หน้าแรก   นายกสภาฯ   อธิการบดีฯ   ผู้ทำประโยชน์ฯ


มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ใน พ.ศ. 2486   รัฐบาลอันมี ฯพณฯ จอมพล ป.  พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นความสำคัญยิ่งของการศึกษาทางเกษตร จึงได้ปรับปรุงและรวมกิจการของมหาวิทยาลัยที่บางเขนกับโรงเรียนวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ มาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ.  2486  เมื่อวันที่  2  กุมภาพันธ์  2486   ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 60  ตอนที่  7(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงถือเอาวันที่  2  กุมภาพันธ์ เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย) ได้ปรับปรุงขยายงานการศึกษาออกเป็น  4  คณะ คือ คณะเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ คณะการประมง และคณะสหกรณ์ โดยจัดการศึกษาเป็นหลักสูตร  5  ปี  สำหรับปริญญาตรี และ  3  ปี สำหรับอนุปริญญา ในปีการศึกษา  2487 –  2488 ปรากกว่ามีผู้เข้าศึกษา 72   คน  และมีผู้สำเร็จอนุปริญญา  39  คน (ถัดมาปี   2488  –   2489 มีผู้เข้าศึกษา  91 คน สำเร็จปริญญาตรี   19  คน อนุปริญญา  43 คน   และมากขึ้นตามลำดับ)  การปรับปรุงกิจการครั้งนี้ พลเรือโทสินธุ์  กมลนาวิน  (ยศในขณะนั้น) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย

                ใน พ.ศ.  2488  ได้มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาล และนายทวี  บุณยเกตุ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ดังนั้น นายทวี  บุณยเกตุ จึงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนที่  2

                ต่อมาใน พ.ศ.   2489 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พิจารณาเห็นว่า ตำแหน่งอธิการบดีควรเป็นตำแหน่งประจำ จึงได้แต่งตั้งให้หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิบดีกรมปศุสัตว์และสัตว์พาหนะ  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตั้งแต่วันที่  1  พฤษภาคม   2489 เป็นต้นมา

                ใน พ.ศ. 2491   คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาและลงมติแปลงสภาพโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้เป็นสถานศึกษาอาชีพ โดยโอนไปสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ใน พ.ศ.   2492  ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเริ่มรับผู้สำเร็จหลักสูตรโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทั่วไปเข้าเป็นนิสิตปีที่  1  ตั้งแต่บัดนั้น

                ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.  2495  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีฐานะเป็นกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตราธิการ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคงดำรงตำแหน่งอธิการบดีด้วยตามเดิม

                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงที่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี ได้มีการติดต่อกับต่างประเทศมาก และได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การและสถาบันต่างๆ ในหลายรูปแบบ เช่น การส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำ การให้ทุนแก่อาจารย์ไปศึกษาต่อ หรือดูงาน ณ ต่างประเทศ จัดหาวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ประกอบการเรียนการสอน ดังรายละเอียดโดยสังเขป คือ

                องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ (Dr. Francisco M. Fronda) มาช่วยแนะนำส่งเสริม วางแผนงานการเลี้ยงไก่ ในช่วงกันยายน  2494 – ตุลาคม  2495   นอกจากนี้ FAO  ยังช่วยสนับสนุนทุนดูงานต่างประเทศให้กับอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์  2 คน ในปี  2496 –   2497 ให้ไปดูงานการเลี้ยงไก่ที่ประเทศออสเตรเลีย  6 เดือน  และดูงานต่อในสหรัฐฯ อีก  1 ปี FAO ยังจัดทุนให้กับอาจารย์คณะวนศาสตร์อีก  2 คน ให้ไปประชุมอบรมเกี่ยวกับการทำไม้ด้วยเครื่องจักร ณ ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวลา  6  เดือน

                มูลนิธิการศึกษาฟุลไบรท์ (Fullbright) ของสหรัฐอเมริกา (US Educational Foundation)  ได้ส่งอาจารย์  3 คน มาช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาอื่นในคณะเกษตรศาสตร์ ระหว่างปี   2495 –  2499

                ราวปี   2496 สหพันธ์กสิกรอเมริกา (American Farm Bureau Federation) ได้ติดต่อผ่าน USOM ขอให้ส่งกสิกรไทยไปฝึกงานฟาร์ม ณ สหรัฐอเมริกา จำนวน  6 คน เป็นเวลา 1 ปี ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ส่งอาจารย์และนิสิตรวม  2  คนจากแผนกวิชาการเกษตรศาสตร์

                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความช่วยเหลือจากองค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา – FOA (Foreign Operations Administration) หรือ USOM (United States Operations Mission) ตั้งแต่ปี  2494โดยได้ส่ง Dr. J.R. King มาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา และ Mr. T.H. Plaister เป็นผู้ช่วย  จนกระทั่งปี  2495  ได้มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่คือ ได้ส่ง Dr. E.L. Porter จาก Oregon State University (OSU) มาศึกษาหาทางช่วยเหลือมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง และต่อมาเป็นศาสตราจารย์ J. R.  Beck จาก OSU มาเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่กลางปี  2496  ที่ปรึกษาได้เสนอแนะต่อรัฐบาลให้มีการทำสัญญาระหว่างกัน สัญญา KU-OSU จึงเกิดขึ้นด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือของ USOM ได้มีการลงนามในสัญญา ณ สถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน  เมื่อวันที่  13  กันยายน  2497  และให้มีผลตั้งแต่วันที่  14  กันยายน   2497 เป็นต้นไปจนถึงวันที่  30 กันยายน  2503  มีสาระสำคัญคือ มีการส่งผู้เชี่ยวชาญ ( 6  คน/  30  เดือน) มาให้คำปรึกษาในการปรับปรุงมหาวิทยาลัยและช่วยทำการสอนให้ทุนการศึกษาแก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (  45 คน)

                ใน พ.ศ.   2495 ทางคณะสหกรณ์ได้เพิ่มวิชาเศรษฐศาสตร์กสิกรรมเข้าไปในหลักสูตรแทนวิชากฎหมายที่คัดออก  จึงได้ขยายชื่อเป็นคณะสหกรณ์และเศรษฐศาสตร์ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ และได้ย้ายที่ตั้งของคณะจากกรมสหกรณ์ที่ดินมารวมอยู่ในบางเขนเมื่อเดือนตุลาคม  2499

                ใน พ.ศ.   24 96 โรงเรียนวนศาสตร์ที่จังหวัดแพร่เปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยวนศาสตร์ แต่มีสำนักงานคณบดีของคณะวนศาสตร์อยู่ในกรมป่าไม้ เพราะมีอธิบดีกรมป่าไม้เป็นคณบดีโดยตำแหน่ง ใน พ.ศ.   2497ได้เริ่มย้ายการสอนเข้ามาเปิดเรียนในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  และเปิดสอนขึ้นปริญญาตรีอีกใน พ.ศ.  2499  เป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกเปิดสอนเมื่อ พ.ศ.   2487 เพียงสองรุ่น)

