หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ผู้วางรากฐานการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกษตร เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2464 ตำบลทะเลสาบ อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของหลวงชลฉลาด ปรีดารมณ์ (เกตุ จาตุรงกุล) และนางสงวน ชูชาติ เป็นบุตรคนเดียวของมารดา และมีน้องร่วมบิดาเดียวกันอีก 5 คน คือ นายอรัญ จาตุรงกุล นายกานน จาตุรงกุล (ถึงแก่กรรม) นางพนาลี อิรางกูอยุธยา นายกัมพล จาตุรงกุล และ ร.ท. กำลูน จาตุรงกุล ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ เข้าเรียนที่โรงเรียนจังหวัดสุพรรณบุรี และสวนกุหลาบ แล้วไปศึกษาต่อเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ (แม่โจ้ เปลี่ยนชื่อใน พ.ศ. 2481 เป็นเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2484 และเข้าศึกษาต่อ วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 (เป็นหลักสูตร 3 ปี รับเฉพาะผู้ที่จบจากแม่โจ้ จบการศึกษาแล้วได้รับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ และวนศาสตร์ ต่อเมื่อจะเข้ารับราชการในกรมใด ให้กรมนั้นจัดการฝึกอบรม โดยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะต้องให้ความเห็นชอบหลักสูตรฝึกอบรมนั้นก่อน)

ต่อมาใน พ.ศ. 2484 ได้ปรับปรุงหลักสูตรแยกแผนกสหกรณ์ออกมาจากหลักสูตรเดิม ซึ่งเรียนรวมกัน หลักสูตรที่แยกต้องมีวิชาทางสังคมศาสตร์อีก 7 วิชา ขณะที่วิชาเศรษฐศาสตร์กสิกรรมมีสอนอยู่เดิมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้รับอนุปริญญาทางสหกรณ์ใน พ.ศ. 2486 (หลักสูตรอนุปริญญาได้ขยายเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ก่อนที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 แล้ว และได้มีการตั้งคณะสหกรณ์ขึ้น มีพระพิจารณ์พาณิชย์เป็นคณบดี) เมื่อจบอนุปริญญาแล้วเข้ารับราชการเป็นพนักงานสหกรณ์ตรี กองควบคุมสหกรณ์ กรมสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2489 ต่อมา พ.ศ. 2490 ได้ย้ายไปสังกัดแผนกตรวจเขต 1 กองสหกรณ์ธนกิจ และจบปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2492 เป็นผู้ช่วยพนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา แล้วโอนมารับราชการในคณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2493 ในตำแหน่งอาจารย์ตรี และเลื่อนเป็นอาจารย์โทในปีเดียวกัน คณะสหกรณ์เริ่มเปิดสอนปริญญาตรีเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2495 รับผู้ที่จบอนุปริญญามาศึกษาต่ออีก 2 ปี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ เป็นรุ่นแรกที่เข้าเรียนและจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2496 แล้วได้ทุนตามความต้องการของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ไปศึกษาต่อ Louissiana State University จบการศึกษาได้ปริญญา M.S. และ Ph.D. ใน พ.ศ. 2502 แล้วกลับมาปฏิบัติราชการที่คณะสหกรณ์ต่อ อาจารย์อีกท่านที่จบปริญญาตรีพร้อมกันคือ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ (คณะสหกรณ์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะสหกรณ์และเศรษฐศาสตร์ใน พ.ศ. 2495 และเป็นคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจใน พ.ศ. 2506)

