หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2475 ที่ตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นบุตรของนายสวัสดิ์ นางสมพงษ์ สุขสถาน จบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนประชาบาลอำเภอพานทอง ย้อมนิสัยพานทอง ชลบุรี พ.ศ. 2489 ชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนชลบุรี ชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2494 ชั้นมัธยม 7 โรงเรียนไพศาลศิลป์ พ.ศ. 2495 ชั้นมัธยมปีที่ 8 โรงเรียนวัดนวลนรดิธนบุรี พ.ศ. 2496 เข้าศึกษาปริญญาตรี คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2498 จบปริญญาตรี พ.ศ. 2504 ไปศึกษาปริญญาโทที่ Ranchi University ประเทศอินเดีย พ.ศ. 2507 จบปริญญาโท พ.ศ. 2510 ศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of The Philippines at Los Banos ประเทศฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2515 และจบปริญญาเอก พ.ศ. 2519

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เล่าว่าได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2498 KU.19 โดยศึกษาในคณะประมง ต่อมาได้ย้ายเข้าคณะเกษตรและเรียนต่อจนจบได้ปริญญาตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต (กส.บ.) หลักสูตร 5 ปี ได้ทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับปุ๋ยอ้อย โดยมีอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตอนเก็บเกี่ยวอ้อยต้องนำขึ้นรถไฟไปวิเคราะห์คุณภาพที่โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง ซึ่งเป็นโรงงานน้ำตาลทรายแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อจบการศึกษาแล้ว ด้วยความสนใจอ้อยเป็นพิเศษ จึงตั้งใจที่จะทำงานโรงงานน้ำตาล พอดีโรงงานน้ำตาลศรีราชาที่จังหวัดชลบุรีประกาศรับสมัครพนักงานไร่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน จึงเข้าสมัคร ซึ่งมีการสอบสัมภาษณ์ และอาจารย์ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานที่นั่น แต่ยังไม่ทันเข้าทำงานเจ้าของโรงงานได้ขายกิจการไปเสียก่อนก็เลยต้องหางานใหม่ ได้กลับมามหาวิทยาลัยเพื่อถามไถ่อาจารย์ว่ามีงานอะไรให้ทำ หรือมีคำแนะนำอย่างไร ก็ได้มาพบผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิรันดร์ สิงบุตรา ซึ่งสอนอยู่แผนกเกษตรศาสตร์ (ขณะนั้นพืชไร่นากับปฐพีวิทยารวมอยู่แผนกเดียวกัน) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิรันดร์ สิงบุตรา บอกว่ามีงานให้ทำแต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด อาจารย์ตอบตกลงทันที ก็ได้รับการจ้างให้เป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน ที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณต้นปี พ.ศ. 2505 ทำให้ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาทางคณาจารย์ก็ได้ให้ช่วยคุมห้องฎิบัติการ เป็นอาจารย์ผู้ช่วยและได้มีโอกาสสอบบรรจุเป็นข้าราชการชั้นตรีในปลาย พ.ศ. 2505 นั้นเอง

ขณะที่เรียนวิชาอ้อย และทำวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนนั้น อาจารย์ประเทือง ทำงานตำแหน่งนักเกษตรอ้อยของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรมและเห็นว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน มีความสนใจอ้อยเป็นพิเศษจึงได้เสนอแนะว่าถ้าหากมีโอกาสเรียนต่อขอให้เรียนอ้อย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และรายได้ของประเทศมาก อาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนยังมองไม่เห็นใครที่จะสืบทอดงานอ้อยสืบต่อจากท่าน นอกจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน และอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนยังกล่าวอีกว่า ถ้าเปรียบเทียบนักวิชาการด้านข้าวโพดกับอ้อยในขณะนั้นแล้วจะเห็นว่าข้าวโพดมีนักวิชาการจำนวนมาก ขณะที่นักวิชาการด้านอ้อยจะหาสักห้าคนก็ยังยาก เป็นการชี้นำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเป็นนักวิชาการแถวหน้าในด้านอ้อยนั้นง่ายกว่าด้านข้าวโพดมาก นับว่าอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนเป็นผู้มีสายตายาวไกลให้ความเมตตาแก่ผู้เป็นศิษย์ ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถานยังระลึกถึงอยู่เสมอ

