หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2480 ที่ย่านประตูน้ำ จังหวัดพระนคร เป็นบุตรีคนที่สามของนายชำนาญ และนางริ้ว น้าสุนีย์ โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาสี่คน ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัย ระดับมัธยมต้น (มัธยมหนึ่ง-มัธยมสาม) ที่โรงเรียนสตรีทัดสิงเสนี ระดับมัธยมปลาย (มัธยมสี่-มัธยมหก) ที่โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย และระดับเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท ในวัยเด็กศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กส่วนใหญ่ในสมัยนั้น โดยต้องช่วยตัวเองและช่วยงานบ้าน เช่น เดินและนั่งรถเมล์หรือรถรางไปโรงเรียน ไปจ่ายกับข้าวกับมารดาที่ตลาดใกล้บ้าน การที่ได้ไปจ่ายกับข้าวกับมารดาเป็นเนืองนิจนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการครองเรือนแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อการสอนวิชาจุชีววิทยาทางอาหารในเวลาต่อมา ในการเลือกตัวอย่างอาหารเพื่อใช้สอนภาคปฏิบัติการ หรือการยกตัวอย่างการเน่าเสียของอาหารโดยไม่ต้องลอกเรียนแบบจากตำราต่างประเทศ ทำให้ผู้เรียนเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการจำหน่ายอาหารสดในประเทศไทยในระยะแรกๆ ที่สอนวิชานี้ ยังคงมีเฉพาะในตลาดสด ไม่มี super market เช่นปัจจุบัน นอกจากจะได้รับความรู้และประสบการณ์จากการช่วยงานบ้านแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดีไปพร้อมๆกับการไปเที่ยวโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากบิดาจะพาไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระศรีรัตศาสดารามอยู่เป็นประจำ โดยให้ดูและอ่านคำบรรยายประกอบภาพรามเกียรติ์เป็นตอนๆ จนวนมาครบรอบ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ความรู้แก่บุตรธิดาในสมัยนั้น

เมื่อจบการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษาแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง จึงได้สอบเข้าเรียนต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนิสิตวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่สองปี โดยที่ผลการสอบปีที่สองได้คะแนนต่ำกว่าที่จะข้ามฟากได้ ซึ่งในรุ่นนั้นสามารถแก้ตัวในปีที่สามได้ แต่เนื่องจากได้ตระหนักว่าตนเองไม่ชอบวิชาชีพแพทย์เลย จึงได้ตัดสินใจเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีหลักสูตรจุชีววิทยาในประเทศไทยจึงได้เลือกเรียนสาขาศาสตร์ ซึ่งเป็นปีแรกที่เปิดสอนหลักสูตรห้าปี โดยมีวิชาเลือก และต้องทำวิทยานิพนธ์ จากการที่ได้เลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวกับจุชีววิทยาสองสามวิชา ทำให้ทราบว่าสนใจงานด้านนี้มากกว่าพฤกษศาสตร์ จึงได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับแบคทีเรียที่สังเคราะห์แสงได้ และรู้สึกว่าสนุกมากกับงานวิจัยเล็กๆ ชิ้นนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจงานวิจัย เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพฤกษศาสตร์ใน พ.ศ. 2504 ได้เข้าทำงานที่ SEATO Medical Laboratory ซึ่งเป็นงานด้านจุชีววิทยาเกี่ยวกับทอกซินของเชื้ออหิวาต์ และเชื้อแตฟิโลคอกคัส ที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษกับคน

ขณะที่ทำงานที่ SEATO Lab อาจารย์ ดร. ฤกษ์ ยามานนท์ ได้ชักชวนให้ย้ายมารับราชการที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ โดยเล่าให้ฟังว่า ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ มีแผนงานที่จะเปิดสอนหลักสูตรจุชีววิทยาที่ภาควิชาชีววิทยา คณะกสิกรรมและสัตวบาล ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาฯอยู่ในขณะนั้น ทำให้สนใจและตัดสินย้ายมาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2505 โดยได้รับเงินเดือนเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยได้รับ เนื่องจากในปีแรกภาควิชาชีววิทยายังไม่มีการสอนวิชาด้านจุชีววิทยา ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง จึงได้รับมอบหมายให้สอนปฏิบัติการสัตววิทยา และฎิบัติการกายวิภาคเปรียบเทียบ ในปีถัดมา ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ได้เปิดสอนวิชาจุชีววิทยาทางดินให้กับนิสิตภาควิชาปฐพีวิทยา จึงได้มีโอกาสสอนปฏิบัติการของวิชานี้ พร้อมทั้งการเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ทุกอย่าง โดยยังคงสอนวิชาสัตววิทยาและกายวิภาคเปรียบเทียบไปด้วย

ใน พ.ศ. 2507 เมื่อได้รับทุน Fullbright ให้ไปศึกษาต่อที่ University of Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นโอกาสให้ได้ทำตาจุดมุ่งหมายที่ย้ายมารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อช่วยดำเนินการเปิดหลักสูตรจุชีววิทยา จึงได้เลือกเรียนในสาขานี้ และได้รับปริญญาโทเมื่อ พ.ศ. 2509 นอกจากนั้นยังได้เพิ่มเติมความรู้โดยการกลับไปทำการวิจัยหลังปริญญาที่ University of Texas เมือง Austin ประเทศสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2511 อีกหนึ่งปี ประจวบกับใน พ.ศ. 2509 เป็นปีที่ตั้งคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จึงนับได้ว่าเมื่อจบปริญญาโทแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้กลับมาช่วยงานบุกเบิกการสอนและเปิดหลักสูตรจุชีววิทยาได้ทันเวลา และได้อุทิศตนทุ่มเทให้กับงานนี้อย่างเต็มความสามารถ ตั้งแต่การจัดทำหลักสูตร การรับภาระงานสอนทั้งบรรยายและฎิบัติการหลายวิชา และที่สำคัญคือการจัดหาเครื่องมือวัสดุและอุปกรณ์ ซึ่งถึงแม้ว่าเมื่อตั้งคณะใหม่ๆ คณะวิทยาศาสตร์ฯ จะได้รับงบประมาณค่อนข้างมาก แต่ภาควิชาชีววิทยามีสายงานที่ต้องรับผิดชอบหลายสายงานด้วยกัน โดยที่ลักณะงานด้านจุชีววิทยาต้องใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่างจากสายงานด้านอื่นๆ และของทุกอย่างล้วนมีราคาสูง ทำให้เป็นภาระที่หนักมากในการจัดหาให้พอเพียงกับจำนวนนิสิต ซึ่งเฉพาะวิชาจุชีววิทยาพื้นฐานวิชาเดียวมีนิสิตลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า 300-400 คนต่อภาคการศึกษา และยังมีวิชาอื่นๆ อีกหลายวิชาที่เป็นวิชาในหลักสูตรปริญญาตรีจุชีววิทยา นอกจากนี้สายงานด้านนี้ยังขาดอาจารย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาขาใหม่ของประเทศไทยในขณะนั้น โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแห่งแรกที่เปิดหลักสูตรนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมบุคลากรสำหรับเป็นกำลังในการจัดตั้งสาขาวิชาและภาควิชาจุชีววิทยาต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุนธ์ จึงได้มีนโยบายให้เปิดหลักสูตรปริญญาโทไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดโอกาสให้อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาที่สนใจจะทำงานในสายงานด้านนี้ได้เพิ่มพูนความรู้ด้านจุชีววิทยา