                ต่อมาใน พ.ศ.  2497  ได้มีการปรับปรุงกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก โดยมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่  5  พ.ศ.  2497 ให้รับโอนคณะสัตวแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และให้รวมโรงเรียนการชลประทานเข้าอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงประกอบด้วย  6  คณะ  คือ  (1 )  คณะกสิกรรมและสัตวบาล  ( 2 )  คณะวนศาสตร์  (  3 )  คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์  (4)  คณะประมง  (5)  คณะสัตวแพทยศาสตร์  (6)  คณะวิศวกรรมชลประทาน

                ในปี    2498  Rockefeller Foundation, New York City ได้เข้ามาช่วยเหลือมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ โดยส่ง Dr. J. G. Harrar, Dr. Robert F. Chandler, Jr. และ Dr. Richard Bradfield เข้ามาสำรวจและปรึกษาหารือกับอธิการบดีเกี่ยวกับความต้องการของมหาวิทยาลัย และต่อมาก็ได้ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ คือ ( 1 )  มอบเงินอุดหนุน  25,000 เหรียญ  สำหรับจัดซื้อตำราและอุปกรณ์การศึกษาในสาขาวิชาเคหเศรษฐศาสตร์  คณะกสิกรรมและสัตวบาล  และ (2)  ให้ทุนอุดหนุนการศึกษาสำหรับอาจารย์ 6 คน ไปศึกษาต่อในสาขาวิชาต่างๆ มีกำหนด 1 ปี  ถัดมาในปี 2499   Dr. Robert F. Chandler ได้เข้ามาติดตามงานการให้ความช่วยเหลือ และตกลงให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไปอีกเพื่อจัดซื้อตำราในสาขาวิชาต่างๆ อีก  10,000 เหรียญ พร้อมทั้งเสนอมูลนิธิ Rockefeller เพื่อจัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์ในการค้นคว้าวิจัยและการสอน เป็นมูลค่า  50,000 เหรียญ นอกจากนี้ มูลนิธิ Rockefeller ยังให้การสนับสนุนโครงการวิจัยหลักระยะยาวหลายโครงการ และให้ทุนการศึกษาแก่อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2502 –  2521

                ในปี  2498 ยังมีองค์การต่างประเทศอีกแห่งที่ได้เข้ามาสนับสนุนกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแห่งมหานครนิวยอร์ก (Council on Economic and Cultural Affairs, Inc., New York City) โดย Dr. J. Lossing Buck  ผู้อำนวยการ  ได้เดินทางมาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอธิการบดี หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และได้บรรลุข้อตกลงเพื่อช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ (1) มอบหนังสือและตำราด้านบริหารกิจการไร่นา 52 เล่ม  พร้อมทั้งส่ง Dr. Grant E.  Blanch  ศาสตราจารย์ในวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร  ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารกิจการไร่นาจาก Oregon State University มาช่วยเป็นที่ปรึกษา (2)  จัดทุน 2 ทุน  ให้อาจารย์ไปศึกษาต่อด้าน Farm Management  ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

                ต่อมา หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการเพื่อขอรับพระราชทานบำนาญ เมื่อวันที่  10 มีนาคม 2501  สำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน  2501  และในวันที่ 2 กันยายน  2502  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ย้ายสังกัดไปขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นส่วนราชการเทียบเท่ากรมตามพระราชบัญญัติโอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ.  2502

                หลังจากที่สัญญาเกษตรศาสตร์-ออรีกอน  สิ้นสุดลงเมื่อวันที่   30  กันยายน  2503   (เริ่มมาตั้งแต่วันที่  14 กันยายน 2497 ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็พยายามให้มีสัญญาทำนองนี้ต่อไปอีก จนกระทั่งถึงวันที่  21 พฤษภาคม   2505 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ลงนามในสัญญาใหม่  เกษตรศาสตร์-ฮาไวอิ (KU-U.of Hawaii)  เพื่อปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการส่งศาสตราจารย์ อาจารย์ ( 8 คน) มาช่วยแนะนำด้านเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาการศึกษาของคณาจารย์ โดยพิจารณาคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทและปริญญาเอก  ณ  University of Hawaii หรือมหาวิทยาลัยอื่นในสหรัฐอเมริกา ประมาณ   10 ทุน (สัญญาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30  มิถุนายน  2508 )

                ในปี  2505 สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแห่งมหานครนิวยอร์กยังคงให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยจัดทุน  5 ทุน ให้อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ไปศึกษาต่อต่างประเทศขณะเดียวกันก็ได้ส่ง ศาสตราจารย์ Dr. Melvin  M. Wagner จาก University of California มาประจำที่คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ และในระยะเวลาต่อมา ได้มีสถาบันพัฒนาการเกษตรแห่งมหานครนิวยอร์ก (Agricultural Development Council, Inc., New York City) ซึ่งได้สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์มาตั้งแต่ปี   2502 เข้ามาช่วยเหลือทางวิชาการแก่คณะเศรษฐศาสตร์ฯ โดยจัดหาหนังสือและตำราให้กับห้องสมุด จัดทุนการศึกษาให้อาจารย์ในคณะเป็นส่วนใหญ่กับอาจารย์คณะอื่นบ้างไปศึกษาต่อต่างประเทศ ประมาณ   33 ทุน (พ.ศ. 2502  –2526) พร้อมทั้งได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำเพื่อให้คำปรึกษาหารือในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน อาทิ Dr. Russell A.  Stevenson และ Dr. Shao  Ong

                เนื่องจาก ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์ ได้ลาออกจากราชการใน พ.ศ.2508   สำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งให้ ม.ล. ชูชาติ  กำภู  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สืบแทนต่อมาตั้งแต่วันที่  2  สิงหาคม 2508   และในวันที่ 1  มีนาคม 2509 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งคณะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่  โดยจัดแบ่งเป็น 7 คณะ  คือ (1 )  คณะเกษตร  ( 2 )  คณะประมง  (3)  คณะวนศาสตร์  ( 4 )  คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์  ( 5 )  คณะวิศวกรรมศาสตร์  ( 6 )  คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ  ( 7 )  คณะสัตวแพทยศาสตร์

                ต่อมาในวันที่  1 พฤศจิกายน    2510 ม.ล. ชูชาติ  กำภู  ได้ขอลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี สำนักนายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งให้ นายกวี  วิสุทธารมณ์  รองอธิการบดีรักษาราชการอธิการบดีตั้งแต่วันที่  พฤศจิกายน 2510   ครั้งแล้วในวันที่ 24  พฤศจิกายน   2510   ได้มีประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ตั้งแต่วันที่  21พฤศจิกายน 2510  เป็นต้นมาจนถึงวันที่  1 พฤษภาคม   2512