ใน พ.ศ. 2507 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน สอบแข่งขันเพื่อรับทุน Colombo Plan ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ประเทศอินเดีย โดยไปเรียนต่อด้านอ้อยที่คณะเกษตร Ranchi Agricultural College, Ranchi University รัฐพิหาร (Bihar) ก่อนอนุมัติให้ไปเรียนต่อ คุณหลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) อธิการบดีในขณะนั้น ได้เรียกไปถามว่า มีความแน่ใจจะไปเรียนที่อินเดียหรือ? ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ตอบอย่างหนักแน่นว่า มีความแน่ใจ คุณหลวงอิงคศรีกสิการก็อนุมัติให้ไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการไปศึกษา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแดนพุทธภูมิ ทันทีที่เหยียบแผ่นดินอินเดีย อาจารย์ก้มลงกราบ และ ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าเรียนไม่จบก็จะขอตายที่นั่นโดยไม่กลับเมืองไทยอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม และอาจารย์ก็เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่จบจาก Ranchi University โดยทำวิทยานิพนธ์ด้านการผลิตและสรีรวิทยาการผลิตอ้อย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน โชคดีที่สุดที่พุทธคยา (Bodhgaya) อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในรัฐพิหาร โดยอยู่ห่างจาก Ranchi University ประมาณ 300 กม. และที่พุทธคยาก็มีวัดไทยพุทธคยาตั้งอยู่ด้วย เวลาปิดเทอมพวกนักเรียนไทยสายวัด ก็มักจะนัดพบกันที่นั่นเสมอ หลังจากจบปริญญาโท จากรานจีใน พ.ศ. 2510 ได้กลับมาสอนและวิจัยอ้อยที่แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ต่อ และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดี ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ให้มีโอกาสไปศึกษาและดูงานที่คณะเกษตร Luice de Queros, Universidade de Sao Paulo เมือง Piracicaba ประเทศราซิเป็นเวลา 6 เดือน ทำให้ได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านอ้อยอย่างมาก เช่น การปลูกอ้อยวางลำสับเป็นท่อน สามารถถ่ายทอดให้ชาวไร่อ้อยในบ้านเรานำไปใช้อย่างได้ผลดี ซึ่งก็เป็นผลพวงจากความเมตตาของศาสตราจารย์ ระพี สาคริก

ใน พ.ศ. 2516 - 2519 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ได้รับทุน SEARCA ไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of the Philippines at Los Banos อันเป็นมหาวิทยาลัยที่บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ หลวงอิงศ่รีกสิการ พระช่วงเกษตรศิลปการ และบุคลากรอาวุโสทางด้านการเกษตรหลายท่านได้จบมาจากสถาบันแห่งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ได้เรียนและทำวิทยานิพนธ์เรื่องอ้อยอีกเช่นเคย เมื่อเรียนจบก็กลับมาสอนและวิจัยที่ภาควิขาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อในปี 2519 และทำงานจนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน 2536 เวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่เป็นนิสิตจนถึงเกษียณอายุราชการรวมประมาณ 38 ปี ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก

กิจกรรมที่ภาคภูมิใจระหว่างรับราชการ ความตั้งใจเมื่อเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มิได้มีเป้าหมายเพื่อตำแหน่งทางวิขาการแต่ประการใด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถาน มีเป้าหมายเพียงว่าสักวันหนึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องอ้อยในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศก็จะต้องเอ่ยถึง นายเกษม สุขสถาน เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของอ้อยไทย ก็พอใจแล้ว ซึ่งตามความรู้สึกของอาจารย์เอง คิดว่าได้ถึงเป้าหมายนั้นแล้วก่อนที่จะเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536 สิ่งที่ทำให้อาจารย์คิดเช่นนั้นก็คือ :

- จบปริญญาตรี โท เอก ทางด้านอ้อย ซึ่งถึงแม้จะเรียนอ้อยพืชเดียวหรือด้านเดียวก็ยังรู้สึกว่า ไม่ค่อยรู้อะไร เกี่ยวกับอ้อยมากนักจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยิ่งรู้สึกว่ากว่าจะรู้ว่าไม่รู้ นั้นใช้เวลานานจริงๆ

