หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2470 เป็นธิดาของหลวงสรพิทยาคม และคุณแม่จวงจันทร์ สรสุชาติ อาจารย์เล่าว่า เนื่องจากคุณพ่อเป็นข้าราชการ ตำแหน่งผู้พิพากษา ต้องย้ายไปจังหวัดต่างๆ ลูกๆ จึงเรียนหนังสือต่างจังหวัด การเรียนหนังสือเริ่มแรกที่โรงเรียนอนุกูลสตรีตรัง จังหวัดตรัง โรงเรียนนี้เป็นเหมือนสาขาย่อยของโรงเรียนฝรั่ง จึงได้เรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งสมัยนั้น โรงเรียนรัฐบาลจะมีการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นมัธยมปีที่ 1 หรือเทียบได้กับชั้นประถมปีที่ 5 ในสมัยนี้ เรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุกูลสตรีตรัง 2 ปี ย้ายตามคุณพ่อไปเรียนที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดระยอง เป็นเวลา 5 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เรียนอยู่ได้ครึ่งปี คุณพ่อย้ายไปอยู่จังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากเป็นโรคติดแม่ จึงต้องขอตามคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ที่กำแพงเพชรด้วย แต่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร เป็นโรงเรียนชาย คุณพ่อจึงไปขออนุญาตให้เด็กผู้หญิงเรียนด้วย ซึ่งโรงเรียนก็อนุญาต เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร ใน พ.ศ. 2484 และเข้าเรียนต่อที่เตรียมอุดมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมัยนั้น (พ.ศ. 2485) อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นนักเรียนเตรียมจุฬาฯ รุ่นอพยพไปเรียนต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ อยุธยา บังเอิญมีญาติอยู่ที่อยุธยาก็เลยไปขออาศัยอยู่ จึงเป็นนักเรียนเตรียมที่อยุธยา เรียนอยู่ได้ไม่นาน สงครามหนักขึ้น โรงเรียนก็ต้องปิดอีก จึงกลับไปอยู่บ้าน จนกระทั่งสงครามเลิก ถึงได้กลับมา คุณพ่อก็ให้สอบด้วย เพราะคิดว่าเด็กๆ ใช้เวลาดูหนังสือไม่มาก เรียนต่ออีกนิดหน่อยไปสอบเข้าจุฬาฯ เรียนเตรียมเภสัช 2 ปี เมื่อเรียนปีที่ 3 จึงเรียนคณะเภสัช เรียนอีก 2 ปี ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ ก็เข้าทำงานกับบริษัทขายยา พ.ศ. 2494 ทำงาน 4-5 ปี ก็เบื่อๆ เพราะเหงา พี่สาวแนะนำไปหาเพื่อนซึ่งทำงานอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (รองศาสตราจารย์บุญสิน เทพหัสดิน อยุธยา) เมื่อไปหา รองศาสตราจารย์บุญสิน เทพหัสดิน อยุธยา ชวนมาทำงานที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เพื่อให้สอนวิชาชีววิทยา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องการให้มาทำงานด้วย รู้สึกดีใจที่มีองค์กรอยากได้เรา จึงมาสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2499 ที่คณะประมงเรื่อยมา ระหว่างที่ทำงานโชคดีที่เป็นคนขยัน เย็นๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA อยู่แถวราชดำเนิน ไปมาง่ายจึงไปเรียนประจำ บังเอิญตอนนั้นมีทุนที่เรียกว่า ยูซ่อม (USOM) ไปสมัครสอบ และสอบได้ในครั้งแรก พ.ศ. 2501 จึงได้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ก่อนเดินทางฝรั่งที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดูผลการเรียน และแนะนำให้ไปเรียนต่อทางเภสัช เนื่องจากมีพื้นฐานความรู้ทางสาขานี้ และเผื่อว่าอนาคต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะเปิดสอนทางเภสัช ก็ตกลงตามนั้น แต่เมื่อไปถึงสหรัฐอเมริกาไปหาหัวหน้าภาควิชา Food Science ก็รับให้เรียนได้เลย ตอนนั้นเรียกว่า Food Technology

เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา สอนอยู่ที่คณะประมง ใน พ.ศ. 2503 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2509 ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมงคนแรก ในฐานะของอาจารย์มีความคิดและมีหลักอยู่อย่างหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิตคือ พยายามอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพราะคิดว่าถ้าเราใส่วิชาการมากและหนักๆ เด็กเบื่อหน่าย แต่ถ้าพูดเป็นเรื่องไม่ยาก เด็กจะเข้าใจง่ายขึ้น มีอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์เล่าว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ จะพูดไป ยิ้มไป ตัวเขาเองพยายามจะทำอย่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ บ้าง แต่ทำไม่ได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เป็นคนอารมณ์ดี