การที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์เกษตร แล้วมาเป็นอาจารย์ ประกอบกับจากประสบการณ์เดิมของท่านในเรื่องชนบทถือว่าเป็นพลังสำคัญทำให้อาจารย์ได้เริ่มงานใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีทำกันมาก่อนคือ งานวิจัย การเขียนตำรา และเอกสารประกอบการสอนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเกษตร ประกอบกับในช่วงนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับ Oregon State University ภายใต้ความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงมีโอกาสพบปะกับศาสตราจารย์จากต่างประเทศ และปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐที่มาประจำในเมืองไทย ทำให้ได้รับความสนับสนุนด้านวิจัย ทางคณะก็เร่งปรับปรุงการเรียนการสอนโดยขอขยายหลักสูตรเป็น 5 ปี ใน พ.ศ. 2501 เท่ากับว่ามีวิชาเรียนและอาจารย์ต้องรับผิดชอบการเรียนการสอนมากขึ้น และคณะได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทใน พ.ศ. 2503 ทันทีที่กลับมาจากต่างประเทศเป็นที่รับทราบกันในวงการ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบแข่งขันข้าราชการพลเรือนไปศึกษาต่อต่างประเทศ พ.ศ. 2502 กรรมการของสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ใน พ.ศ. 2505

พ.ศ. 2501-2502 มีเอกสารที่ถือว่าเป็นตำราตีพิมพ์ออกมา 3 เล่ม สองเล่มแรกว่าด้วยนโยบายเกษตร และเศรษฐกิจการค้าข้าวของไทย ทั้ง 2 เล่มนี้จัดพิมพ์เอง อีกเล่มคือเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ ทั้ง 3 เล่มเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เกษตรชุดแรก พร้อมๆ กัน กับการเขียนตำรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติก็ทำวิจัยไปด้วย ในระยะแรกเงินสนับสนุนการวิจัยมาจากหลายแหล่ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จากองค์การบริหารวิเทศกิจ (USOM) มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2502 ถึง 2 เรื่องคือ เรื่องต้นทุนและผลตอบแทนของการทำไร่นาของเกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา และภาวะเศรษฐกิจของการจัดสหกรณ์บำรุงที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมๆ กับทำการวิจัยอีก 5 โครงการ คือปัญหาเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดที่กระทบการขยายตัวการปลูกข้าวโพดในประเทศไทย และงานลักณะเดียวกันสำหรับการปลูกปอ โครงการวิจัยเรื่องการทวีความสำคัญของพืชไร่ในการค้าต่างประเทศของไทย ความสัมพันธ์ระหว่างการถือครองที่ดินกับภาวะการผลิตของชาวนาใน 5 จังหวัดภาคกลาง และขยายเพิ่มเป็น 11 จังหวัดในอีกโครงการ รายงานทั้ง 5 เรื่องหลังนี้ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2506-2508

อนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาฟาร์มและครัวเรือนเกษตร (Farm and Home Development) ที่บ้านวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง พ.ศ. 2508-2514 โดยมูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) เป็นผู้ให้ทุนอุดหนุนร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

งานวิจัยทั้งหมดศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติเป็นหัวหน้าโครงการ และคณาจารย์ทุกคนในภาควิชาเป็นนักวิจัย ในรายงานจะมีชื่ออาจารย์ทุกคนที่ร่วมงานเป็นผู้เขียน รวมทั้งการเขียนตำราและเอกสารประกอบการสอนก็มอบหมายให้อาจารย์แต่ละคนรับผิดชอบเป็นเรื่องๆ เป็นบทๆ ไป เวลาเผยแพร่ก็มีชื่อของอาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละคนรากอยู่ในเชิงอรรถ

ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติทุ่มเทให้กับงานสอน งานวิจัยพร้อมๆ กัน หน่วยงานข้างนอกยอมรับในผลงาน และงานทั้งหมดเป็นของใหม่ ไม่เคยเขียนหรือทำการศึกษามาก่อน หน่วยราชการต่างๆ ก็ต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ขอให้เป็นกรรมการ ประธานคณะทำงาน ที่ปรึกษา เช่นเป็นคณะอนุกรรมการประเมินผลโครงการช่วยเหลือชาวนาของทำเนียบนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2509) ประธานอนุกรรมการฝ่ายเศรษฐกิจและสังคมของโครงการส่งเสริมอาชีพ กรมการปกครอง (พ.ศ. 2508) กรรมการในคณะผู้ทำงานปรับปรุงสหกรณ์ (พ.ศ. 2509) การที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติมีโอกาสรับทราบปัญหาการประกอบอาชีพของเกษตรกร และเกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ของทางราชการ เมื่อมีการจัดตั้งกรมพัฒนาที่ดิน และมีหน่วยงานระดับกองคือ กองนโยบายที่ดิน ซึ่งขอบเขตของการทำงานน่าจะตรงกับลักณะงานที่ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ คุ้นเคยอยู่แล้ว ดังนั้น ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2506 กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติได้ทำเรื่องขอตัว ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ โอนไปรับราชการในกรมพัฒนาที่ดิน แล้วรักษาการในตำแหน่งเศรษฐกรพิเศษในเดือนเดียวกัน รวมทั้งต้องรักษาการในตำแหน่งหัวหน้ากองนโยบายที่ดิน และดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2514