ความรับผิดชอบที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ให้พอเพียงสำหรับการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพทำให้ต้องบริหารการเงินให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเลือกซื้อของจากต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ การสนใจข่าวสารเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณได้มากเช่นเดียวกัน เช่นได้เลือกจัดซื้อของจากประเทศอังกฤษในปีที่ค่าเงินปอนด์ลดจาก ปอนด์ละ 60 บาท เป็น ปอนด์ละ 45 บาท ซึ่งเท่ากับซื้อของได้ถูกลง 25 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเครื่องแก้วบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้ของต่างประเทศ เช่น ขวดใส่อาหารเลี้ยงเชื้อ ก็ยังไม่มีแหล่งที่จะสั่งซื้อได้ครั้งละมากๆ จึงต้องไปเลือกเองจากร้านขายขวดเก่า ในขณะนั้นอุปกรณ์การสอนที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ลวดเขี่ยเชื้อ ที่วางไลด์เพื่อย้อมสี กระป๋องใส่ปิเปต ตระร้าใส่หลอดทดลองและ rack สำหรับวางหลอดแก้ว ยังไม่มีแหล่งผลิตในประเทศ และราคาเมื่อสั่งซื้อจากต่างประเทศจะสูงเกินงบประมาณที่มีอยู่ จึงต้องดัดแปลงหาช่างให้ช่วยผลิตให้ เป็นการลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งความยุ่งยากเหล่านี้จะไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้อุทิศตนให้กับงานสอนและการวิจัยควบคู่กันไป ในด้านงานสอนได้ให้เวลากับลูกศิษย์ทั้งในและนอกชั้นเรียน ได้นำผลจากการวิจัยของตนเองมาเป็นบทเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติการหลายเรื่อง ประกอบกับการยกตัวอย่างใกล้ตัวที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน ปรับปรุงและเตรียมการสอนอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีงานที่ต้องทำหลากหลาย แต่ก็ได้จัดลำดับความสำคัญของการสอนไว้เป็นลำดับแรกเสมอ โดยไม่ได้ละทิ้งงานอื่นๆ นอกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ยังได้รับเชิญให้ทำการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายมหาวิทยาลัย ในหัวข้อที่ถนัด ได้แก่ จุชีววิทยาทางอาหาร และอาหารหมัก ได้เขียนตำราในสาขาดังกล่าวทั้งภาษาไทย และต่างประเทศ ได้รับเชิญให้เป็นผู้ร่วมเขียนตำราเรื่อง "จุชีววิทยาของอาหารหมัก" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ในประเทศอังกฤษ นอกจากตำราเรียนแล้ว ยังได้ผลิตบทความทางวิชาการรวม 12 เรื่อง และหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับจุชีววิทยากับชีวิตประจำวันสำหรับประชาชนทั่วไป ในด้านการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้เป็นประธานกรรมการจัดทำหลักสูตรจุชีววิทยาของภาควิชาตลอดมา และเป็นกรรมการการศึกษาซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนเป็นประธานฝ่ายวิชาการในการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายสมัย อีกทั้งได้รับเชิญให้เป็นประธานและกรรมการจัดทำหลักสูตรจุชีววิทยาเทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การอาหาร ทั้งระดับปริญญาตรี โท และ เอก ให้กับมหาวิทยาลัยอื่นอีกไม่น้อยกว่า 6 มหาวิทยาลัย จากผลงานดังกล่าว เป็นผลให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับประกาศเกียรติคุณให้เป็นครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับอุดมศึกษาโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ใน พ.ศ. 2535