ชีวิตระหว่างทำงานที่คณะประมงสมัยก่อน การเขียนตำราเป็นเล่มมีน้อย ส่วนมากทำเป็นเอกสารโรเนียวิชาที่สอนแรกๆ คณะประมงยังไม่มีแยกสาขาวิชาเอก สอนรวมๆ กันไป มีวิชาหนึ่งคือ การถนอมผลิตภัณฑ์ เป็นวิชาเดียวในหลักสูตรที่สอน และตรงกับสาขาที่เรียนมา (Food Technology) เน้นเฉพาะเรื่องปลา ต่อมาเมื่อทำหน้าที่บริหารเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง และเป็นรองคณบดีของคณะประมง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ถึงเดือนสิงหาคม 2523 ในฐานะของผู้บริหาร มีปรัชญาในการปฏิบัติงานคือ ทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่น เรื่องแรกไม่มาสาย และกลับตรงเวลา หรือหลังเวลาเลิกงาน ไม่ใช่พอบ่ายไม่มีสอนก็กลับ ต้องทำงานให้ครบตามที่รัฐบาลท่านให้เราทำ ส่วนเรื่องอื่นๆ ความรับผิดชอบต้องมีสูง บางครั้งรู้สึกหมกมุ่นบ้าง ทำให้เหนื่อยกว่าธรรมดา ถ้ามีเวลาว่างก็จะเข้าห้องสมุดหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อจะมาเล่าให้เด็กฟัง หรือชี้ชวนให้เด็กรู้ว่า เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปถึงไหน ใครอยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาได้ในห้องสมุด พยายามชักชวนให้เด็กอ่านพวกวารสารต่างประเทศ แต่นิสิตเราไม่ชอบ กลับถามว่ามีภาษาไทยไหม ทั้งๆ ที่แนะนำก็อยากจะให้อ่านภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ตามทันต่างประเทศ

นอกจากงานบริหาร งานสอนแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ยังสนใจในการเพิ่มพูนความรู้ ด้วยการร่วมทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกาที่มาอยู่คณะประมง คือรับผิดชอบในเรื่องการทดลองเกี่ยวกับรังสี ไม่ใช่เรื่องการถนอมอาหาร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ปลาของไทย (The nutritive value of Thai fish product) และเน้นเรื่องวิตามินที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ประมง (vitamin content) แต่เป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศนอร์เวย์ ส่วนเรื่องที่ทำในประเทศคือ องค์ประกอบของปลาดุก มีการเปรียบเทียบองค์ประกอบ ระหว่างปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน ผลคือมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ และทำงานวิจัยร่วมกับ ศาสตราจารย์กาจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ รับผิดชอบเกี่ยวกับวิเคราะห์องค์ประกอบของสาหร่ายทะเล นอกจากนี้ได้เขียนในสารานุกรมไทยของราชบัณฑิตสถาน เป็นตอนสั้นๆ เกี่ยวกับการหมักดอง เช่น ที่หน้า 147 อาหารของภาคอีสาน อาจจะเรียกว่า ม่ำ หรือ หม่ำ แต่เขาใช้เนื้อทำ ตอนหลังมีการพยายามที่จะใช้ปลาทำ ม่ำ ลักณะของการทำคือ การหมักพวกเนื้อสัตว์กับเกลือ และของที่ปรุงกลิ่น รส เช่น กระเทียม หมัก 3-4 วันก็ใช้ได้ และถ้านำไปตากแห้งเล็กน้อย ก็ยืดอายุได้นานอีกระยะหนึ่ง

พ.ศ. 2523 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง และรองคณบดีคณะประมง แต่ยังสังกัดคณะประมง โดยไม่มีการโอนไปอยู่ที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร และยังเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะประมง เหตุที่ได้รับการสรรหาจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร เพราะเป็นคนมีคุณสมบัติเด่นทางด้านการประนีประนอม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติดำรงตำแหน่งคณบดี 2 สมัย เป็นเวลา 8 ปี ยาวนานมาก ในช่วงที่เป็นคณบดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นคณะก่อตั้งใหม่ ต้องทำงานหนัก แต่ได้รับความร่วมมือ ร่วมแรงจากอาจารย์ระดับหัวหน้าภาควิชา และอาจารย์ของคณะด้วยดี งานที่หนักก็เลยกลายเป็นเบาไปเลย พอสู้ไหว แต่เรื่องงานวิจัยไม่ทำเลเมื่อเริ่มตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตรอยู่ที่เรือนไม้ อยู่กันแออัดยัดเยียดระหว่างการก่อสร้างตึก ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีอาจารย์ที่เป็นรองคณบดีเป็นผู้ช่วยดูแลการก่อสร้าง ต่อมาเป็นรองอธิการบดีคือ รองศาสตราจารย์ ดร. ทนภัครัชพันธุ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญมาก นอกจากนี้มีรองคณบดีฝ่ายต่างๆ มีอาจารย์เก่งหลายคนช่วยทำงาน

