะเตรียมตอกลังบรรจุไข่ไก่สด นมสด พร้อมข้าวโพดหวานส่งเข้าไปในวังก่อนจำหน่ายให้ประชาชน ต่อมาคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้จัดให้มีตลาดนัดเกษตรขึ้นเป็นครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2490 แต่เนื่องจากเกษตรกลางบางเขนในสมัยก่อนดูเหมือนจะห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก จะไปจะมาลำบากไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ไปติดต่อรถไฟให้จัดขบวนพิเศษนำคนมาเที่ยวตลาดนัดเกษตร จากหัวลำโพงมาลงที่หน้ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นที่นิยมชมชอบของชาวกรุงมาก ทำให้ทุกอย่างที่เตรียมไว้ไม่พอขาย ทุกคนติดใจในคุณภาพของสินค้า ซึ่งทั้งสดและใหม่จากฟาร์มและสวนผักเป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้ผลดีและคุ้มค่าที่สุด เป็นที่มาของเพลง รำวงเกษตร ที่โด่งดังของวงดนตรี KU. BAND และนำไปสู่งานเกษตรแฟร์และเกษตรแห่งชาติในปัจจุบัน

จากการที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการปลูกฝังจากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่า คนไทยปลูกผักไม่เป็น จึงมุ่งมั่นเรียนทางด้านพืชผักโดยเฉพาะ โดยทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี โท และเอกในเรื่องของข้าวโพด ถั่ว และมะเขือเทศตามลำดับ และมีความกตัญญูต่อพืชผักมาก ที่สำคัญคือท่านจะตระหนักถึงปณิธานอันแน่วแน่ของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่า จะต้องสอนคนไทยปลูกผักให้เป็น ดังนั้นงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงมุ่งไปที่พืชผักทั้งสิ้น รวมทั้งหอมหัวใหญ่ แตงโม ผักตระกูลกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยเฉพาะมะเขือเทศ ในอดีตจะมีมะเขือเทศรับประทานเพียง 8 เดือน ส่วนอีก 4 เดือน มะเขือเทศจะไม่ติดลูก โชคดีที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไปพบกลุ่มอเมริกันที่กำลังทำวิจัยเรื่องมะเขือเทศฤดูร้อน และครูที่สอนที่ Utah State University ท่านหนึ่งชื่ออาจารย์ Hawthorn เคยเป็นหัวหน้าสถานีทดลองที่มลรัฐเท็ซัส ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงได้สั่งเมล็ดมะเขือเทศพันธุ์ฤดูร้อน มาปลูกเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2497 โดยมอบให้อาจารย์ผสม เพชรจำรัส เป็นผู้ดูแล เพราะอาจารย์ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ปรากฏต่อมาว่ามะเขือเทศพันธุ์ดังกล่าวสามารถปลูกเจริญเติบโตและติดลูกได้ดี แต่เมื่อเรียนจบกลับมาพบว่าคนอื่นนำไปตั้งชื่อเป็น มะเขือเทศสีดา ไปแล้ว จากผลงานวิจัยต่อมาของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงทราบว่าการปลูกมะเขือเทศให้มีผลรับประทานตลอดทั้งปีนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเลย แต่ความนิยมรับประทานมะเขือเทศอยู่ในวงแคบมาก ปัญหาสำคัญในขณะนั้นคือรสชาติของมะเขือเทศไม่ถูกปากผู้บริโภค แม้ฝรั่งที่คุ้นเคยกับศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังเคยบ่นว่ารับประทานมะเขือเทศของไทยเหมือนเคี้ยวกระดาษ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเป็นพันธุ์สำหรับแปรรูปไม่เหมาะสำหรับรับประทานสด จึงมีการทำวิจัยนำพันธุ์รับประทานสดมาทดสอบคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสำหรับภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยเผยแพร่ให้เกษตรกรปลูก ต่อมาศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังได้จัดตั้งกลุ่มนักวิชาการเพื่อวิจัยมะเขือเทศเพื่อผลักดันให้มีการปลูกมะเขือเทศแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศเป็นอุตสาหกรรม เป็นอาชีพที่มั่นคงทำรายได้ให้เกษตรกรจนถึงปัจจุบัน