- ได้ทำงาน (สอน วิจัย และส่งเสริม) เกี่ยวกับอ้อยมาโดยตลอดตั้งแต่จบปริญญาตรี ระยะแรกๆ มีผู้ร่วมงานน้อย ต้องทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับอ้อย ส่วนงานส่งเสริมและวิจัยก็ทำร่วมกับ โรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี (โรงงานรัฐวิสาหกิจ) ในสมัยที่อาจารย์เสารัจ นิตยวรรธนะ เป็นผู้จัดการโรงงาน เริ่มต้นด้วยการอบรมพนักงานฝ่ายไร่ของโรงงานโดยอาจารย์เสารัจ นิตยวรรธนะ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ คณบดีคณะเกษตรในสมัยนั้น ได้มีหนังสือขอให้ส่งอาจารย์ที่รู้เรื่องอ้อยไปให้การอบรมพนักงานของโรงงานและศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด ได้ส่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ไปอบรม 1 เดือนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นับเป็นก้าวสำคัญยิ่งที่ทำให้มีโอกาสทำงานวิจัยและส่งเสริมอ้อยร่วมกับโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี

- เริ่มโครงการวิจัยการผลิตและปรับปรุงพันธุ์อ้อย ระหว่างคณะเกษตรกับโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีใน พ.ศ. 2511 จนกระทั่ง พ.ศ. 2515 ได้อ้อยพันธุ์สุพรรณ 1 และสุพรรณ 2 ซึ่งต่อมาพันธุ์สุพรรณ 1 ได้กลายเป็นพันธุ์ที่ชาวไร่อ้อยนิยมปลูกกันมาในขณะนั้น เป็นพันธุ์ที่ให้ความหวานปานกลาง แต่ให้ผลผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 42.17 ตัน/ไร่ ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พันธุ์สุพรรณ 1 อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง จึงต้องเลิกปลูก ในด้านการผลิตอ้อยก็ได้มีการใช้กากตะกอน (filter cake) และชานอ้อย (bagasse) เก่าปรับปรุงดินเหนียวร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี จนสามารถทำให้ผลผลิตอ้อยสูงสุด 32 ตัน / ไร่ และได้ผลผลิตเกิน 8 ตัน/ไร่ขณะเดียวกันโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีได้นำระบบซีซีเอสมาใช้ทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้สูงสุดในประเทศไทยในขณะนั้น ทั้งที่โรงงานสุพรรณบุรีเป็นโรงงานขนาดเล็กมีกำลังผลิตประมาณ 1,600 ตัน/วัน เท่านั้น

- เริ่มโครงการวิจัยการผลิตอ้อย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันกำจัดโรคและศัตรูอ้อยอย่างครบวงจร โดยมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมมากกว่า 10 คน ได้วิธีปลูกอ้อยข้ามแล้ง วิธีป้องกันกำจัดโรค และศัตรู และพันธุ์อ้อย มก. 50 พส. 89-20 และ พส. 89-26 เป็นต้น

- เริ่มโครงการมหาวิทยาลัยสู่ประชาชนเมื่อ พ.ศ. 2520 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ทำโครงการอบรมชาวไร่อ้อยที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง หลักสูตร 7 วัน อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ เป็นผู้ไปมอบเกียรติบัตรแก่ชาวไร่อ้อยที่ผ่านการอบรมนับเป็นอีกบทบาทหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เริ่มต้นงานเช่นนี้ ต่อมาได้มีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ปฏิบัติตาม

- รวบรวมบุคลากรด้านอ้อยและน้ำตาลจัดตั้งชมรมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 โดยมีสำนักงานที่ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจดทะเบียนเป็นสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทยใช้ชื่อย่อว่า สอนท. (Thailand Society of Sugar Cane Technologists-TSSCT) เมื่อ พ.ศ. 2526 ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในวงการอ้อยและน้ำตาลของโลก และได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมทางวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศใน พ.ศ. 2535

- ใน พ.ศ. 2529 จัดดูงานก่อนการประชุม (Precongress Tour) ให้แก่สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ที่จะไปประชุมที่นครจาการ์ต้าประเทศอินโดนีเซีย (International Society of Sugar Cane Technologists) โดยสมาคมฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม สมาคมชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงาน การดูงานได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่ง

- สมาคมฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสมาคมชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงานน้ำตาล ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมทางวิชาการของสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศครั้งที่ 19 เมื่อ พ.ศ. 2535 โดยมีการดูงานที่วิทยาเขตกำแพงแสนและไร่ของชาวไร่ในบริเวณนั้น งานได้รับความสำเร็จอย่างดีเช่นเดียวกัน สิ่งที่สมควรบันทึกไว้ในที่นี่ก็คือสมาคมฯ ได้เลือกให้รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ป้อมเพชร ทำหน้าที่บรรณาธิการ Proceedings ซึ่งในอดีตมักจะเป็นชาวต่างประเทศทำหน้าที่นี้ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ป้อมเพชร ทำงานได้อย่างเรียบร้อย เป็นการแสดงให้เห็นศักยภาพของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