ระหว่างการดำรงตำแหน่งคณบดี นอกจากการกำกับดูแลการสร้างตึก อาคารต่างๆ ของคณะอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว งานเด่นๆ ที่ได้ทำคือ การสนับสนุนเรื่องการเรียน การสอน การวิจัย การบริการด้านการศึกษา และวิชาการ ให้ความช่วยเหลือร่วมมือทางวิชาการกับเอกชนที่ปรึกษา และติดต่อมาหลายสาขา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีการอาหาร ไบโอเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อมาจึงเกิดเป็นสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ (Packaging Technology) ระยะแรกๆ แต่ละภาควิชามีอาจารย์น้อย ประมาณ 1-2 คนเท่านั้น

คณะอุตสาหกรรมเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นคณะแรกที่เปิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนของสถาบันอื่นจะเป็นระดับภาควิชา เนื่องจากเป็นคณะใหม่จึงมีทุนการศึกษาให้อาจารย์ไปศึกษาต่อหลายสาขา และคณะอุตสาหกรรมเกษตรจะมีเอกชนมาขอคำแนะนำจำนวนมากก็ส่งต่อให้ภาควิชาเป็นผู้จัดการให้บริการทางวิชาการของสาขานั้นๆ ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเกษตรมาก ทางด้านการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร การบรรจุหีบห่อ รวมไปถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอีกหลายสาขา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ดำรงตำแหน่งคณบดีจนถึงวาระก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2531 คือหมดวาระของตำแหน่งคณบดี ในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ขณะที่รับราชการได้มีโอกาสไปประชุมต่างประเทศ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อีกครั้งไปประชุมที่ประเทศเยอรมัน ส่วนมากไม่ใช่วิชาการ แต่เป็นการประชุมเกี่ยวกับนโยบาย และการบริหารจะมีวันสุดท้ายเป็นวิชาการ

ต่อคำถามถึงความประทับใจ หรือความทรงจำที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอดีต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เล่าว่า สิ่งที่ประทับใจมากคือ นิสิตขี่จักรยาน และความมีน้ำใจของนิสิต ถ้าเห็นใครเดินมาก็รับอาสาไปส่ง ถ้าเทียบกับเดี๋ยวนี้แทบจะหาไม่ได้เลย สมัยก่อนแม้แต่อาจารย์ก็ซ้อนจักรยานเด็ก รู้สึกว่าความรักใคร่กลมเกลียวกันดีมาก และเด็กเขาก็รู้จักกันดี อยู่หอพัก เมื่อมีนิสิตมากขึ้นไม่ได้อยู่หอ ความประทับใจอันนี้ก็เริ่มเลือนหายไป รักเกษตรเหมือนบ้าน อยู่เกษตรมากกว่า 30 ปี ชีวิตการทำงานมีความภาคภูมิใจมากกับตำแหน่งอาจารย์ ตำแหน่งสร้างบัณฑิตสำคัญที่สุด ส่วนตำแหน่งพิเศษอื่นๆ ที่ต้องทำรู้สึกแต่เป็นหน้าที่ เป็นเรื่องของระบบ ระเบียบกำหนดไว้ ที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า หัวโขน เท่านั้น ได้สนใจการสร้างบัณฑิต จึงเป็นการทำงานที่ภาคภูมิใจมากที่สุด ...แนะให้ทำ นำให้ตาม จำเขามา แนะเด็กให้ทำอย่างนี้ ตัวเราทำอย่างนี้ เด็กมองแล้วทำตา มีลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจหลายคน เช่น อาจารย์มยุรี จัยวัฒน์ ได้รับรางวัลอาจารย์ที่ปรึกษาดีเด่น รู้สึกภูมิใจมาก

ความคาดหวัง หรือทัศนะที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ มีความเห็นว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายทางการศึกษาเกือบจะถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ในช่วงหลังจากที่เกษียณอายุราชการไปมากกว่า 10 ปี พัฒนาไปมาก เคยมาช่วยสอนที่คณะประมงบ้างในระยะแรก และเป็นกรรมการตรวจผลงานของอาจารย์ ข้าราชการ แต่พออายุ 70 ปี รู้สึกสายตาไม่ค่อยดี จึงแจ้งกับหน่วยงานต่างๆ ว่าอย่าส่งไปอีกเลย เพราะว่าตามันสู้ไม่ไหว ระหว่างที่รับราชการไม่เคยไปสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น แต่เคยได้ตามอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปบรรยายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประมงให้กับหน่วยงานทหารใกล้อนุสาวรีย์ เรียกว่าตลอดเวลาทุ่มเทให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพียงแห่งเดียว

ก่อนเกษียณอายุราชการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ตั้งใจว่า ภายหลังเกษียณอายุราชการจะเย็บเสื้อให้คุณแม่ใส่ใหม่ เพราะว่าจะเย็บเสื้อให้คุณแม่ใส่เป็นประจำ เสื้ออยู่กับบ้านและออกจากบ้าน แต่พอคุณแม่เริ่มกระเสาะกระแสะก็จะเย็บเฉพาะเสื้ออยู่บ้าน สุดท้ายไม่ได้เย็บเพราะคุณแม่เสียชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการ 2 สัปดาห์ เลยไม่ได้ทำสิ่งที่ปรารถนา หลังเกษียณอายุราชการเป็นช่วงที่กำลังจัดงานศพคุณแม่ จัดทำหนังสือ เสร็จจากงานศพ จึงได้ทำงานต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ จัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาชวนให้ช่วยเขียนหนังสือเรื่อง การถนอมผลิตผลการเกษตร มี reference หลายเล่ม ก็นั่งอ่าน reference ไป เขียนไป มีหนังสือที่ช่วยเขียนตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุราชการเป็นงานแปลที่เทียบเคียงต้นฉบับถึงความถูกต้อง และการใช้สำนวนภาษาไทย นอกจากนั้นก็ปลูกต้นไม้ ทำสวนเล็กๆ น้อยๆ

ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ มาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่บ่อยนัก ต่อคำถามที่เกี่ยวกับการใช้ชื่อบุคคลเป็นชื่อตึก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เล่าถึงสมัยอดีตอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ ถามตอนสร้างตึกคณะอุตสาหกรรมเกษตรใหม่ๆ ว่า ตึกนี้จะมีชื่อไหม ก็ตอบไปว่า ก็มีชื่อตึกคณะเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ มีการคุยกันถึงชื่อตึก ถามกันว่าจำได้ไหม แต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ถือว่าได้พูดในที่ประชุมเป็นการสัญญากับอธิการบดี (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์) แล้ว ว่าจะไม่มีชื่อตึกเป็นชื่อคน จึงบอกกับอาจารย์ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมงเมื่อมาขออนุญาตใช้ชื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นชื่อตึกของภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง อาจารย์ย้ำถึงเรื่องไม่ใช้ชื่อคนเป็นชื่อตึก ตามที่สัญญากับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ แต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วันชัย วรวัฒนเมธีกุล หัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมงได้พาไปดูตึกใหม่ที่กำลังสร้าง และเรียนขออนุญาตใช้ชื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นชื่อตึกภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง ส่วนคณะอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นคณบดีอยู่ 8 ปี และเป็นคณะที่ทำชื่อเสียง มีผลงานวิจัยมากมาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติมีความภาคภูมิใจมาก และคิดว่าคงจะพัฒนาไปได้ไกล เพราะว่ามีบุคลากรใหม่ๆ และมีความรู้กว้างขวางมากขึ้น นิสิตที่จบจากคณะนี้ ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการประดิษฐ์ การบรรจุหีบห่อ (packaging) รวมทั้งอาจารย์เองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง คิดประดิษฐ์ภาชนะบรรจุที่กินได้ ไม่ต้องทิ้ง เป็นวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องขยะ เช่น การบรรจุด้วยกล่องโฟ

สุดท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติฝากถึงนิสิตเกษตรในปัจจุบันว่า อยากให้นิสิตอ่านภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ต้องใช้กันทั่วโลก อยากให้นิสิตสนใจความรู้ และติดตามความรู้ที่ทันสมัย และฝากถึงวัยรุ่นว่าให้พยายามจำตัวอย่างดีๆ อย่าคิดว่าการร้องเพลงเก่งแล้ว จะเป็นคนเด่น คนดัง ถ้าเก่งจริงเขาหาเงินได้มากก็จริง แต่ถ้าเรามีความสามารถทางวิชาการนั้น เราไปได้ไกล พวกนั้นอายุสั้น อาจจะดังทีเดียวแล้วก็ดับ ถ้าเรามีความรู้ติดตัวจะได้มีอาชีพ มีหลักฐานมั่นคง เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การอยู่ในสังคมก็ต้องประกอบด้วย คนดีบ้าง คนไม่ดีบ้าง ขอให้เราเป็นคนดี เพิ่มปริมาณคนดีให้มากๆ และถ้าเราสนใจศึกษาหาความรู้ตลอดก็ติดตัวเราไปตลอดชีวิต

แหล่งข้อมูล

ทัสนี สรสุชาติ. สัมภาษณ์, 1 มีนาคม 2545.

ทัสนี สรสุชาติ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2500.