หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี อดีตคณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2473 เป็นบุตรคนที่สามของนายนิทัศน์และนางข่ายแก้ว คันธเสวี ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดพะเยา (เมื่อครั้งยังเป็นอำเภอหนึ่งของ จังหวัดเชียงราย) จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจาก โรงเรียนประจำอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนประจำจังหวัดน่าน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนได้ 1 ปี ก็สอบชิงทุนของรัฐบาล (ก.พ.) ได้ จึงได้ไปศึกษาต่อถึงระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเดวิประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านศึกษาศาสตร์การเกษตร

ใน พ.ศ. 2499 ได้กลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะหนึ่ง จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ด้วยทุนฟูไบร์และกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เรื่อยมาจนกระทั่งได้ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2532 โดยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฎไทย

ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี เรียนอยู่ในระดับมัธยม ท่านมีความคิดเหมือนกับหลายๆ คน คือ เรียนอะไรก็ได้ให้จบและมีงานทำ แต่เมื่อท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ซึ่งที่นั่นสอนให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าโดยการรับใช้ซึ่งกันและกันในสังคมโลก โดยเฉพาะหนังสือเรียนเล่มหนึ่งชื่อ The Rural America ซึ่งเป็นตัวอย่างการทำงานของ County Agents คำสอนและเรื่องราวดังกล่าวได้จุดประกายความคิดจากการเรียนอะไรก็ได้ เปลี่ยนมาเป็นการเรียนเพื่อไปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาชนบทซึ่งส่วนใหญ่ยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างสังคมเกษตรกรชนบทกับสังคมเมือง จากความมุ่งมั่นดังกล่าว ทำให้ท่านตัดสินใจเข้าเรียนวิชาการการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า… ขณะนั้นเรามีนักวิชาการด้านการเกษตรมาก แต่ความรู้ทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมทั้งการบริหารจัดการธุรกิจทางการเกษตรไม่ไปถึงชาวชนบท ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ ทำให้เกิดช่องว่างในสังคม ก็เลยตัดสินใจไปเรียนด้านส่งเสริมการเกษตร (Extension Service) ซึ่งตอนนั้นฮิมากในสหรัฐฯ เพราะเขาเห็นว่าเป็นวิชาที่ทำให้เกษตรกรหรือชาวชนบทของเขา สามารถมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ได้ทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญา ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แม้ขณะที่ท่านเป็นนิสิตเรียนอยู่ชั้นปี 1 ท่านได้ริเริ่มตั้งสโมสรภาษาอังกฤษ (English Club) ขึ้นเป็นแห่งแรกในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยได้รับความสนับสนุนจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่มาประจำที่มหาวิทยาลัยในขณะนั้น และได้รับความสนใจจากเพื่อนนิสิตในการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้นิสิตหลายคนในรุ่นนี้ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาเอก เมื่อท่านกลับมาทำงานให้มหาวิทยาลัยหลังจากจบปริญญาโท ท่านก็ได้จัดตั้งสโมสรอื่นๆ อีกหลายสโมสร อาทิ วาทะสโมสร (Public Speaking Club) สโมสรการส่งเสริมการเกษตร (Agricultural Extension Club) เป็นต้น หลังจากที่จบปริญญาเอกด้านการอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพ็ชิเวเนีย ท่านก็ได้ริเริ่มให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบการลงทะเบียนและโครงสร้างหลักสูตรการศึกษา ในปี 2513 ได้เสนอแนวคิดในการปรับปรุงหลักสูตรโดย 1) ให้ปรับความรู้ทั่วไปทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษา โดยเฉพาะใน 2 ปีแรกของหลักสูตร 4 ปี เป็นครั้งแรกของประเทศไทย 2) ปรับจากหลักสูตร 5 ปี เป็น 4 ปี รวมทั้งลดจำนวนหน่วยกิตและเนื้อหาแต่ละวิชาให้มีจำนวนน้อยแต่มีความเข้มข้นมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากขึ้น

การนำชื่อบูรพาจารย์ในวงการเกษตร เช่น หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ หลวงอิงคศรีกสิการและหม่อมหลวงชูชาติ กำภู มาตั้งชื่อถนนและสถานที่สำคัญภายในมหาวิทยาลัยเพื่อคนรุ่นหลังจะได้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของท่านเหล่านี้ การให้มีรถบริการวิ่งภายในมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรและนิสิต ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าผลงานดังกล่าวเป็นการริเริ่มของท่าน เมื่อปี 2522