ตำแหน่งทางวิชาการ/งานเกี่ยวกับวิชาการ ตลอดเวลาที่รับราชการจนกระทั่งเกษียณอายุราชการได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากอาจารย์เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในสมัยศาสตราจารย์ ปวิณ ปุณศรี คณบดีคณะเกษตร เป็นผู้พิจารณาเสนอให้จากผลงานเขียนตำราอ้อย เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอ้อยและน้ำตาลของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2526-2536 ผู้แทนประเทศไทย (Councillor) ในสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2520-2535 กรรมการบริหารสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2538 นายยกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526-2535 ตำแหน่งทางด้านอื่นๆ เช่น กรรมการบริหารสหกรณ์ร้านค้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการก่อสร้างอาคารพุทธเกษตร ประธานมูลนิธิพุทธเกษตร พ.ศ. 2528-2536 คณะทำงานโครงการเสริมสร้างทางจิตและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยากรลูกเสือชาวบ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง กรรมการหอสมุดมหาวิทยาเกษตรศาสตร์

แนวคิดหรือปรัชญาในการทำงาน ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนนิสิตก็นึกอยู่เสมอว่า อาจารย์มีหน้าที่สอน มิใช่สอนแต่หนังสือเพียงอย่างเดียว ต้องสอนให้ลูกศิษย์ของเรา เป็นคนดีมีศีลธรรมด้วย มิฉะนั้นก็คงจะทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในขณะนั้นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ เป็นอธิการบดี และรองศาสตราจารย์ ดร. เคี้ยเอียดแก้ว เป็นรองอธิการบดี โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยกรรมการสภาส่วนมากได้เห็นชอบที่จะสร้างอาคารพุทธเกษตร เพื่อเป็นที่อบรมพัฒนาจิตใจของบุคลากรและนิสิตให้เป็นคนดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณก่อสร้างจึงได้อนุมัติเงินรายได้ 1 ล้านบาทเป็นทุนก่อสร้าง ส่วนอีกประมาณ 3 ล้านบาท ได้ใช้วิธีบอกบุญและจัดกิจกรรมหาทุน โดยรองศาสตราจารย์ ดร. เคี้ยเอียดแก้ว เป็นหัวหน้าในการดำเนินงาน เริ่มด้วยการขอความร่วมมือนิสิตอาสาสมัครจากชมรมพุทธศาสน์ หาชื่อและที่อยู่ของผู้ปกครองนิสิตเพื่อส่งหนังสือเชิญชวนบริจาคตามศรัทธา โดยรองศาสตราจารย์เคี้ยเอียดแก้ว ได้มอบให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถาน ในฐานะประธานกรรมการก่อสร้างเป็นผู้ลงนามในหนังสือขอรับบริจาค ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ อธิการบดี ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานก่อสร้างอาคารพุทธเกษตร พร้อมด้วยกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้มีรองศาสตราจารย์ จิพัฒน์ โชติกไกร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ในจดหมายบริจาคมีฉบับหนึ่งมาจากมารดานิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตรชั้นปีที่ 