หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2454 ซึ่งมีอายุครบ 90 ปี ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 เป็นบุตรของหลวงประสิทธิ์สมรรถการ และนางชิต ชลวิจารณ์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคพืชและกีฏวิทยา ทั้งยังมีผลงานหลายอย่างทางด้านการเกษตร แต่อาจารย์ก็ยังสนใจและทำงานด้านวิจัยค้นคว้าอยู่เสมอ แม้จะเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้วก็ตาม เห็นได้จากบริเวณบ้านพักของอาจารย์ ซึ่งนับเป็นบ้าหลังแรกๆ ในซอยอัฏฐมิตร 8 ถนนพหลโยธิน สหายชาวเกษตร ที่เป็นเพื่อนกัน ชวนกันมาซื้อที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยมาจนถึงรุ่นลูกหลาน ปัจจุบันยังเหลือเพียง อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ที่อาศัยอยู่ โดยแวดล้อมด้วยบ้านหลายหลังของลูกหลานท่านในบริเวณกว้างขวางภายในรั้วเดียวกัน ในบ้านท่านยังเป็นทั้งห้องสมุด ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เน้นการทดลองไวน์จากพืชผลไม้ไทยนานาชนิด เช่น กล้วย กระเจี๊ยบ เป็นต้น บริเวณบ้านจึงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลาย บ่อน้ำ สระน้ำ เป็น บ้านสวนกลางเมือง ที่น่าอยู่อาศัยอย่างมีความสุข นับเป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงภูมิหลังที่น่าสนใจของชีวิตการทำงานของท่านในมหาวิทยาลัย

สำหรับการศึกษาของอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ท่านได้รับอนุปริญญา A.A. (premedicine) และปริญญา B.S.A. (Plant Pathology) จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อ พ.ศ. 2475 และ 2479 ตามลำดับ และได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2507

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นกำลังที่สำคัญท่านหนึ่งในช่วงบุกเบิกพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเป็นหัวหน้าแผนกวิชากีฏวิทยาและโรคพืชท่านแรก ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากท่านทำงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมเกษตรและการประมง และเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาโรคพืชในช่วงที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นหัวหน้าแผนกกีฏวิทยาและโรคพืชอยู่หลายปี ช่วง พ.ศ. 2485-2507 ขณะที่ยังทำงานอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย จึงมีผลงานที่แพร่หลายทั่วไปในระยะหลัง เช่น การเพาะเห็ดฟาง การผลิตไวน์ผลไม้ไทย (มะยม กระเจี๊ยบ สับปะรด ลิ้นจี่ กล้วย หว้า มะเขือเทศ มะเฟือง มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ น้ำผึ้ง และหม่อน เป็นต้น) นอกจากนี้ ยังเป็นปรมาจารย์ด้านกล้วยไม้ก่อน ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ผลงานของอาจารย์มิได้อยู่เฉพาะในห้องทดลอง อาจารย์ยังใช้สื่อเผยแพร่ออกไปภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งบทความ หนังสือ ภาพยนตร์ มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (เช่น เรื่อง Mushroom Culture in Thailand) งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ อาจารย์ริเริ่มและผลักดันให้เกิดหน่วยงานกักกันพืช และการทำฝนเทียมร่วมกับหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จนได้มีพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ กักกันพืช (Plant Quarantine Law) และตึกวิจัยโรคพืชด้วย งานทั้งหมดดังกล่าว ทั้งการสอน การวิจัย การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์มาก อาจารย์จึงได้โล่ประกาศเกียรติคุณมากมาย จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการทำงานของอาจารย์ก็คือการเน้นประโยชน์โดยตรงต่อชาวนา ชาวไร่ ให้นำไปปฏิบัติได้