                อนึ่ง ในวันที่  20 ธันวาคม 2510  ได้มีพระราชบัญญัติให้โอนบรรดากิจการทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เกี่ยวกับราชการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฉพาะส่วนที่ตั้งอยู่  ณ ตำบลวังใหม่  อำเภอปทุมวัน ไปเป็นของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่คณะสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังคงมีอยู่ที่อาคารใหม่ในบริเวณเกษตรกลางบางเขน

                ในช่วงระยะนี้ได้มีการปรับปรุง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่  โดยมี พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยฯ พ.ศ. 2511   ตั้งแต่วันที่  1 มกราคม  2512   และตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี (วันเดือนปีเดียวกัน) ให้มหาวิทยาลัยฯ มีส่วนราชการดังนี้ คือ (1 ) สำนักงานอธิการบดี  ( 2)  คณะเกษตร  ( 3 )  คณะประมง    (4 )  คณะวนศาสตร์  (5)  คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์  (6)  คณะวิศวกรรมศาสตร์  (7)  คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ  (8)  คณะสัตวแพทยศาสตร์  (9)  บัณฑิตวิทยาลัย

                สำหรับแผนกวิชาที่อยู่ในคณะต่างๆ นั้น ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ลงวันที่ 8 มกราคม  2512 ก็ได้ปรับปรุงใหม่เปลี่ยนแปลงวิชาเป็นภาควิชาทั้งหมด และให้มีสำนักงานเลขานุการคณะขึ้นได้ในทุกคณะ

                ตลอดเวลาที่ ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์  กลับเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีเป็นครั้งที่  2 ตั้งแต่ พ.ศ.   2510 เป็นต้นมา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการพัฒนาการศึกษาก้าวรุดหน้าไปอย่างได้ผลดียิ่ง โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยฯ ในบางเขน  ซึ่งเคยชะงักมานั้นก็ได้รับการเร่งรัดสนับสนุนให้กลับดำเนินการขึ้นใหม่อย่างเต็มที่  จึงเป็นผลให้การเตรียมโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินต่อไปต่อมา ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีโดยเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพ ประกอบกับต้องการที่จะให้ได้มีอธิการบดีคนใหม่เข้ารับมอบงานเสียตั้งแต่ก่อนเปิดภาคต้นของปีการศึกษาต่อไปด้วย สภามหาวิทยาลัยฯ จึงได้ยินยอมให้ศาสตราจารย์อินทรี  จันทรสถิตย์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีได้ตั้งแต่วันที่  1 พฤษภาคม  2512 และได้แต่งตั้งให้ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ  จักรพันธุ์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) คณบดีคณะเกษตร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบแทนต่อมา
               

วิทยาเขตกำแพงแสน

               

ใน  พ.ศ. 2509   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยหม่อนหลวงชูชาติ   กำภู  อธิการบดีได้พิจารณาเห็นว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนคับแคบ  ไม่สามารถจะขยายงานด้านการศึกษาทางเกษตรให้กว้างขวางเพื่อรับกับภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติในอนาคตได้  จึงได้ดำริที่จะหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ  สักแห่งหนึ่ง  และเป็นพื้นที่แปลงใหญ่พอสมควร  มีดินดีเหมาะต่อการเกษตรและมีโครงการชลประทานผ่านเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ  ก่อนราคาที่ดินจะมีราคาแพง

                เมื่อวันที่   21   กุมภาพันธ์    2510 รัฐบาลในสมัยจอมพล  ถนอม  กิตติขจร  เป็นนายกรัฐมนตรีจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐมเพื่อประโยชน์ในการขยายงานด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 8,000  ไร่  และอยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาเพื่อประโยชน์ในการชลประทานโครงการแม่กลองใหญ่  ด้วยเหตุผลข้างต้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ขอให้กรมชลประทานเพิกถอนการใช้เขตที่ดินในบริเวณนี้  กรมชลประทานไม่ขัดข้อง  และเมื่อกรมชลประทานได้เพิกถอนให้แล้ว  จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นแทนเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจที่ดินที่จะใช้ในการนี้ หม่อนหลวงชูชาติ  กำภู  อธิการบดี ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานอยู่ด้วยจึงได้มีคำสั่งให้กองจัดซื้อที่ดินกรมชลประทานเข้าทำการสำรวจรังวัดและดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น การจัดซื้อที่ดินได้ดำเนินมาระหว่าง พ.ศ. 2510  –  2514   ได้จัดซื้อร่วมกับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ภายใต้การอำนวยการของคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้ทั้งหมดกว่า   90 %  คิดเป็นพื้นที่ประมาณ   7,425  ไร่เศษ  การจัดซื้อที่ดินเริ่มได้รับอุปสรรคตั้งแต่  พ.ศ. 2513  เพราะเจ้าของที่ดินบางรายไม่ยินยอมขายที่ดินให้แก่ทางราชการ ยังคงเหลือที่ดินอีกเพียง    41 แปลง มีเจ้าของที่ดิน   19   ราย  เนื้อที่ 750  ไร่เศษ  ที่มหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถจัดซื้อได้ต่อไป

                โดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเวนคืนฯ จะหมดอายุลงในวันที่ 21  กุมภาพันธ์   2515มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ขอให้ทางรัฐบาลตราพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ขึ้น  รัฐบาลจึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ  ฉบับที่   44   เมื่อวันที่   17   มกราคม   2515 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งออกตามความในมาตรา   8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ. 2497

               

ถึงแม้จะมีที่ดินเหลืออีกไม่ถึง   10 % ในจำนวนเจ้าของที่   19   ราย  แต่การจัดซื้อตามพระราชบัญญัติเวนคืนก็หาได้ดำเนินไปโดยราบรื่นไม่  ความล่าช้าในการจัดซื้อเกิดจากการไม่สามารถจะตกลงเรื่องค่าทดแทนในระดับอนุญาโตตุลาการได้ จึงต้องดำเนินการทางศาล  การดำเนินการทางศาลต้องใช้เวลาอยู่มาก  อย่างไรก็ตามความผันแปรทางสังคมและการเมืองได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อยู่มาก

 