1 เล่าให้ฟังว่าลูกชายเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ และน้าของนิสิตเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมีเงินเดือนไม่มากเป็นผู้ส่งให้เรียน ส่วนตัวเขาเองเป็นแม่ค้าหาบเร่ได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ พอเลี้ยงชีพไปวันๆ มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้สอดเงิน 20 บาท มาในซองจดหมาย ตอนหนึ่งของจดหมายเขียนว่า ขอให้ช่วยอบรมลูกเขาให้เป็นคนดีด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน อ่านแล้วน้ำตาซึมนึกถึงหัวอกพ่อแม่ที่ห่วงลูกและได้ถามตัวเองว่าการอบรมให้นิสิตเป็นคนดีเป็นหน้าที่ของเราด้วยหรือ ชาวบ้านหวังว่า 4 ปี ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อจบการศึกษาเป็นบัณฑิต ลูกหลานของเขาคงจะมีความรู้คู่ศีลธรรม และศีลธรรมที่พ่อแม่หวังมากที่สุดก็คือ ความเป็นคนดีและเครื่องหมายของคนดีก็คือความกตัญญูกตเวทิตา ซึ่งพระท่านกล่าวว่า นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา แปลความว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ซึ่งแนวคิดหรือปรัชญาในการทำงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน คืออบรมสั่งสอนให้ศิษย์เป็นคนดีให้มีความรู้คู่ศีลธรรม โดยมีการอบรมพิเศษเป็นหมู่คณะซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี เป็นหัวหน้าโครงการร่วมด้วย ร.ต.อ. ภานุ พิเนียม อดีตข้าราชการกรมตำรวจและคณะ โดยเฉพาะ ร.ต.อ. ภานุ พิเนียม มีสื่อในการอบรมที่ใช้ได้ผลมาก คือภาพยนต์ชุดพัฒนาของเกาหลีหลายเรื่องมาฉายประกอบ ทำให้การอบรมได้ผลดีเกินคาดในเวลาที่จำกัด ผลที่เกิดตามมาหลังนิสิตได้รับการพัฒนาก็คือโครงการเก็บภาชนะหลังรับประทานอาหารในโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยซึ่งยังคงยืนยงอยู่ถึงทุกวันนี้ อีกโครงการหนึ่งซึ่งสิ้นสุดไปแล้วก็คือโครงการแหล่งน้ำเพื่อการศึกษา นิสิตที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ได้เกิดความรู้สึกที่จะช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยและเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีแหล่งน้ำมากมายโดยเฉพาะรอบๆ หอประชุมและหลังอนุสาวรีย์ 3 บูรพาจารย์ ขณะนั้นแหล่งน้ำเหล่านี้มีวัชพืชน้ำ เช่นผักตบชวา กก และหญ้าขนขึ้นอยู่รกรุงรัง จึงทำโครงการเสนอมหาวิทยาลัย เอาวัชพืชมาทำปุ๋ยหมักแล้วนำปลามาปล่อย รวมทั้งนำเรือพายมาให้เช่าเพื่อตกปลา และพายเรือเล่นปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก พวกเขาขายทั้งปุ๋ยหมัก ให้เช่าเรือและตกปลา ได้เงินเข้าโครงการนับแสนบาท ฝากไว้ที่กองคลังมหาวิทยาลัย เสียดายที่โครงการดีๆ อย่างนี้ไม่มีความต่อเนื่อง ถ้าโครงการเช่นนี้ยังอยู่คงจะเกิดโครงการทำนองนี้ขึ้นอีกมากโดยฝีมือนิสิตเช่นโครงการบำบัดน้ำเสียบริเวโรงอาหารกลาง เป็นต้น