ในด้านงานวิจัย ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 จนเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยอีกหลายโครงการ มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติกว่า 50 เรื่อง เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลระดับมหาวิทยาลัย 5 เรื่องและการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการหมักเต้าเจี้ยวและซีอิ้วในประเทศไทยโดยใช้กล้าสปอร์เชื้อรา ได้รับรางวัลวิจัยดีเยี่ยมสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาประจำปี 2530 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เทคโนโลยีการผลิตผงสปอร์เชื้อราในถุงพลาสติกซึ่งเป็นผลจากงานวิจัยนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการหมักเต้าเจี้ยวและซีอิ้วในประเทศไทย จากเดิมซึ่งเป็นการหมักโดยใช้เชื้อจากธรรมชาติมาเป็นการหมักโดยใช้กล้าเชื้อ ทำให้สามารถควบคุมการหมักได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาการหมัก โดยได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และปลอดภัยจากการปนเปื้อนของเชื้อราที่สร้างสารพิษ และเพื่อให้มีการนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม จึงได้เปิดอบรมให้กับโรงงาน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยที่เป็นเทคโนโลยีที่ง่ายและลงทุนต่ำ ทั้งโรงงานและกลุ่มแม่บ้านจึงได้นำไปใช้อย่างแพร่หลายและได้ผลดี ทำให้ในปัจจุบันมีโรงงานที่หมักซีอิ้วด้วยวิธีเดิมเหลืออยู่น้อยมาก นอกจากนั้นยังมีผู้นำวิธีการนี้ไปผลิตผงสปอร์เชื้อราซีอิ้วขาย นับว่าเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทย วิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราในถุงพลาสติกที่ได้พัฒนาขึ้น ยังสามารถนำไปปรับใช้เพาะเลี้ยงเชื้อราชนิดอื่นๆ ทั้งเพื่อผลิตกล้าเชื้อ เอนไซม์และสารสี ตลอดจนการผลิตเชื้อราเพื่อใช้ปราบศัตรูพืชอย่างได้ผลดี ผลงานวิจัยที่ได้มีการเผยแพร่สู่ประชาชนอีกเรื่องหนึ่ง ได้แก่การพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่ผิวอาหารและอาหารที่มีลักณะเป็นผง ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารได้เป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง และไม่เปลืองเวลาในการฆ่าเชื้อโถเครื่องปั่น (blender) วิธีการนี้ได้มีห้องฎิบัติการวิเคราะห์อาหารภาคเอกชนนำไปใช้อย่างได้ผลดี ผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่มีสิทธิบัตร และได้รับการเผยแพร่โดยปราศจากค่าตอบแทน ซึ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ นั้น การที่มีผู้นำผลงานไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการที่สามารถพิสูจน์ให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของงานวิจัยเป็นความภูมิใจมากกว่าค่าตอบแทนใดๆ

การทำงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่นโครงการ ASEAN ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 ปี และโครงการ USAID ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เครื่องมือราคาแพงที่ได้รับจากโครงการเหล่านี้ นอกจากจะได้ใช้ในโครงการวิจัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเรียนการสอนอีกหลายวิชา จากผลงานที่รากทำให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำ พ.ศ. 2536 ในคราวครบรอบ 15 ปี สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับงานด้านบริหารนั้น นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกให้มีสาขาวิชาจุชีววิทยา ซึ่งต่อมาได้จัดตั้งเป็นภาควิชาแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสาขาวิชาตั้งแต่เริ่มแรกในปี พ.ศ. 2519 จนถึง พ.ศ. 2522 และได้เป็นหัวหน้าภาควิชาจุชีววิทยาระหว่าง พ.ศ. 2535-2537 ได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการและคณะกรรมการบริหารหลายคณะ เช่น กรรมการดำเนินการสาขาชีววิทยา-พันธุศาสตร์และจุชีววิทยาตามโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยของทบวงมหาวิทยาลัย กรรมการวางแผนและพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ กรรมการประจำสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร กรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์ และกรรมการประจำสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนั้นยังเป็นกรรมการของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติหลายคณะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งศูนย์เป็นต้นมา

ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เป็นผู้ที่มีผลงานด้านการติดต่อต่างประเทศที่เป็นประโยชน์หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เป็นผู้ประสานงาเครือข่ายระดับภูมิภาคด้านจุชีววิทยาและเทคโนโลยีด้านจุลชีพของ UNESCO ระหว่าง พ.ศ. 2534-2542 เป็นผู้ร่วมในการวางแผนให้เกิดความร่วมมือทำการวิจัยด้านจุชีววิทยาและเทคโนโลยีด้านจุลชีพระหว่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ Japanese Society for the Promotion of Science (JSPS) เมื่อ พ.ศ. 2521 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสาขาทรัพยากรจุลินทรีย์ ภายใต้การสนับสนุนของ JSPS และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นผลให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นมหาวิทยาลัยแกนนำฝ่ายไทยตั้งแต่เริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้ร่วมโครงการทั้งจากฝ่ายไทยและญี่ปุ่นรวม 51 สถาบัน

ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2540 โดยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาวชิรกุเป็นระดับสูงสุด หลังจากเกษียณอายุราชการแลัยังได้ช่วยงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่หลายประการ ได้แก่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขาทรัพยากรจุลินทรีย์ เป็นกรรมการในคณะกรรมการวิชาการ และกรรมการกลั่นกรองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

จากผลงานดังกล่าวแล้ว สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้มีมติอนุมัติให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจุชีววิทยา ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545

หากรอให้พร้อมหรือจะได้เริ่ม และ หากไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่งาน เป็นแนวคิด ปรัชญาและกำลังใจให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ทำงานอย่างมีความสุขและลุล่วงไปด้วยดี โดยคิดเสมอว่าตนเองจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความพร้อม ไม่ใช่รอให้ผู้อื่นเตรียมความพร้อมไว้ให้แล้วจึงทำ และมีข้อคิดว่าแต่ละบุคคลจะบรรลุความสำเร็จไม่ได้เลย หากองค์กรไม่เจริญก้าวหน้า ดังนั้นการทำงานเพื่อส่วนรวมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อนำทุกคนไปสู่จุดหมาย แนวคิดเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากในสมัยที่ศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เคยทำกิจกรรมนอกหลักสูตรออกค่ายพัฒนาชนบทร่วมกับนิสิตนักศึกษาอีกสี่สถาบัน (ในขณะนั้นมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 5 มหาวิทยาลัย) และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความประทับใจจากอดีตหมายถึง เมื่อ 30-35 ปีมาแล้ว ทุกคณะและภาควิชาใน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ มีสภาพคล้ายๆ กัน คือมีบรรยากาศของการบุกเบิก ทำให้ทุกคนมีวิญญาณของการทุ่มเทให้กับงานและส่วนรวม ก่อให้เกิดความร่วมมือและสามัคคีกัน ทุกคนจึงทำงานหนักโดยไม่เครียด ซึ่งหากบุคลากรของมหาวิทยาลัยยังคงเห็นความสำคัญของความร่วมมือร่วมใจกันตลอดไป ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าห่วงว่ามหาวิทยาลัยจะไม่เจริญก้าวหน้าเป็นหลักให้สังคมยิ่งๆ ขึ้นไป สำหรับการออกนอกระบบราชการนั้น ไม่ใช่เป็นภาระเฉพาะกับผู้บริหารเท่านั้นที่จะต้องตระเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน แต่เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิด เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าวัตถุประสงค์ของการออกนอกระบบที่แท้จริงคืออะไร จึงจะไปสู่วัตถุประสงค์นั้นได้โดยไม่หลงทาง ต้องช่วยกันคิดให้ได้ว่ามีอะไรที่เราทำอยู่ในปัจจุบันที่ไม่สมควร จนเป็นเหตุให้ต้องออกนอกระบบซึ่งคงไม่ใช่เรื่องความไม่สะดวกในการใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว หากได้คำตอบที่แท้จริงและแก้ไขได้ บางทีเราอาจจะบรรลุวัตถุประสงค์นั้นในขณะที่ยังอยู่ในระบบราชการก็ได้ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อคิดและความห่วงใยของ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง สมรสกับนายวรวิทย์ โล่ห์ทอง เมื่อ พ.ศ. 2507 มีบุตรและธิดา 2 คน คือ นายบวรภัทโล่ห์ทอง และ ดร. วรภา โล่ห์ทอง ซึ่งทั้งสองต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท และเอก ตามลำดับ และมีหน้าที่การงานมั่นคง หลังเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ใช้ชีวิตที่อบอุ่นกับครอบครัว ซึ่งมีทั้งสามี บุตร สะใภ้ และธิดา โดยมีความสุขกับงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ และสะสมดวงตราไปรษณีย์ยาก

แหล่งข้อมูล

นภา โล่ห์ทอง. สัมภาษณ์, 16 มกราคม 2545.

นภา โล่ห์ทอง. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.