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นกำลังที่สำคัญของประเทศในการพัฒนาการเกษตร เห็นได้จากประกาศนียบัตรและรางวัลชีวิตการทำงานของท่าน คือ ประกาศนียบัตรการวิจัยอุตสาหกรรมทำแอลกอฮอล์ (Industrial Training and Research Certificate) จากสถาบันวิจัยซีแกรม สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2492 ได้รับโล่ Award of Merit จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2505 ได้รับโล่ Distinguished Alumnus Award จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2512 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2513 เนื่องจากการวิจัยและเผยแพร่การเพาะเห็ดฟางเป็นอุตสาหกรรม ได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยม (Award of Honour) ในการวิจัยเรื่องเห็ดจากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2514 ได้รับ Award of Honour จาก Orchid Society of Thailand เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2521 ในการริเริ่มผสมพันธุ์และเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในประเทศไทย

สำหรับผลงานวิจัยดีเด่นของท่านที่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ทั่วไป ได้แก่

1. Conversion of Rice by Submerged Culture Microbial Enzyme Preparations. Joseph E. Seagram and Sons, Inc. Research Department Report No. SC 1710-E, 1950.

2. Culture of Mushroom in Thailand. Department of Agriculture Bulletin No.1, 1950.

3. Culture of Orchid Seeds. Agricultural Journal, Department of Agriculture, Thailand. Vol.24 No. 4,1951.

4. Raising of Orchid Seedlings from Flasks. Journal of the Horticultural Society of Thailand, 1954.

5. Fungus Isolation from Kong Kao Kieu (stained wood of verdigris green color with medicinal value). Journal of the Microbiological Society of Thailand. Vol.2, No.2, 1957.

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการเกษตรนานาชาติ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ คือ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการถาวรฝ่ายวิชาการ ของคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิของ FAO (FAO Standing Technical Sub-Committee of the Plant Protection Committee for the South-East Asia and Pacific Region) ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2500 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2510 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการถาวรฝ่ายวิชาการ ของคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิของ FAO ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2510 จนถึงเดือนตุลาคม 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิของ FAO (Chairman of FAO Plant Production committee for the South - East Asia and Pacific Region) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2512 จนถึงตุลาคม 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการใน Statistics of the FAO Banana Study Group เมื่อ 9 ตุลาคม 2510 จนถึงตุลาคม 2514

สรุปผลงานของท่านที่ได้ช่วยพัฒนาสังคมเกษตรของไทยตลอดระยะเวลา 35 ปี (พ.ศ. 2479-2514) ที่ท่านรับราชการในกรมกสิกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการจนบรรลุวัตถุประสงค์ เจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ คือ งานกักกันพืช (Plant Quarantine Service) งานวิจัยวัตถุมีพิษ โครงการวิจัยการป้องกันกำจัดโรคและศัตรูพืช หน่วยบินเกษตร การเพาะเห็ดในประเทศไทย และการวิจัยทดลองผสมพันธุ์และเพาะเมล็ดกล้วยไม้

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ยังได้ติดตามความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่เสมอ และดีใจ ประทับใจ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขยายกิจการออกไปได้มากมาย มีถึง 7 วิทยาเขต สำหรับอาจารย์เองก็ยังได้ใช้ความรู้ ประสบการณ์การทำงานให้เป็นประโยชน์หลังจากอาจารย์เกษียณอายุราชการ เช่น เริ่มโครงการเห็ดหอมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย การสกัดน้ำมัน Peppermint Oil และ Menthol และทำงานให้ FAO ในประเทศอีกด้วย

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ สมรสกับนางอายวดี ชลวิจารณ์ (นามสกุลเดิม อินทุเกตุ)ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 มีธิดา 2 คน ปัจจุบันคือ ท่านผู้หญิงราพร ปราโมช (สมรสกับ หม่อมหลวงอัศนีย์ ปราโมช) ซึ่งเป็นนักบัลเลย์ชื่อดังของสังคมไทยปัจจุบันอีกด้วย และคุณกาญจนา ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกนาศิลป์สากล มหาวิทยาลัยศิปากอาจารย์ได้ส่งธิดาทั้งสองไปเรียนที่ Royal Ballet London เมื่อกลับมาก็ร่วมกันตั้งโรงเรียนสอนบัลเลย์ ปัจจุบันอาจารย์ก็เป็นทั้งคุณตา และคุณทวดแล้ว