การเตรียมการเพื่อรับแผนพัฒนาตามโครงการเงินกู้ธนาคารโลก
                การเตรียมการในส่วนที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คือ การเข้าครอบครองพื้นที่  โดยที่ยังมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตเวนคืนถึง   41 แปลง  ที่เรื่องยังไม่เรียบร้อย  ขัดขวางต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก  มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์โดยการเสนอแนะของกองจัดซื้อที่ดิน  กรมชลประทานจึงได้เสนอขออำนาจจากคณะปฏิวัติเข้าครอบครองพื้นที่ก่อนจ่ายค่าทดแทน  คณะปฏิวัติได้เห็นความจำเป็น จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ  ฉบับที่   243 เมื่อวันที่   8   พฤศจิกายน    2515   ให้เจ้าหน้าที่ที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์  ตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่  12 / 2515   ลงวันที่   22   มีนาคม  2515  มีอำนาจที่จะเข้าครอบครองและใช้ที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่  44  ลงวันที่   17   มกราคม   2515   ได้ก่อนจ่ายค่าทดแทน

                มหาวิทยาลัยฯ  ขออำนาจคณะปฏิวัติ  ฉบับที่  243 ไว้ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองในแง่กฎหมายให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการตามโครงการพัฒนาให้บรรลุผล  อย่างไรก็ตามกลไกทางกฎหมายไม่เพียงพอที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใช้พื้นที่ตามแผนพัฒนาได้  เพราะราษฎรบางกลุ่มได้บุกรุกเข้าใช้พื้นที่ที่มหาวิทยาลัยจัดซื้อไว้แล้วเกือบหมด  เหลืออยู่เพียงพื้นที่ประมาณ   400  ไร่  ที่ทางภาควิชาสัตวบาลคณะเกษตรได้เข้าบุกเบิกใช้พื้นที่ตามโครงการโคเนื้ออยู่  เจ้าหน้าที่ที่ประสานงานพัฒนากำแพงแสนเห็นว่าหากมหาวิทยาลัยไม่บุกเบิกและเข้าครอบครองพื้นที่เสียก่อน  การก่อสร้างอาคารตามโครงการเงินกู้ก็จะทำไม่ได้ดังนั้นการเผชิญหน้าและมีเรื่องพิพาทกับผู้บุกรุกจึงเป็นสิ่งสุดที่จะหลีกเลี่ยงได้  แต่มหาวิทยาลัยได้พยามยามดำเนินการด้วยวิธีประนีประนอมตลอดมา  ซึ่งราษฎรส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี  มหาวิทยาลัยจึงดำเนินการเข้าสำรวจและทำแผนที่ระดับตลอดจนการปักหมุดระดับ  การถ่ายภาพทางอากาศของกรมแผนที่ทหารใน พ.ศ.  2514, 2515 และ  2516 นอกจากจะเป็นการเตรียมการหาข้อมูลสำหรับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวางผังแม่บทแล้ว  ก็ยังสามารถผลักดันให้ผู้ที่บุกรุกและครอบครองพื้นที่ของมหาวิทยาลัยอยู่ออกไปได้ เมื่อผู้ที่บุกรุกได้ถูกผลักดันให้ออกไปแล้ว  หากปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้เฉยๆ  ราษฎรเหล่านี้ก็จะวกกลับมาครอบครองพื้นที่อีก  หน่วยจักรกลของกรมชลประทานในโครงการคันคูน้ำและโครงการแม่กลองใหญ่ได้มีบทบาทในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้มหาวิทยาลัยอยู่มาก  หน่วยจักรกลดังกล่าวได้เริ่มเข้ามาปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่  พ.ศ.  2514 โดยหน่วยของโครงการคันคูน้ำได้เข้ามาก่อน  พ.ศ. 2514  การปรับปรุงพื้นที่อย่างจริงจังได้กระทำติดต่อกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517   อย่างไรก็ตามมีการเสริมงานของหน่วยราชการอื่นๆ  และหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองน้ำบาดาล  กรมทรัพยากรธรณี  ซึ่งได้มาช่วยสำรวจแหล่งน้ำบาดาลและขุดบ่อบาดาลตั้งแต่ พ.ศ. 2516   การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ได้มาช่วยออกแบบและติดตั้งไฟฟ้าแรงสูงแรงต่ำขั้นต้นให้ตั้งแต่  พ.ศ.  2514  กรมอุตุนิยมวิทยาที่ได้มาช่วยจัดตั้งสถานีตรวจอากาศเกษตรให้  ตลอดจน  Rockefeller  Foundation  ที่มาช่วยงานด้านสถานีทดลองตั้งแต่  พ.ศ. 2513   จนเสร็จสิ้นโครงการ (ช่วง พ.ศ.  2521 – 2522) หน่วยงานทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว  ล้วนแต่เป็นผู้บุกเบิกทางสะดวกให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการพัฒนาตามโครงการเงินกู้ได้

                ในเดือนกุมภาพันธ์    2515  กระทรวงการคลังได้ยื่นเรื่องราวถึงคณะปฏิวัติอ้างมติเดิมที่คณะรัฐมนตรี  ได้มีมติเมื่อวันที่  8 ธันวาคม   2512  เห็นชอบด้วยกับโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์  ในวงเงิน   12   ล้านดอลลาร์สหรัฐและขอแก้ไขยอดเงินกู้เนื่องจากการคำนวณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการก่อสร้างเครื่องมืออุปกรณ์ได้เพิ่มขึ้น  และได้ตั้งค่าใช้จ่ายสำรองไว้ด้วย  เห็นควรให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารโลกจำนวนไม่เกิน    15.4   ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และได้ขอให้คณะปฏิวัติแต่งตั้งผู้แทนไทย   10   นาย  ไปเจรจากู้เงินอย่างเป็นทางการที่กรุงวอชิงตัน  ดี.ซี. โดยมี  ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน  ดี.ซี. เป็นหัวหน้าคณะ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นรองหัวหน้าคณะในจำนวนคณะผู้แทนไทยที่ไปเจรจาครั้งนี้มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ  หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ  จักรพันธุ์  (ทรงทำหน้าที่ประธานเป็นส่วนใหญ่) ศาสตราจารย์  ดร.สง่า  สรรพศรี  ศาสตราจารย์  ดร.ไพฑูรย์  อิงคสุวรรณ  รองศาสตราจารย์อาบ  นคะจัด  และ  Dr. James  H. Jensen  ในฐานะที่ปรึกษา  ส่วนฝ่ายธนาคารโลกมีเจ้าหน้าที่ธนาคารโลกร่วมเจรจา   6   นาย  ซึ่งมี  Mr. Anthony  Neylan เป็นหัวหน้าคณะ  การเจรจาได้กระทำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโลก  โดยเริ่มเมื่อวันที่   1 มีนาคม   2515   และใช้เวลาในการเจรจาร่วมสองสัปดาห์  ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยฯ  เมื่อวันที่   24   พฤษภาคม   2515

                โครงการเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยฯ เป็นโครงการ  5 ปี  (พ.ศ.  2515 – 2519 )  ได้กำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายไว้   589.3  ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินกู้จากธนาคารโลก   320.3  ล้านบาท ( 15.4   ล้านเหรียญสหรัฐ) และเงินงบประมาณ  269.0 ล้านบาท  ทางรัฐบาลได้มอบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดดำเนินการหลังจากวันลงนามในสัญญา  เป็นต้นมา  การดำเนินการตามโครงการเงินกู้  โดยเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการเงินกู้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ดำเนินการไปตามแผนงาน  มหาวิทยาลัยฯ  ได้ทำการจ้างบริษัทดำเนินการวางผังแม่บทและได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาออกแบบและเขียนแบบทั้งงานด้านพัฒนาสถานที่และก่อสร้างอาคารกลุ่มต่างๆ การก่อสร้างตามแผนงานดำเนินไปในระดับที่ดีพอสมควร  แต่งานก่อสร้างอาคารค่อนข้างล่าช้ากว่าแผนเนื่องจากมีปัญหาในความผันแปรทางเศรษฐกิจและปัญหาด้านอื่นๆ

                วันที่   7   มีนาคม  2517 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้แบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เสียใหม่  คือ  ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกอบด้วย (1) สำนักงานอธิการบดี (2) คณะเกษตร ( 3 ) คณะประมง ( 4 ) คณะวนศาสตร์ (5) คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ (6) คณะวิศวกรรมศาสตร์ (7)  คณะศึกษาศาสตร์ (8) คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ (9) คณะสังคมศาสตร์(10) คณะสัตวแพทยศาสตร์ (11) บัณฑิตวิทยาลัย (12) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร (13) สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม

                หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ   จักรพันธุ์  ทรงดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มาจนกระทั่งถึงวันที่  6  พฤศจิกายน  2517  จึงได้ทรงขอลาออกจากตำแหน่ง  สภามหาวิทยาลัยฯ อนุมัติและได้แต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ระพี  สาคริก  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนา  รักษาราชการแทนอธิการบดี  และต่อมาในวันที่  28   มีนาคม  2518  สภามหาวิทยาลัยฯ ได้ลงมติเห็นชอบให้  ศาสตราจารย์ระพี  สาคริก  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สืบต่อไป  เป็นอธิการบดีคนที่ 8

                วันที่  16  พฤศจิกายน   2519    ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2519  ให้มีการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานอธิการบดีเป็น7  กอง  ได้แก่  กองกลาง  กองการเจ้าหน้าที่ กองคลัง  กองกิจการนิสิต  กองบริการการศึกษา  กองยานพาหนะอาคารสถานที่  และกองแผนงาน

                ในปีการศึกษา  2519 – 2520 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนิสิตปริญญาโทรวม  700 คน และนิสิตปริญญาตรี 5,582  คน  ในจำนวนนี้ได้มีการร่วมมือผลิตนิสิตเตรียมแพทย์ทหารให้วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าด้วยปีละ  32 คน และในปีการศึกษา  2520 – 2521 ได้มีการเปิดการศึกษาระดับปริญญาเอกในบางสาขาด้วย

                การดำเนินการของมหาวิทยาลัยที่วิทยาเขตกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม  ซึ่งเป็นวิทยาเขตที่  2 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น  มีการก่อสร้างอาคารต่างๆ  ตามโครงการเงินกู้  รวมทั้งอ่างเก็บน้ำ ตามกำหนดการนิสิตจะเข้าอยู่หอพักได้ประมาณกลางปี  2521

                ศาสตราจารย์ระพี  สาคริก  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี  ครบวาระ 2 ปี  ในวันที่   12 พฤษภาคม 2520และในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นอธิการบดี  สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้แต่งตั้งให้  ศาสตราจารย์  ดร.ไพฑูรย์  อิงคสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายธุรการ  รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 13  พฤษภาคม 2520

                วันที่  26  พฤษภาคม  2520  ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่  คือให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ประกอบด้วย  (1) สำนักงานอธิการบดี  (2) คณะเกษตร (3) คณะประมง (4) คณะวนศาสตร์ (5) คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ (6) คณะวิศวกรรมศาสตร์ (7) คณะศึกษาศาสตร์ (8) คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ (9) คณะสังคมศาสตร์ (10) คณะสัตวแพทยศาสตร์ (11) บัณฑิตวิทยาลัย (12) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร (13) สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม (14) สำนักหอสมุด

                วันที่ 17 กันยายน 2520  ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกวาระหนึ่ง นับเป็นสมัยที่ 2

                วันที่  2  ตุลาคม 2521 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีกครั้ง  คือ  ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกอบด้วย  สำนักงาน  คณะ วิทยาลัย  สถาบันและสำนัก  รวม 15 หน่วยงาน  คือ  เพิ่มสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                วันที่ 4 ตุลาคม  2521  เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในฐานะตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่นและอธิบดีกรมวิเทศสหการ  ในฐานตัวแทนรัฐบาลไทย  ได้ลงนามตกลงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ในวงเงิน 360 ล้านบาท (3,600 ล้านเยน) เพื่อก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ และศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติ  ณ  วิทยาเขตกำแพงแสน

                ศาสตราจารย์ระพี  สาคริก  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีครบวาระสองปี  สมัยที่2  เมื่อวันที่  16  กันยายน  2522 และสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้แต่งตั้งให้  ศาสตราจารย์ไพฑูรย์     อิงคสุวรรณ  รองอธิการบดีฝ่ายธุรการ  รักษาการแทนอธิการบดี  ตั้งแต่วันที่  17  กันยายน  2522

                วันที่  14  พฤศจิกายน  2522 ได้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ที่ 1518/2522  ให้บุคลากร  110คน  ประกอบด้วยข้าราชการ  66  คน ลูกจ้างประจำ  35  คน  และลูกจ้างชั่วคราว 9 คน  ไปปฏิบัติราชการประจำอยู่ที่วิทยาเขตกำแพงแสน  ตั้งแต่วันที่  1 ธันวาคม  2522  เป็นต้นไป  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  จึงถือเอาวันที่  14 พฤศจิกายน  เป็นวันคล้ายวันก่อตั้งของวิทยาเขต

                วันที่  29   กุมภาพันธ์  2523  ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์  อิงคสุวรรณ  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ต่อจากศาสตราจารย์ระพี  สาคริก  นับเป็นอธิการบดีคนที่  9

                ในปี   2523   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้รับมอบจากกรมวิเทศสหการให้เป็นศูนย์ประสานงานโครงการประชากรศึกษาในการพัฒนาการเกษตรและชนบท (Population Education  for  Rural  and  Aqricultural  Development  Network)  เป็นโครงการกึ่งพัฒนาและบริการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อกิจกรรมประชากรแห่งสหประชาชาติ (UN  Funds  for  Population Activities) และ FAO เป็นการร่วมมือระหว่าง 5 มหาวิทยาลัย กับ 8 กรม  ที่เกี่ยวข้องกับประชากรชนบทมากที่สุด โครงการนี้ดำเนินการอยู่ 6 ปี และสิ้นสุดในปี  2529

                ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศ  ลงวันที่  23  พฤษภาคม  2523   ให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก คือ ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกอบด้วย สำนักงาน  คณะ วิทยาลัย  สถาบันและสำนักรวม  16  หน่วยงาน  คือ เพิ่มคณะอุตสาหกรรมเกษตร จากประกาศเดิมเมื่อวันที่  2ตุลาคม  2521

                วันที่ 20 ธันวาคม  2523 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการวิจัยหรือเรือนปลูกพืชทดลอง  ณ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นศูนย์ที่สร้างขึ้นด้วยเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น

                ต่อมาในวันที่  25   มิถุนายน  2524 ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย  ให้แบ่งส่วนราชการเสียใหม่ คือให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีหน่วยงานใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน่วยงาน คือ คณะมนุษยศาสตร์

                วันที่  16   ธันวาคม   2524 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์  อัครราชกุมารี  ได้เสด็จทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ และศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติ ณ วิทยาเขตกำแพงแสน

                ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์  อิงคสุวรรณ  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีครบวาระสองปี  ในวันที่  28กุมภาพันธ์  2525   สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้แต่งตั้งให้  ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณา  ชุติมา  ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ  รักษาราชการแทนอธิการบดี  ตั้งแต่วันที่  1  มีนาคม  2525  เป็นต้นไป

                วันที่  8   มิถุนายน  2525   ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงรัก  ปรีชานันท์  รองอธิการบดีฝ่ายธุรการ  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี  ต่อจาก ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์  อิงคสุวรรณ  นับเป็นอธิการบดีคนที่  10

                ในปี 2526 ได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย (Asian  Vegetable  Research and Development Center) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยความร่วมมือของรัฐบาลไทย  ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian  Development Bank) และไต้หวัน

                ในปี  2527 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียและแปรซิฟิก (Regional  Community  Forestry Training  Training  Center) โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก

                ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงรัก  ปรีชานันท์  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี  ครบวาระในวันที่  7 มิถุนายน  2527  และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสืบต่อไปอีกวาระหนึ่งนับเป็นสมัยที่  2  ตั้งแต่วันที่  8  มิถุนายน 2527 เป็นต้นไป

                วันที่  25  มกราคม  2528  ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย  ให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีก  คือให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประกอบด้วยหน่วยงานเดิม  17  หน่วยงาน  และหน่วยงานใหม่อีกหนึ่งหน่วยงานคือ  สำนักบริการคอมพิวเตอร์

                เมื่ออธิการบดีดำรงตำแหน่งมาครบวาระ  วันที่  8  มิถุนายน 2529  ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้  ศาสตราจารย์  ดร.สุธรรม  อารีกุล  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อจากผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร. จงรัก  ปรีชานันท์  นับเป็นอธิการบดีคนที่  11  และศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม  อารีกุลได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีติดต่อกันรวม  3  สมัย

                ในปี  2529   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้จัดตั้ง  ศูนย์วิจัยเพื่อระบบเกษตรกรรม (Development  Oriented Research on Aqricultural Systems Center)  เป็นโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อดำเนินงานวิจัยและพัฒนา

                ช่วงปี  2531 -2536   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบจากศูนย์การศึกษาและวิจัยทางการเกษตรของกลุ่มอาเซียน (SEARCA) ให้จัดฝึกอบรมด้านการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาชนบทให้แก่เจ้าหน้าที่และข้าราชการของประเทศสมาชิก

                หลังจากที่ศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม  อารีกุล  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมา 3 วาระ วันที่  8  มิถุนายน  2535  ได้มีประกาศสำนักนายรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ ดร.กำพล  อดุลวิทย์  รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสืบต่อมา  นับเป็นอธิการบดีคนที่  12

                ทางด้านการปรับปรุงหน่วยงาน ในวันที่  18   กันยายน 2535 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ออกประกาศให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่อีกครั้ง คือ ให้เพิ่ม สำนักทะเบียนและประมวลผล

                จากปี  2535   เป็นต้นมา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีข้อตกลงร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างประเทศหลายแห่ง  ทั้งในเอเชีย แปซิฟิก  ยุโรป  สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

                ต่อมาในวันที่  7   มกราคม  2536  ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัยให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก  คือ ให้แยกคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจออกเป็น 2 คณะ คือ คณะเศรษฐศาสตร์และคณะบริหารธุรกิจ

                ถัดมาในวันที่ 10 สิงหาคม 2536 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ประกาศให้แบ่งส่วนราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกครั้ง  โดยให้เพิ่มคณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  และสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร

                เมื่อศาสตราจารย์ ดร.กำพล  อดุลวิทย์  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมาครบ 2 วาระในวันที่ 8 มิถุนายน2539  ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีระ  สูตะบุตร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสืบต่อมา นับเป็นอธิการบดีคนที่ 13

                ในปี 2540 ได้มีการจัดตั้งศูนย์ออสเตรเลียศึกษา (Australian Studies Center) เป็นโครงการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับมหาวิทยาลัยออสเตรเลียทางด้านการศึกษาและวิจัยในลักษณะ Consortium ระหว่างมหาวิทยาลัย

                ปรากฏว่าในปี  2542   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีโครงการที่ได้ตกลงร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จำนวน  128   แห่ง  และ 42 สถาบัน

                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการขยายและปรับปรุงส่วนราชการ ในปี 2536 มีส่วนราชการรวมทั้งสิ้น  23 หน่วยงาน (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 110 ตอนที่ 121   ลงวันที่  31   สิงหาคม  2536) ประกอบด้วยสำนักงานอธิการบดี  คณะ  13  คณะ 89 ภาควิชา (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่  113  ตอนที่ 50ง ลงวันที่  20  มิถุนายน  2539) บัณฑิตวิทยาลัย  1  แห่ง  สถาบัน  3  สถาบัน  และสำนัก 5สำนัก ดังนี้12  (1) สำนักงานอธิการบดี (2) คณะเกษตร (3) คณะบริหารธุรกิจ (4) คณะประมง (5) คณะมนุษยศาสตร์ (6) คณะวนศาสตร์ (7) คณะวิทยาศาสตร์ (8) คณะวิศวกรรมศาสตร์ (9) คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (10) คณะศึกษาศาสตร์ (11)คณะเศรษฐศาสตร์ (12)คณะสังคมศาสตร์ (13)คณะสัตวแพทยศาสตร์ (14)คณะอุตสาหกรรมเกษตร (15) บัณฑิตวิทยาลัย (16) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (17) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร (18) สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง  ม.ก. (19) สำนักทะเบียนและประมวลผล (20) สำนักบริการคอมพิวเตอร์ (21) สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร (22) สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม (23) สำนักหอสมุด