อีกโครงการหนึ่งที่คล้ายคลึงกันแต่ปฏิบัติกับบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัย คือโครงการ เสริมสร้างทางจิต ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สะเทื้อน ปิ่นน้อย แห่งคณะประมงเป็นประธาน มีอาจารย์อุดม พูลเกษ เป็นเลขานุการ เพื่ออบรมผู้นำนิสิตคณะต่างๆ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจจนกระทั่งทบวงมหาวิทยาลัยได้เชิญไปอบรมนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆได้ผล รวม 5 รุ่น นับว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยรวม เป็นผู้นำในการพัฒนาคนเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ของประเทศไทย แต่ก็น่าเสียดายที่โครงการดีๆ เช่นนี้มิได้กระทำอย่างต่อเนื่อง

ในระดับภาควิชา ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในภาควิชาพืชไร่นา ซึ่งอาสาไปประจำที่วิทยาเขตกำแพงแสน ได้พิจารณาเห็นว่ามีนิสิตของเราพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่มีเวลาว่างมากน่าจะใช้เวลาว่างทำกิจกรรมเพือพัฒนาจิตใจ จึงได้เริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขึ้นโดยใช้คณาจารย์ในภาควิชา เช่น รองศาสตราจารย์ ดร. งามชื่น รัตดิลก และรองศาสตราจารย์ ดร. นวรัตน์ อุดมประเสริฐ เป็นต้น และบุคคลภายนอก เช่น ร.ต.อ. ภานุ พิเนียม วิทยากรอิสระและอาจารย์พยนต์ โอภาษี แห่งกระทรวงสาธารณสุขมาช่วย ส่วนสถานทีใช้วัดปลักไม้ลาย อำเภอกำแพงแสน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสขณะนั้นคือ พระสมนึก นาโถ เป็นผู้อำนวยความสะดวก ทั้งด้านสถานที่ อาหาร และที่พัก พร้อมทำหน้าที่ ประธานฝึกอบรมด้วย การฝึกอบรมมีภาคปฏิบัติ คือ สวดมนต์ ฝึกสมาธิ นำชมธรรมชาติในวัดซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90 ไร่ เต็มไปด้วยสมุนไพรกว่า 500 ชนิด การอบรมใช้เวลาตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ถึงเย็นวันอาทิตย์ นิสิตที่เข้าอบรมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3-4 ภาควิชาพืชไร่นา รุ่นละประมาณ 20 - 30 คน มีนิสิตจากภาคอื่นร่วมด้วยบ้าง เทคนิคของการอบรม ก็ใช้วิธีผสมผสานให้นิสิตสนุกสนานแต่ได้สาระ มีเป้าหมายคือ ความกตัญญูกตเวทีและเมื่อเห็นว่าเขาเกิดสำนึกในความกตัญญูกตเวทีแล้วก็ให้เขาเขียนเป็นจดหมายว่าจะฎิบัติต่อผู้ให้กำเนิด หรือผู้ปกครองของเขาอย่างไร จากนั้นก็ให้ทำงานเป็นกลุ่ม ว่าจะทำอะไรเพื่อตนเอง ครอบครัว และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บ้าง เราสอนให้เขาใช้หลัก คิว ซี (Quality Control ) ของญี่ปุ่นซึ่งความจริงก็คือ หลักอริยสัจ 4 ให้เขารู้จักใช้แผนภูมิก้างปลา หรือ Ishigawa Diagram เพื่อหาปัญหา และสาเหตุของปัญหา รู้ความดับปัญหา และวิธีการเพื่อดับปัญหาซึ่งก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค หรืออริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์สมบูรณ์ ที่ใช้ได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม อย่างได้ผล 100% ไม่ต้องใช้หลักสถิติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าหลักอริยสัจ 4 สามารถใช้ได้ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ และตั้งแต่เกิดจนตาย ขอให้เข้าใจอย่างแท้จริงเท่านั้น หลังจากอบรมเสร็จสิ้น นิสิตมีความรักสามัคคี มีความร่วมมือและมีความรักพ่อแม่มากขึ้น คิดตอบแทนผู้มีพระคุณและสถาบันการศึกษา จึงได้เกิดโครงการพัฒนาต่าง ๆ ตามมา จากการประเมินผลผู้ผ่านการอบรมกว่า 80 % บอกว่าเป็นโครงการที่ดีมาก สมควรทำต่อไป แต่ก็มีข้อสังเกตว่า สิ่งดีๆ เช่นนี้ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่ให้แก่เขาเมื่อเขาอยู่ชั้นปีที่ 1 ? ซึ่งก็มีคำตอบในเวลาต่อมาว่า มหาวิทยาลัยได้ให้สิ่งที่นิสิตต้องการแล้วตั้งแต่อยู่ปี 1 ที่เรียกว่าปฐมนิเทศ และให้ครั้งสุดท้ายก่อนจบที่เรียกว่า ปัจฉิมนิเทศ ซึ่งเวลาที่ใช้ทั้งปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศรวมกันไม่เกิน 5 วัน ส่วนมัชฌินิเทศ ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 4 ปี ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นจากปฐมนิเทศเลยขอให้ลองพิจารณาก็แล้วกัน เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการประเภทนี้ไม่มีการสานต่อโดยเฉพาะในระดับภาควิชาเมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถานเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536 โครงการก็สิ้นสุดลงด้วย นิสิตที่กำแพงแสนอยู่หอพักมีเวลามาก ผู้บริหารจะต้องสนับสนุนให้พวกเขาใช้เวลาอย่างมีคุณค่าทั้งด้านพัฒนาจิตใจและอาชีพ เรามีพื้นที่เพาะปลูก เรามีสัตว์เลี้ยงที่น่าจะให้นิสิตทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานและหารายได้ เวลา 3 ปี ที่กำแพงแสนนับว่าไม่น้อย

ความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถานได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เรียนจบแล้วเข้าทำงาน มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกลับมาทำงานต่อ แม้กระทั่งเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานมหาวิทยาลัยโดยผ่านทางชมรมมก. อาวุโส หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า KUSA (Kasetsart Univresity Senior Association) รวมเวลาที่อยู่กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนถึงปัจจุบันประมาณ 47 ปี เรียกว่าเกินครึ่งของชีวิต ทำให้ได้เห็นการเจริญเติบโต และความเปลี่ยนแปลงจากสมัย เกษตรศาสตร์ของเราแต่ก่อน ที่มีเพียง 6 คณะ มีนิสิตเพียงไม่กี่ร้อยคน ยังไม่มีปริญญาโทหรือ เอก จนถึงขณะนี้มีถึง 14 คณะ หลายวิทยาเขต มีนิสิตรวมกันทั้งปริญญาตรี โท เอก นับหมื่นคน นับเป็นความเจริญเติบโต อย่างน่าทึ่ง แต่ยิ่งเติบโตยิ่งดูเหมือนจะมีความห่างไกลจากความเป็นเกษตรขึ้นทุกที เกษตรเป็นที่มาของปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต ในปัจจัยทั้ง 4 นี้ที่สำคัญที่สุดคืออาหารเป็นสิ่งแรก สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องกินอาหาร ถ้าไม่มีอาหารก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ อาหารจะต้องมีทั้งปริมาณ คุณภาพ ปราศจากสิ่งปนเปื้อน ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็มีความสำคัญรองลงมาตาลำดับ และปัจจัยทั้ง 4 ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงควรมุ่งเน้นในปัจจัยทั้ง 4 เป็นหลักและทุกคณะต้องเน้นปัจจัย 4 สนับสนุนเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน และอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โลกนี้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อย่างทั่วถึงทั้งด้านปริมาณ คุณภาพและเวลาที่เหมาะสมด้วย จึงอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกคณะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตและพัฒนาปัจจัย 4 เป็นเบื้อต้น พร้อมๆ กับการพัฒนาด้านจิตใจและศีลธรรมไปด้วยกัน เพื่อให้บุคลากรและนิสิตเพียบพร้อมทั้งด้านวิชาการและด้านจิตใจ ก็จะเกิดผลดีต่อประเทศชาติและมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ขอให้อายุ 60 ปีของมก. เป็นจุดเริ่มต้นสู่ทิศทางนี้อย่างจริงจัง ไม่มีคำว่า สาย สำหรับการพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือ ธรรมะหรือธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งเป็นความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อันเป็นที่รักยิ่งเสมอ

ทางด้านครอบครัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อิสรา (ศิริวัฒนานุกูล) สุขสถาน มีบุตร 2 คน คือ นายปิเกษตร สุขสถาน จบปริญญาโท ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานอยู่สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ ขณะนี้กำลังศึกษาต่อปริญญาเอก ที่ University of Aarhus ประเทศเดนมาร์ส่วนบุตรสาว นางสาวณัฏฐิญาณ์ สุขสถาน จบปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้กำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่ Kent State University ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2536 เพราะเกิดเดือนมีนาคม ชีวิตหลังเกษียณอาจารย์รู้สึกว่าไม่ค่อยแตก ต่างจากก่อนเกษียณมากนักเพียงแต่ว่าหลังเกษียณมีความเป็นอิสระมากกว่าเท่านั้น หลังเกษียณสามารถทำงานที่อยากทำได้และไม่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำก็ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ปฏิบัติเป็นประจำ คือ