ตึกก่าน ชลวิจารณ์ ซึ่งเป็นตึกกักกันโรคพืช ได้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงผลงานที่เป็นคุณประโยชน์มากมายหลายด้านทางการเกษตรของอาจารย์ ยิ่งกว่านั้น อาจารย์ยังสามารถของประมาณสร้างตึกกักกัน ตึกวิจัยวัตถุมีพิษ และตึกหอพัก ASEAN

อาจารย์มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงต่อมาหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทวัส บัวจันทร์ และ รองศาสตราจารย์อาจ แจ่มเมฆ ที่ร่วมสัมภาษณ์ด้วย ทั้งสามท่านรักและเคารพอาจารย์มาก เห็นพ้องกันว่า อาจารย์สอนหนังสือดี ดุไม่เป็น ได้แต่ยิ้ม ไม่เคยโวยวายเมื่อไม่พอใจ ลูกศิษย์เรียกเป็นพระอาจารย์กันทั้งนั้น ตลอดเวลาการทำงาน อาจารย์จึงเป็นคนน่ารักและไม่เคยพบอุปสรรคใดๆ ผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างก็สนับสนุนงานของอาจารย์ จะมีเพียงงบประมาณที่จะทำงานนั้นมีน้อย งานนั้นเน้นหนักด้านการวิจัย วิชาการ มิได้มุ่งการค้า เช่น การทำปุ๋ยหมักด้วยเชื้อแบคทีเรียที่วังแดง ซึ่งเป็นวังของกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่อยู่บริเวณแถวสี่แยกวรจักร และการปลูกพืชในทราย (sand culture)

ในช่วงปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะแรกนั้น อาจารย์ได้พบและร่วมงานกับบูรพาจารย์ของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายท่าน เช่น คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ และคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นต้น อาจารย์เองก็จบเกษตรจาก University of the Philippines at Los Banos (หลังจากเรียนเตรียมแพทย์อีก 3 ปี) อาจารย์เลือกเรียนเป็น หมอต้นไม้ เพราะคิดว่าดีกว่าหมอผ่าศพ นับว่าเป็นคนแรกที่เรียนวิชาโรคพืชได้สำเร็จ

อาจารย์จะฝังใจกับการซื้อที่ดินในซอยอัฏฐมิตรมาก ร่วมกับเพื่อนรักกัน 8 คน ซื้อจาก คุณสิน โดยมีนายเทียน อัชกุล เป็นนายอำเภอบางเขนอยู่ขณะนั้น จำนวน 43 ไร่ มาแบ่งกัน จึงเป็นชื่อ ซอยอัฏฐมิตร (มิตร 8 คน) ทำถนน และสะพานคอนกรีตข้ามคูน้ำกันเอง ราคาไร่ละหมื่นกว่าบาท (เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2492) แล้วจับสลากกัน

อาจารย์มีสุขภาพดีมาก แม้อายุร่วม 90 ปีแล้ว เพิ่งเลิกตีกอล์ฟเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง นับว่าสุขภาพยังดีมากทั้งกายและใจ อาจารย์ให้คาถาว่า ต้องยึดตัว อ. เอาไว้คือ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ดี อนามัยดี และอาชีพดี คือต้องอย่าอยู่ว่าง หางานเล็กน้อยมาทำเพื่อช่วยให้ไม่เบื่อ สำหรับอาจารย์นั้น ยังทดลองเกษตรแปรรูปอยู่เสมอ โดยเฉพาะไวน์จากสมุนไพร เพื่อจะได้รักษาโรคตับ เช่น ข่า กระเทียม ดีปลี ขิง พริกไทย และชะเอม เป็นต้น

นับว่าการดำเนินชีวิตของอาจารย์มีคุณค่ามากต่อทั้งตัวเอง และผู้อื่น จึงนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รุ่นหลัง และคนไทยโดยทั่วไป

แหล่งข้อมูล

ก่าน ชลวิจารณ์. สัมภาษณ์, 3 เมษายน 2544.