แม้ว่าในทางราชการจะไปรับตำแหน่งในกรมพัฒนาที่ดินแล้ว แต่งานสอนและงานวิจัยที่ยังค้างอยู่ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็ยังติดตามดูแลเหมือนเดิม งานวิจัยเรื่องผลกระทบของค่ารีเมี่ยต่อราคาข้าวเปลือกก็ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2508 ผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ หลังจากนั้น เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับภาวะหนี้สินและการถือครองที่ดินแทบทั้งหมด เข้าร่วมเป็นกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น กรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการทำงานจัดตั้งธนาคารที่ดิน รับผิดชอบโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประกอบกับนับตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา เกษตรกรมีปัญหาในเรื่องที่ทำกินมากขึ้น มีเกษตรกรทั้งจากจังหวัดนครสวรรค์ และพิษณุโลกเดินขบวนเรียกร้องที่ดินทำกิน ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็แสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปที่ดิน ความคิดเห็นได้ปรากฏทั้งในเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร การแสดงความเห็นในที่ประชุมและการบรรยายในโอกาสต่างๆ และเป็นความเห็นของรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สถานการณ์ปัญหาที่ดินทำกินรุนแรงขึ้น จนรัฐบาลที่มี ฯณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในวันที่ 5 มีนาคม 2518 พร้อมกับจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แล้วรับโอน ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ จากกรมพัฒนาที่ดินไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานฯ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ล้มป่วยในต้น พ.ศ. 2520 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2520 ขณะที่มีอายุ 56 ปี

ตลอดเวลาที่ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ทำงานอยู่ที่คณะสหกรณ์ โดยเฉพาะหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกมาแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติได้ทุ่มเทให้กับงานสอน เขียนตำรา และทำการวิจัย ถือว่าเป็นผู้วางรากฐานงานทางวิชาการให้กับภาควิชาและคณะ คณาจารย์ทุกคนที่เคยทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานเหล่านี้ต่อมา รวมทั้งอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่สังกัดภาควิชาอื่นในคณะ เช่น ภาควิชาสถิติ บัญชี บริหารธุรกิจ ต่างก็มีส่วนร่วมในการวิจัยข้างต้น ผลงานอีกชุดหนึ่งที่มีการเผยแพร่เป็นครั้งแรก และได้รับความเชื่อถือมากคือ เอกสารชุดรายงานผลการศึกษาทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (Kasetsart Economic Reports) ซึ่งมีการจัดทำต่อเนื่องกันมา 3 เล่ม รวมทั้งเอกสารประกอบการเรียน การสอน และเอกสารทางวิชาการเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้วางรากฐานไว้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ คือประมาภรณ์มงกุฎไทย

ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ สมรสกับ นางสาวสมศรี ศาลยาชีวิน ซึ่งเป็นธิดาของขุนวิภัชน์กรณี และนางถวิล ศาลยาชีวิน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2496 มีบุตรธิดารวม 4 คน คือ น.ส.พรรณนา ชูชาติ นายไผท ชูชาติ น.ส. พรรณพิไล ชูชาติ และ นายกไชย ชูชาติ

แหล่งข้อมูล

โสภิณ ทองปาน. ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ผู้วางรากฐานการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์. ใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ. ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2520.