                นอกจากหน่วยงานที่กล่าวมาแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังมีหน่วยงานที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งเป็นการภายใน ได้แก่ สถาบันอินทรีจันทรสถิตเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาด้านพืชศาสตร์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต

                ปัจจุบัน (พ.ศ.2546) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดการศึกษาใน 4 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตบางเขน  วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม  วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร  นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังขยายวิทยาเขตใหม่อีก 3 วิทยาเขต ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้ง คือ วิทยาลัยเขตกระบี่  วิทยาเขตลพบุรี  และวิทยาเขตสุพรรณบุรี  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาตามศักยภาพและความต้องการของชุมชนในสาขาวิชาที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน

               

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการขยายและปรับปรุงหน่วยงาน โดยประกาศราชกิจจานุเบกษาและโดยอนุมัติสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2541) จัดตั้งเป็นการภายใน ดังนี้

               
วิทยาเขตบางเขน
1.สำนักงานอธิการบดี
2.คณะเกษตร
3.คณะบริหารธุรกิจ 
4.คณะประมง
5.คณะมนุษยศาสตร์  
6.คณะวนศาสตร์
7.คณะวิทยาศาสตร์   
8.คณะวิศวกรรมศาสตร์
9.คณะศึกษาศาสตร์     
10.คณะเศรษฐศาสตร์
11.คณะสังคมศาสตร์     
12.คณะสัตวแพทยศาสตร์
13.คณะอุตสาหกรรมเกษตร  
14.บัณฑิตวิทยาลัย
15.คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์*    
16.วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม* 
17.สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรม       

18.สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
19.สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
20.สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาด้านพืชศาสตร์*    
21.สถาบันสุวรรณวาจกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์*
22.สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต* 
23.สถาบันค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม*
24.สถาบันวิศวกรรมพลังงาน*
25.สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์*
26.สถาบันวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย*
27.สถาบันเครือข่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม*
28.สำนักทะเบียนและประมวลผล   
29.สำนักบริการคอมพิวเตอร์
30.สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม  
31.สำนักหอสมุด
32.สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร   
33.สำนักกีฬา*
วิทยาเขตกำแพงแสน
1.สำนักงานอธิการบดี
2.คณะเกษตร
3.คณะวิศวกรรมศาสตร์
4.คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
5.คณะศึกษาศาสตร์
6.คณะสัตวแพทยศาสตร์

7.บัณฑิตวิทยาลัย  
8.สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
9.สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาด้านปศุสัตว์และผลิตสัตว์*  
10.สำนักหอสมุด
11.ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร*
วิทยาเขตศรีราชา
1.สำนักงานวิทยาเขต*
2.คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม*
3.คณะวิทยาการจัดการ*

4.คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา*
5.สำนักบริการวิชาการ*

 

วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดสกลนคร
1.สำนักงานวิทยาเขต*
2.คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร*
3.คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์*
           
4.คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาการจัดการ*
5.สำนักวิทยบริการ*


*หน่วยงานที่จัดตั้งเป็นการภายใน

 

ส่วนวิทยาเขตที่อยู่ในระหว่างการจัดตั้ง คือ วิทยาเขตกระบี่  วิทยาเขตลพบุรี และวิทยาเขตสุพรรณบุรี
ในวันที่  8  มิถุนายน  2545 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  แต่งตั้งให้รองศาสตราจารย์ ดร.วิโรจ  อิ่มพิทักษ์  ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อจากศาสตราจารย์ ดร.ธีระ  สูตะบุตร  นับเป็นอธิการบดีคนที่  14

                ในภาคต้นปีการศึกษา  2545  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนิสิตปริญญาตรี  จำนวน  26,097คน นิสิตประกาศนียบัตรบัณฑิต  29 คน นิสิตปริญญาโท  7,663 คน  นิสิตปริญญาเอก  524   คน รวมนิสิตทั้งสิ้น (ทุกวิทยาเขต) 34,313 คน

                สำหรับผู้สำเร็จการศึกษา ในปี 2545  มีระดับปริญญาตรี  4,861 คน ปริญญาโท  1,850 คน และระดับปริญญาเอก  31   คน  รวมผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น  6,742 คน

                จากที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น  จะเห็นได้ว่าการเกษตรของประเทศไทยมีการพัฒนามาตามลำดับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ผ่านมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารประเทศ  มีพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่ทรงดำเนินการด้วยความสนพระทัย  ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่เกื้อหนุนให้การเกษตรพัฒนาและก้าวหน้าไปด้วยดี  ทรงนำการเปลี่ยนแปลง ระบบบริหารการปกครองเป็นแบบตะวันตก  ที่มีกระทรวง ทบวง กรม มาสู่ประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งส่วนราชการให้มีการเกษตรเป็นเอกเทศ และขยายงานจากกรมไปสู่กระทรวง รวมทั้งการพัฒนาและเตรียมกำลังเพื่อปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ นอกจากนี้ บุคคลที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ  เมื่อกลับมาแล้วก็มีส่วนอย่างมากในการช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  เพื่อพัฒนางานเกษตรต่างๆ ให้ก้าวทันอารยประเทศ เช่น ด้านการปศุสัตว์  การป่าไม้  การประมง  การชลประทาน  และการกสิกรรม  เป็นต้น

                ส่วนทางด้านการศึกษาทางเกษตรของประเทศ แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมหอวังขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปี  2460  แต่ก็มีการย้ายและขยายโรงเรียนไปหลายที่ในภาคอีสาน  ภาคใต้  และภาคเหนือ  ด้วยการบริหารและจัดการสอนโดยอาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาทางเกษตรจากต่างประเทศและในประเทศ  เมื่อนโยบายการศึกษาทางเกษตรเปลี่ยนไป  ต้องล้มเลิกโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมทั้งสามภาค  แต่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของคณาจารย์เกษตร  จึงได้มีการตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมขึ้นแทน4  แห่ง  แต่ต่อมาเพื่อให้วิชาการแข็งขึ้น  จึงได้จัดรวมเป็นแห่งเดียวที่แม่โจ้แล้วยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เปิดหลักสูตรระดับอนุปริญญา  ในต้น  พ.ศ. 2481 วิทยาลัยแห่งนี้ได้ผลิตบุคคลออกรับราชการในกรมต่างๆ  ของกระทรวงเกษตรฯ เป็นต้นมาจนถึงปี 2486  จึงได้รวมกิจการกับโรงเรียนวนศาสตร์  จังหวัดแพร่  สถาปนาขึ้นเป็น  “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” เมื่อวันที่  2  กุมภาพันธ์  2486