บทบาทที่โดดเด่นของศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจแก่วงการสังคมศาสตร์ก็คือ การก่อตั้งคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จจนเป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นั้น ท่านได้ใช้ความอุตสาหะอดทนพากเพียรพยายามอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้เนื่องจากท่านมีความคิดว่าวิชาด้านสังคมศาสตร์ เช่น วิชาจิตวิทยา วิชาสังคมวิทยา เป็นวิชาที่ช่วยให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นนักวิชาการ นักบริการเกษตรกร และนักบริหารจัดการที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดีที่สามารถเข้ากับคนได้และเข้าใจในวัฒนธรรมประเพณีของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งขณะนั้นไม่มีวิชาดังกล่าวสอนเป็นวิชาบังคับในหลักสูตร เมื่อ พ.ศ. 2503 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ ขณะที่ยังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ท่านจึงได้นำเอาเนื้อหาวิชาดังกล่าวไปสอนในวิชาภาษาอังกฤษ โดยเลือกเอาเนื้อหาที่เป็นเรื่องของสังคมศาสตร์มาสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้นิสิตมีทักษะภาษาอังกฤษและความรู้สังคมศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ในที่สุดความพยายามของท่านก็ประสบความสำเร็จเมื่อผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยได้เห็นความสำคัญและเข้าใจถึงความจำเป็นที่นิสิตทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในขณะนั้น จึงเห็นชอบให้ทุกมหาวิทยาลัยนำไปพิจารณาปฏิบัติ จึงนับว่าได้มีการปฏิวัติโครงสร้างหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยให้มีหมวดความรู้ทั่วไปที่มีวิชาดังกล่าว ขณะนั้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิชาสังคมศาสตร์เป็นเพียงสาขาวิชาในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ (คณะวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน) ต่อมางานใน พ.ศ. 2509 การเรียนการสอนได้ขยายออกไปมากขึ้นตามจำนวนนิสิต จึงได้รับการยกฐานะเป็นภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และคงยังเป็นภาควิชาหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็ยังคงเพียรพยายามขยายงานต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2517 ภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วยภาควิชาจิตวิทยา นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และปรัชญา ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสังคมศาสตร์ เป็นคนแรก ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวคือ ได้มีการจัดตั้งคณะใหม่คือ คณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งได้ดึงเอาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ของคณะวิทยาศาสตร์ และสาขาวิชาปรัชญา จากคณะสังคมศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการจำแนกหมวดหมู่สาขาวิชาการขององค์การยูเนโก

หลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาสังคม ในปี 2509 ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ผู้ซึ่งนอกจากจะสนใจในด้านการพัฒนาการอุดมศึกษาและยังเป็นผู้มีความคิดก้าวหน้าในด้านพัฒนาประเทศชาติ กล่าวคือ ท่านได้มองเห็นว่าสังคมไทยโดยรวมแม้จะประกาศใช้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาแล้ว 2 ฉบับแต่การพัฒนาชาติยังขาดความสมดุล เพราะเน้นหนักด้านเศรษฐกิจและวัตถุเกินไป และโดยเฉพาะชุมชนในชนบทยังขาดการพัฒนาในด้านสังคมให้คู่กันไปกับด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ท่านจึงได้ริเริ่มให้เปิดหลักสูตรการพัฒนาด้านสังคม ระดับปริญญาโทขึ้นในภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชนของกระทรวงมหาดไทยในปี 2509 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาพัฒนาชุนชน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและความต้องการของบุคคลหลายฝ่ายจึงได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อหลักสูตรเป็นพัฒนาสังคม ใน พ.ศ.2515 (ปัจจุบันโอนไปอยู่กับบัณฑิตวิทยาลัย) เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม และเอกชนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่จำกัดเฉพาะบุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น

สำนักพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตร เป็นสถาบันหนึ่งที่นำความภูมิใจมาสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ในขณะนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2529) คงจำได้ว่าเป็นศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี เป็นผู้ทำโครงการนี้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ โดยการสนับสนุนของศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ นคร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร สุธรรม อารีกุล เป็นอธิการบดี โดยท่านได้แนวคิดจากการศึกษาดูงานต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศ จีน และเกาหลีเหนือ ซึ่งให้ความสำคัญแก่พิพิธภัณฑ์ในอันที่จะทำให้วัฒนธรรมด้านต่างๆ ของชาติที่มิฉะนั้นอาจจะถูกหลงลืมไปให้มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของชนในชาติ ท่านได้ให้ทัศนะว่าพิพิธภัณฑ์เช่นนี้จะช่วยให้คนเราได้มองเห็นตัวเองว่ามาจากไหนและมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อใด โดยใคร เราเคยอยู่กันอย่างไรอย่างไร และเกิดความภาคภูมิใจในอารยธรรมอันยาวนานของชนชาติของตนเอง ถ้าคนไม่มีความภาคภูมิใจในรากเง่าของตนเองจะมีความรัก ภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติได้อย่างไร โอกาสที่เอกลักษณ์ของชาติจะถูกกลืนกลายโดยอารยธรรมต่างชาติก็เกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งความรู้ของบรรพบุรุษที่ได้เรียนรู้และสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนหรือที่เรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในศิลปะและวิชาการด้านต่างๆของชีวิตน่าจะได้นำมาศึกษา หากจะเป็นเสมือนฐานเชื้อความรู้ที่สามารถนำไปใช้ศึกษาค้นคว้าต่อไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมการเกษตร อันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่แม้กระทั่งทุกวันนี้ การศึกษาทางประวัติศาสตร์ทำให้เห็นได้ว่าชาติไทยเติบโตและเจริญก้าวหน้าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากการเกษตร วัฒนธรรมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับเกษตรกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี จึงมีความเห็นว่า การศึกษาค้นคว้าและการรวมรวมหลักฐานประจักพยานต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรในตีอันแสดงถึงภูมิปัญญาของคนไทย ควรมีขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาการเกษตรแห่งแรกและที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ความเป็นครู ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี มีความภาคภูมิใจในความเป็นครู ซึ่งท่านหมายถึง การพัฒนาคนเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ท่านเล่าว่า ความรู้สึกอยากเป็นครูมีมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม ประการแรกอาจเป็นเพราะคุณพ่อเป็นครู (และต่อมาเป็นศึกษาธิการอำเภอ) อยู่ใกล้ชิดกับครูที่ดี มีความรักเมตตา ทำให้ชอบครูและอยากเป็นครู ในที่สุดท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูตลอดมาจนทุกวันนี้ ท่านรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสได้ผลิตนักส่งเสริมการเกษตรได้ทั่วประเทศ แม้ว่าตัวเองตั้งไว้แต่ไม่มีโอกาสได้เป็นเอง และเมื่อลูกศิษย์ที่จบไปแล้วมาบอกว่าได้นำวิชาที่ท่านสอนไปใช้ประโยชน์ในการทำงานจนประสบความสำเร็จและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า

แม้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี จะเป็นปูนีบุคคลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์และภาพต่างๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของท่านจวบจนปัจจุบัน… รู้สึกตื่นเต้นประทับใจนับตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนิสิตปีที่ 1 ซึ่งตอนนั้นมีสภาพไม่เหมือนปัจจุบัน แต่ก่อนเป็นทุ่งนาที่ชาวบ้านชาวเมืองมักจะเรียกขานว่า ทุ่งกว้างบางเขน มีหอพักสร้างด้วยไม้ 7-8 หลัง มีสวนผัก นอกนั้นเป็นคอกหมู โรงเลี้ยงไก่หรือที่เรียกกันในขณะนั้นว่า โรงแรมไก่ และสระเลี้ยงปลาจีน… ตอนนั้นครูบาอาจารย์ของเราถือว่าเป็นครูที่แท้จริง ท่านสอนด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ลูกศิษย์มีความรู้อย่างจริงจัง และดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดอย่างอบอุ่นมาก... เป็นกันเอง บางท่านมีบ้านพักในบริเวณ พวกเราบางคนไปกินไปนอนค้างที่บ้านท่านเหมือนลูกหลานของท่านเอง เพื่อนฝูงในขณะนั้นก็มีหลายคนที่ยังสนิทสนม รักใคร่และ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอื้ออาทรต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้…