นอกจากงานทางพืชผักแล้วศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังมุ่งมั่นผลักดันให้มีงานวิจัยทางด้านไม้ผลอีกหลายๆ ชนิด อาทิ มะม่วง ทุเรียน ลางสาด ลำไย มังคุด และเงาะ เป็นต้น โดยเฉพาะมะม่วงได้ผลักดันให้มีงานวิจัยครบวงจรตั้งแต่ในเรื่องของพันธุ์ การปลูกเลี้ยงตลอดจนการปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวจนกระทั่งสามารถส่งจำหน่ายต่างประเทศได้เป็นผลสำเร็จในหลายๆ ประเทศ นอกจากนั้นยังพยายามโน้มน้าวรัฐบาลและผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกระดับให้เห็นถึงความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับแม้จะบริโภคไม่ได้ แต่สามารถจำหน่ายได้เงินตราเข้าประเทศ เป็นผลสำเร็จ ทำให้มีการแบ่งปันเงินรายได้และเงินงบประมาณเล็กๆ น้อยๆ มาจุนเจือให้อาจารย์และนักวิชาการสามารถทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเป็นการวิจัยเพื่อการเรียนการสอนเป็นการพัฒนาคนในด้านไม้ดอกไม้ประดับเตรียมไว้รองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอนาคต และเป็นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ด้วย

ในที่สุดพืชสวนก็ได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 เป็นครั้งแรก สมความคาดหมาย การวิจัยทางด้านพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพรจึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐตามสมควร โชคดีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยเฉพาะคุณหลวงอิงคศรีกสิการ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และทีมงานได้เตรียมความพร้อมของนักวิจัย และนักวิชาการไว้ล่วงหน้าแล้ว งานวิจัยและพัฒนาทางด้านพืชสวนจึงไม่ต้องตั้งต้นที่สูญ แต่สามารถต่อยอดไปได้เลย

นอกจากเป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนและเกษตรกรแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังเป็นนักบริหารในทุกระดับ ตั้งแต่หัวหน้าภาควิชาพืชศาสตร์ คณบดีคณะเกษตร โดยเฉพาะได้ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยถึง 12 ปี (3 สมัย) ประธานคณะกรรมการวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์ชุมนุมและชีววิทยา สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ (SEATO) เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัย ฯณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ มะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันนี้ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานที่ปรึกษาการเกษตร สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์

รางวัลชีวิตที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2536) และประกาศเกียรติคุณให้เป็น พ่อตัวอย่างแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกของสมาคมตั้งแต่เริ่มตั้งจนถึงปัจจุบัน ส่วนปรัชญาในการทำงานคือ ใช้คนให้ถูกกับงาน

ในด้านส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ สมรสกับนางสาวไพพรรณ วัชพฤกษ์ มีบุตรธิดา 2 คน คนแรกเป็นชาย จบปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรม และปริญญาโทบริหารธุรกิจ คนที่ 2 เป็นหญิง จบปริญญาตรี-โท สาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอกจาก Tsukuba University ประเทศญี่ปุ่น โดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่สำคัญคือบุตรธิดาทั้งสองคนเป็นคนดี มีอาชีพ มีรายได้ ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดี มีหลานปู่ 2 คน หลานตา 3 คน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบ ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย มุ่งทำคุณประโยชน์และแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรถึงในเรือกสวนไร่นา เป็นการตอบแทนคุณให้แก่แผ่นดินเกิด

สิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ฝากไว้ให้คณาจารย์และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ อย่าทรยศต่อวิชา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษาผู้บริหารระดับสูง ต้องกล้าให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตรงความเป็นจริงแทนคำตอบที่ว่า ท่านทำถูกต้องแล้ว สำหรับอาจารย์และนิสิตนั้นให้หันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความเจริญให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวกและการทะเลาะกันในทางวิชาการ เป็นเหตุแห่งความเจริญ

แหล่งข้อมูล

บรรเจิด คติการ. สัมภาษณ์, 8 ธันวาคม 2543.

บรรเจิด คติการ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.