                จาก  พ.ศ.2486  เป็นต้นมา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เริ่มเปิดสอนใน  4 คณะ คือ  เกษตรศาสตร์  วนศาสตร์  การประมง  และสหกรณ์  โดยในปี 2487 มีผู้สมัครเรียนระดับปริญญาตรีรวม 72 คน  และมีเพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ  มา  สมัยคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี  ท่านได้เน้นหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยไว้  4  ประการ  คือ  การให้การศึกษา (การสอน) การค้นคว้าทดลอง (การวิจัย) การส่งเสริมเผยแพร่ และสวัสดิการ

                ในการพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะแรกได้มีการติดต่อกับต่างประเทศ  และได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การ  และสถาบันต่างๆ ในหลายรูปแบบ  เช่น  มีการมอบหนังสือ  ตำราเรียนสำหรับห้องสมุด  ส่งผู้เชี่ยวชาญ หรืออาจารย์มาสอน  สนับสนุนทุนการศึกษาและดูงาน ช่วยแนะนำทางวิชาการ  ให้คำปรึกษาด้านต่างๆ  ซึ่งต่อมาได้มีการทำสัญญากับ  Oregon State University (KU – OSU) ช่วยให้การพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นไปได้มากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาอาจารย์ให้มีคุณวุฒิสูงขึ้นด้วยทุนตามสัญญาให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ  ณ  Oregon  State  University หรือมหาวิทยาลัยอื่นในสหรัฐอเมริกาเมื่อสัญญาแรกสิ้นสุดลงก็ได้มีการทำสัญญากับ University  of  Hawaii (KU – U. of  Hawaii) ในช่วงต่อมาตามสัญญาครั้งหลังนี้  มหาวิทยาลัยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาจารย์  พร้อมทั้งเพิ่มเรื่องการศึกษาค้นคว้า/วิจัย  และการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย  หลังจากนั้น  มหาวิทยาลัยยังคงได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากต่างประเทศ  และร่วมมือประสานงานกับต่างประเทศโดยตลอด

                อย่างไรก็ดี  เมื่อมีการพัฒนาอาจารย์  ทำให้การสอนและการค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาต่างๆ  ของมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาและขยายตัวขึ้นตามลำดับ  มีคณะใหม่ๆ  หลักสูตร/โครงการวิจัยใหม่ๆ  เกิดขึ้นเป็นระยะๆ  ต่อมาก็ได้จัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อดูแลการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรี  ก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  คือ การสร้างวิทยาเขตกำแพงแสน  ซึ่งเริ่มต้นในสมัย  หม่อมหลวงชูชาติ  กำภู  เป็นอธิการบดี กว่าจะสร้างวิทยาเขตแห่งนี้สำเร็จได้ในเนื้อที่ประมาณ  8000 ไร่  ต้องใช้เวลาหลายปี  ต้องอาศัยการทำงานอย่างเสียสละด้วยความเหน็ดเหนื่อยของผู้บริหาร  คณาจารย์  เจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ได้รับมอบหมาย  ทั้งที่สังกัดมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                ระยะหลังๆ  ต่อมา นอกจากจะมีคณะใหม่ๆ  เกิดขึ้นแล้ว  ยังมีหน่วยงานเทียบเท่าคณะที่เกี่ยวกับการบริหาร  การบริการทางวิชาการ  การวิจัย  สื่อการเรียนการสอน  คอมพิวเตอร์  ห้องสมุด  พิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรม  การกีฬา  ฯลฯ  เกิดขึ้นอีกหลายหน่วยงาน

                นอกจากวิทยาเขตบางเขนและกำแพงแสนแล้ว  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปิดวิทยาเขตอื่นๆ  อีก  คือ วิทยาเขตศรีราชา  จังหวัดชลบุรี  วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดสกลนคร  นอกจากนี้ยังขยายวิทยาเขตใหม่อีก  3   วิทยาเขต  ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง  คือ  วิทยาเขตกระบี่  วิทยาเขตลพบุรี  และวิทยาเขตสุพรรณบุรี

                เมื่อย้อนกลับไปดูมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่สถาปนาขึ้นในปี  2486  ขณะนั้นเปิดทำการสอนเพียง  4  คณะ  ที่บางเขนแห่งเดี่ยว  มีผู้สมัครเรียนระดับปริญญาตรีจำนวน  72  คน (เรียนต่อจากระดับอนุปริญญา) เวลาผ่านไป  60  ปี  สภาวการณ์เปลี่ยนไปมาก  ในปี  2545  วิทยาเขตบางเขนเปิดสอนถึง  15  คณะ  และมีจำนวนนิสิตทั้งสิ้น  24,031 คน  หากรวมทุกวิทยาเขตก็มีนิสิตปริญญาตรี (26,093 คน) ประกาศนียบัตรบัณฑิต (29คน) ปริญญาโท (7,663 คน)  และปริญญาเอก (527 คน) รวมทั้งสิ้น 34,313 คน  สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาก็มีจำนวนไม่น้อย คือ มีผู้สำเร็จปริญญาตรี  จำนวน  4,861 คน  ปริญญาโท  1,850 คน  และปริญญาเอก  31  คน  รวมผู้สำเร็จการศึกษาในปี  2545 จำนวน  6,742 คน  นับว่าเป็นดัชนีที่ก้าวไกลจากจุดเริ่มต้นมาก

               

วันที่  2   กุมภาพันธ์  2546   เป็นวันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุครบ  60 ปี  เป็นปีแห่งความภาคภูมิใจที่ได้ระลึกถึงเหล่าบูรพาจารย์ในอดีตซึ่งได้บุกเบิกและฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเพื่อสร้างสถาบันฝึกหัดครูทางเกษตรตามภาคต่างๆ  เพื่อผลิตครูเกษตรออกไปช่วยพัฒนาการเกษตรของประเทศแม้ว่าโรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรในระดับประถมต้องล้มเลิกไปก็มิได้ย่อท้อ  แต่กลับรวมตัวกันก่อตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมขึ้นแทน ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้แล้วย้ายมาอยู่ที่บางเขน  และท้ายที่สุดก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ที่ได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในปัจจุบัน ทั้งนี้  ก็ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันทำงานด้วยความเสียสละ  อดทน  และเข้มแข็งของบูรพาจารย์  ผู้บริหาร  คณาจารย์  ข้าราชการ  เจ้าหน้าที่ทุกคน  ศิษย์เก่า  นิสิตปัจจุบัน  ตลอดจนส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  เอกชน  และประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมือ  และสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทาลัยด้วยดีเสมอมา

 

ศาสตราจารย์  ดร.บุญธรรม  จิตต์อนันต์
เรียบเรียง