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็มิได้มุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบันกลับไปเป็นอย่างอดีตที่ท่านประทับใจ เพราะในสมัยที่ท่านเรียนอยู่ ในปีที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนิสิตทั้งหมดประมาณ 200 คน และคณาจารย์ทั้งหมดประมาณ 15 ท่าน ซึ่งเห็นหน้าเห็นตาอยู่แทบทุกวัน ทุกคนจึงรู้จักกันเกือบหมด แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เฉพาะที่วิทยาเขตบางเขนแห่งเดี่ยก็มีนิสิตร่วม 14,000 คน โอกาสที่จะรู้จักมักคุ้นกันทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้ คณะต่างๆ จึงพยายามรวมเป็นกลุ่มย่อยด้วยเหตุผลทางการเรียนรู้และความอบอุ่นทางอารมณ์ของคนวัยนี้ แต่ขณะเดี่ยวกันก็ทำให้เหินห่างจากกลุ่มอื่นคณะอื่นไป อย่างไรก็ตาม ท่านได้ฝากถึงท่านอาจารย์ทั้งหลายอุทิศตัวให้แก่อาชีพอันสูงส่งนี้ในการฝึกฝน อบรมนิสิตอย่างจริงจังและใกล้ชิด โดยคิดหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำร่วมกันมากๆทั้งในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร โดยเฉพาะในคณะและภาควิชาของตน และถ้านิสิตด้วยกันได้มีความใกล้ชิดกันและเอื้ออาทรกันมาขึ้นความผูกพันที่มีต่อคณะและกันและกันก็จะยืนยงคงอยู่ตลอดไป สมันที่ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาและคณบดี ศาสตราจารย์ ดร นิพนธ์ คันธเสวีได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมประสบการณ์ทางความคิดและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและระหว่างนิสิตอยู่เสมอ ทั้งในและนอกสถานที่ อย่างน้อยที่สุดเพื่อเขาจะได้มีความจงรักภักดีและรู้สึกหวงแหนในสถาบัน และช่วยกันสืบทอดจิตสำนึกของความเป็นลูก เกษตร เพื่อสังคมไทยต่อไป

คอกม้าอินเตอร์ ยังเป็นความประทับใจและความทรงจำของ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี หลายคนคงจะงงไม่เข้าใจว่า อะไรคือคอกม้าอินเตอร์ สำหรับคนที่ได้ร่วมงานกับท่านสมัยบุกเบิกคณะสังคมศาสตร์ คงจดจำได้ว่าเมื่อ ท่านประสบความสำเร็จในการนำวิชาสังคมศาสตร์ไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นภาควิชาหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ คือภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี เป็นหัวหน้าภาควิชา ท่านได้ใช้อาคารกึ่งถาวร ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับคณะเศรษฐศาสตร์ (ปัจจุบันถูกรื้อไปหมดแล้ว) เป็นที่ทำการของภาควิชาและคณะ ซึ่งบรรดาอาจารย์ทั้งหลายมักเรียกอาคารดังกล่าวว่า คอกม้าติดแอร์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นอาคารติดพื้นชั้นเดียว ตอนกลางวันถ้าแดดจ้า อากาศในห้องทำงานและห้องเรียนจะร้อนอบอ้าว ท่านจึงติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้เพื่ออาจารย์จะได้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ทั้งเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานใน คอกม้า หลังนี้ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ความก้าวหน้าที่ยั่งยืน จากประสบการณ์อันยาวนานและหลากหลาย ทำให้ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี มีความคาดหวังที่จะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความรุ่งเรืองในด้านเทคโนโลยีการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง Biotechnology เพื่อเป็นประโยชน์ในด้านการผลิตอาหารที่มีคุณค่าควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมให้แก่ชุมชนในชนบท ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพของบุคคล คือชาวบ้านทุกเพศทุกวัย ให้มีความตื่นตัวในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ มีจิตสำนึกในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องรู้จักพึ่งตนเองและมีคุณธรรมเพื่อส่วนรวม อีกประการหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ยังมีความคาดหวังที่จะเห็นบัณฑิตที่มีบุคลิกของความเป็นผู้นำตามมาตรฐาสากลทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านสังคมและด้านคุณธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของอาจารย์อีกเช่นกัน กล่าวคือมิใช่สอนเฉพาะวิชาการ หากแต่ต้องสอนให้นิสิตรู้จัดคิด ให้เข้าใจชีวิตที่แท้ตามความเป็นจริงและสามารถแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการมีจิตสำนึกและจริยธรรมในการทำงานเพื่อส่วนรวม ตลอดจนการมองเห็นการณ์ไกลในอนาคต การสอนควรจะกระทำด้วยความรักและเมตตา รักวิชาที่สอน และ เมตตาศิษย์ อย่าคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียวไม่ว่าเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทอง ถ้าทำอย่างนี้ได้อาจารย์เองจะมีความสุขอย่างแท้จริง ศิษย์ก็จะมีความเจริญก้าวหน้า และมีความผูกพันกับครูอาจารย์และสถาบันตลอดไป นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ยังมีความคาดหวังที่จะให้คณะต่างๆ จัดทำหลักสูตร International Program เพื่อจะได้เชิญชวนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันให้มาเรียนกับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ควรจะคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอันป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนาธรรมและสิ่งแวดส้อมที่ยั่งยืน