- ดูแลสุขภาพกายเป็นประจำ ความจริงได้ดูแลสุขภาพกายมานานแล้ว อาศัยที่ภรรยา เป็นผู้ให้ความสนใจเรื่องอาหารและสุขภาพมานานแล้วและบางทีก็ใช้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เป็น หนูตะเภา ทดลองเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารทั้งอาหารหลักและอาหารเสริม ทำให้อาจารย์มีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น แต่เคยเจ็บป่วยด้วยความจำเป็นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ป่วยครั้งแรกเป็นไข้ มาลาเรีย เนื่องจากไปทำงานทดลองพืชอาหารสัตว์กับ ดร. บรรเจิด บุญซื่อ ที่ปากช่อง ต้องนอนโรงพยาบาล 4-5 วัน และครั้งที่ 2 ไวรัสเข้าตา ขณะนั่งรถไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว (คุณณรงค์ สุขปรีดี) ที่อยุธยา ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 2-3 วัน ก็ทุเลาและกลับบ้านได้ การเจ็บป่วยอย่างอื่นที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่มี จึงเป็นผู้มีลาภอันประเสริฐ ดังที่พระท่านสอนว่า โรคยา มา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั่นเอง อย่างไรก็ดี ความไม่มีโรคมิใช่จะเกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือ เฉยๆ แต่จะต้องทำเหตุของความไม่มีโรคด้วย ลาภจึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จนกระทั่งปัจจุบัน คือ โยคะอาสนะ การฝึกโยคะสามารถขจัดความปวดเมื่อยร่างกายและป้องกันรักษาโรคบางอย่างได้แน่นอน นอกจากนี้ยังได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดย วิ่งช้า หรือวิ่งเหยาะ (ประมาณ 8 -10 กม./ชม.) โดยตั้งปณิธานว่าจะวิ่งเดือนละ 100 กม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 หลังจากวิ่งกรุงเทพมาราธอน (42.195 กม.) ครั้งที่1 ข้ามสะพานพระราม 9 หลังจากนั้นก็วิ่งติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 16 รวมระยะทางประมาณ 18,000 กม. อาจจะลองนำไปปฏิบัติบ้างก็ได้ คนเราไม่ต้องรอความตาย แต่จงเตรียมตัวตายไว้เสมอ ความตายไม่น่ากลัว ความเจ็บป่วยน่ากลัวกว่า ถ้าเกิดมีอาการอย่างนี้ ปวดเมื่อยเป็นนิตย์ หงุดหงิดเป็นประจำ การงานไม่อยากทำ เบื่อโลกขึ้นทุกวัน ให้รีบออกกำลังกายโดยเร็ว อาจเป็นเดินเร็ว วิ่งช้า ให้หนักพอ นานพอ และบ่อยพอ ก็จะทำให้หายโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างชะงัด ขอจงอย่าผัดวันประกันพรุ่ง

- ดูแลสุขภาพจิตหรือบริหารจิต ทั้งบริหารกายและบริหารจิตเป็นเรื่องที่ทำให้กับตัวเอง โปรดอย่าแก้ตัวว่าไม่มีเวลาแม้จะทำหน้าที่ให้กับตัวเอง การบริหารจิตเริ่มด้วยสมาธิ กำหนดลมหายใจ เข้า-ออก หรือที่เรียกว่าอานาปานัสสติ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ สามารถทำได้แม้ขณะวิ่ง การทำสมาธิช่วยให้มีสติดีขึ้น ซึ่งสามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง ถ้าเรามีสติดีจะไม่ตกใจง่าย ความมีสตินี้สำคัญมาก ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กล่าวว่าสติเป็นหนึ่งในธรรมะ 4 เกลอ ที่ต้องฝึกให้มีอยู่เสมอได้แก่ สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ ทั้ง 4 เกลอนี้สติต้องมาก่อนดังนั้นเมื่อมีปัญหาใดๆ ถ้ามีสติก็จะนำ สัมปชัญญะ คือตัวปัญญาเฉพาะที่จะใช้แก้ปัญหานั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที ส่วนปัญญานั้นเป็นคลังของความรู้ซึ่งมีอยู่มากมาย มีการสะสมมาแต่อดีต สำหรับสมาธินั้นต้องฎิบัติสม่ำเสมอทุกลมหายใจเข้าออกเพื่อให้มีสติตลอดเวลา เพื่อจะใช้ในนาทีวิกฤติที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพียงครั้งเดียว คือตอนจะตายนั่นเอง การปฏิบัติภารกิจและการดำเนินชีวิตก็จะเป็นไปโดยราบรื่น และถ้าปฏิบัติร่วมกับอริยมรรคมี องค์ 8 เริ่มด้วยสัมมาทิฐิชนิดสมาทานก็จะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด และนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้คือความพ้นทุกข์อย่างถาวรนั่นเอง นิมิตตังสาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุครบ 60 ปี กราบขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงปกปักรักษาบุคลากรครูอาจารย์ และทุกท่านพร้อมด้วยนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติและนิพพานสมบัติในชาตินี้ กอปรด้วยรักสามัคคี มีเมตตา ช่วยพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เจริญรุ่งเรือง และถิตย์สถาพรอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดกาล ด้วยความสำนึกในพระคุณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแผ่นดินไทย

แหล่งข้อมูล

เกษม สุขสถาน. สัมภาษณ์, 30 พฤศจิกายน 2544.

เกษม สุขสถาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.