ความรักและความอบอุ่นของครองครัว ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี นอกจากจะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานแล้ว ท่านยังประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว ธิดา 2 คน ของท่านมีความประพฤติดี มีการศึกษาดี มีงานที่ดีทำ ซึ่งท่านได้มอบความดีนี้ให้แก่ภรรยา (ถึงแก่กรรมแล้ว) ที่เป็นผู้เลี้ยงดูทั้งด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ที่อบอุ่น ด้านสังคมคือการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและด้านความเชื่อในพระเจ้าและพระธรรมคำสอนในการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าแก่ธิดาของท่านเป็นส่วนใหญ่ ท่านได้ให้ความสำคัญแก่ การปลูกฝังการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม กล่าวคือ มีการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่หลงมัวเมาไปกับกระแสของสังคม ที่ท่านเรียกว่า ภาพลวงตา ส่วนการเลือกคบเพื่อนที่ดีนั้น ส่วนใหญ่ท่านให้ธิดาของท่านพาเพื่อนมาที่บ้านมากกว่าให้ไปที่อื่น ท่านได้เล่าถึงอดีตที่อบอุ่นว่า เวลาที่เราคุยด้วยกันตั้งแต่สมัยเขาเล็กๆ โดยเฉพาะเมื่อแม่เขายังอยู่ เราก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่อย เราดูทีวีแล้วก็วิจารณ์ว่า อันนี้ดีไม่ดี ด้วยเหตุผลอะไร ลูกๆ ก็ได้ความคิดจากเรา ถ้าหากพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือว่าไม่ได้ให้เวลากับลูก หรือว่าไม่ได้สนใจลูก ไม่เอาเรื่องต่างๆมาคุยกัน เด็กก็จะไปรับสิ่งต่างๆ มาจากผู้อื่นก็อันตรายมาก…เพราะเด็กๆมักจะขาดทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม การที่จะให้เขาเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกเอาเองนั้นเป็นการเสี่ยงมากเกินไป โดยเฉพาะสำหรับสตรีเพศ…

การบริการเพื่อสังคม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี นอกจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์คุณานัปการให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ตลอดเวลาเหล่านั้นท่านยังได้ใช้ความรู้ความสามารถเป็น คุณประโยชน์แก่สังคมนอกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกมากมายด้วย อาทิ ท่านเคยลาออกจากราชการชั่วคราวไปปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นประธาน คณะกรรมการต่างๆ ในระดับชาติ และมูลนิธิการกุศลต่างๆ หลายแห่ง ปัจจุบันนี้แม้ว่าท่านเกษียณอายุแล้ว ท่านก็ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยคริสเตียน ที่จังหวัดนครปฐม โดยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีอาวุโส เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2540-2543 และเมื่อหมดวาระประจำการแล้วท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาอธิการบดี ในการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัย คริสเตียนนั้น มุ่งให้บัณฑิตมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพควบคู่ไปกับจิตสำนึกในความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ดังคำขวัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ว่า รัก-บริการ

ในด้านการปกครองบังคับบัญชา หลายคนที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี คงยอมรับว่าท่านเป็นนักบริหารที่ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ให้ความใกล้ชิด และเอื้ออาทรแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านมักเดินไปเยี่ยมเยี่ยนบดาอาจารย์ถึงโต๊ะทำงาน เพื่อถามทุกข์สุข หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทั้งในด้านการสอน การวิจัย การเขียนตำรา ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า พวกเรามีวันนี้ เป็นอย่างวันนี้ ก็เพราะสิ่งดีดีที่ท่านได้เคยให้การสนับสนุน ผลักดัน เคี่ยวเข็ญ และเป็น กำลังใจ ซึ่งความรู้สึกนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของตลอดมา

ด้วยผลงานและคุณความดีที่ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ได้สั่งสมมาเป็นลำดับอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540

แหล่งข้อมูล

นิพนธ์ คันธเสวี. สัมภาษณ์, 27 ตุลาคม 2543.

นิพนธ์ คันธเสวี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2499.